“ทำบ้านให้มีรัก” ธรรมะลึกซึ้ง-โดนใจ จากพระนักเทศน์ขวัญใจวัยรุ่น

June 20, 2009

“พระมหาสมปอง ตาลปุตโต” พระนักเทศน์ขวัญใจวัยรุ่น

 หลายคนถ้าให้นึกถึงอรรถรสในการบรรยายธรรม ที่ลึกซึ้ง โดนใจวัยรุ่น อย่าง “ฟังธรรมะแล้วจะไม่โง่ แต่ถ้าไปฟังโปเตโต้ ถึงมีรักแท้ก็ดูแลไม่ได้” หรือ “ฟังธรรมะแล้วจะทำให้ไม่เพ้อเจ้อ แต่ถ้าฟังพีซเมกเกอร์จะละเมอถึงแต่เรื่องบนเตียง” เป็นต้น คงจะร้องอ๋อกันที เพราะประโยคดังกล่าว เป็นหนึ่งในธรรมะอารมณ์ดีของ “พระมหาสมปอง ตาลปุตโต” พระนักเทศน์ขวัญใจวัยรุ่น แห่งวัดสร้อยทอง  
 
 ที่วันนี้มาพร้อมกับ “พระครูวินัยธรชาติ กิตติธโร” พระนักเทศน์จากทีม “ธรรมะเดลิเวอรี่” ซึ่งทั้งสองรูปได้แนะหลักคิดชีวิต และวิธีสร้างสุขให้ครอบครัว มาเป็นแนวทางให้กับทีมงาน และผู้อ่าน Life and Family ทุกท่านได้อ่านธรรมะอารมณ์ดีกันอย่างถึงใจ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี 
 
 
 เริ่มจาก “พระครูวินัยธรชาติ กิตติธโร” ได้สะท้อนภาพครอบครัวในปัจจุบันว่า ช่วงหลังมานี้ พ่อแม่หลายคน เลี้ยงลูกด้วยมือถือ บางทีมือถือสั่น พ่อแม่ก็เริ่มหวั่นไหว และใจสั่นไปด้วย เพราะกังวลว่า ลูกกำลังคุยกับใคร คบกับใคร ไว้ใจได้หรือไม่ เมื่อเป็นห่วงก็ไม่รู้วิธีการพูดกับลูก จนบางครั้งปากกับใจไม่ตรงกัน กลายเป็นปากว่า แต่ใจเป็นห่วง ซึ่งพูดออกไปโดยไม่ระวังคำพูด ดังนั้นครอบครัวใดที่มีลูก เปรียบได้กับลูกกระสุนที่อยู่ในบ้าน เพราะลูกกระสุนเวลามันอยู่ในกระบอกปืน ถ้าไม่ลั่นไก เรื่องก็คงไม่เกิด แต่ถ้าไม่ระวังอาจเปรี้ยงปร้างขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ได้ ลูกคนก็เช่นเดียวกัน เวลาพ่อแม่พูดไม่เข้าหู อาจเกิดเป็นเรื่องใหญ่โตตามก็เป็นได้ 
 
 ”ทุกครั้งที่ลูกโทรศัพท์ไปไหนก็ตาม หรือจะคบใคร ต้องเปิดอกพูดคุยความจริงต่อกัน และอยู่กันแบบไว้วางใจกัน เวลาเกิดอะไรขึ้น จะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที สำคัญที่สุดเลยพ่อแม่ต้องระวังการพูด และเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกเอาอย่าง เปรียบเสมือนบล็อกแม่พิมพ์ ถ้าบล็อกเป็นกา พิมพ์ออกมาเป็นกา บล็อกเป็นหงส์พิมพ์ออกมาก็เป็นหงส์ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่า ถ้าพ่อแม่ทำตัวอย่างไร ลูกก็จะทำตัวแบบนั้น เช่น สูบบุหรี่ให้ลูกเห็น ลูกก็สูบบุหรี่ด้วย กินเหล้าให้ลูกเห็น ลูกก็กินบ้าง ส่วนตัวลูกเอง ต้องเข้าใจในความเป็นห่วงของพ่อแม่ เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหนสอนให้ลูกเป็นคนไม่ดี ขอให้เชื่อ และฟังท่านบ้าง” พระครูวินัยธรชาติสะท้อน 
 
 ขณะที่ “พระมหาสมปอง ตาลปุตโต” ได้เผยถึงความห่วงใยของเด็กไทยว่า ยังห่วงใน 2 เรื่องหลักคือ สิ่งเสพติด และเรื่องความรัก ในส่วนของสิ่งเสพติด ตั้งแต่อดีต จนกระทั่งถึงปัจจุบัน สิ่งเสพติดยังคงเป็นเรื่องที่บั่นทอนชีวิตเด็กไทยอยู่ไม่ใช่น้อย การสร้างสรรค์เด็กคือการสร้างสรรค์ชาติ การทำลายเด็ก คือการทำลายชาติ แต่จะไปโทษตัวเด็กอย่างเดียวก็ไม่ได้ ส่วนสำคัญต้องมาจากฐานของคุณพ่อ และคุณแม่ด้วย ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นพระพุทธรูป ลูกก็จะเป็นพระพุทธรูป ใครเห็นก็ชื่นชม และให้ความเอ็นดู กระนั้นอยากให้ลูกเป็นอะไร พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น ถึงจะไม่ถอดแบบมาทั้งหมด แต่ก็ยังมีส่วนที่เหมือนกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย 
 
 ”ยาเสพติดพวกเราทุกคนก็รู้อยู่ ว่ามันไม่ดี มันอันตราย เราก็อย่าไปลอง หรือตามเพื่อน พ่อแม่ต้องให้เวลากับลูก อย่าให้คนอื่นมาชิงเป็นเพื่อนสนิทเขาก่อนเรา หรือเห็นคนอื่นดีกว่าเรา แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องชิงความเป็นเพื่อนสนิทของลูกให้ได้ ก่อนที่คนอื่นจะมาช่วงชิงไป ถ้ามัวแต่ทำงานจนลืมลูก จนพูดคนอื่นแย่งใจลูกไปจากเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เราทุ่มเทให้กับลูกมาทั้งชีวิต เลี้ยงลูกมากับมือ สักวันลูกอาจไม่สนใจ และไม่เชื่อฟังเรา แต่จะเชื่อเพื่อน หรือเชื่อแฟนแทน” พระมหาสมปองให้แง่คิด 
 
 เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของ “ความรัก” กับเรื่องนี้ พระมหาสมปอง บอกว่า “เด็กไทยทุกวันนี้โตเร็วขึ้น มีความรักเร็วขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องมีความรัก แต่ความรักมันมีหลายรูปแบบนอกจากความรักแบบแฟน เช่น รักพ่อแม่ รักการเรียน และรักตัวเอง เรื่องหลังนี้สำคัญมาก เพราะเด็กบางคนคิดมาก เช่น อกหัก น้อยใจ จนตัดสินใจคิดสั้นทำร้ายชีวิตตัวเอง ฉะนั้นอันดับแรก เมื่อผิดหวัง อกหัก หรือน้อยใจเพื่อน แฟน พ่อแม่ ณ ขณะนั้นต้องมีสติ รู้ว่ากำลังทำอะไร และไม่ควรคิดฟุ้งซ่าน แต่ต้องรักตัวเองให้มากที่สุด หากไม่รักตัวเอง แล้วใครจะมารักเรา เพราะชีวิตที่มีค่า คือชีวิตที่ตัวเรามีคุณค่า และทำให้ชีวิตคนอื่นมีคุณค่า ถ้าทุกคนรู้ว่าชีวิตเรามีค่า การพิพากษาชีวิตตัวเองโดยไร้เหตุผลก็จะไม่เกิดขึ้น” 
 
 ”ในฐานะลูก ชีวิตลูกคือความสุข และความหวังของพ่อแม่ เราต้องรักษาชีวิต เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ชื่นใจ เพราะเราเหมือนของขวัญจากฟากฟ้าที่ส่งสอบมาให้คุณพ่อ คุณแม่ ถ้าลูกทำตัวดี มีคุณค่า ลูกคือดวงใจของแม่ พ่อแม่ก็จะดีใจ รู้สึกมีค่า และมีความสุขตามไปด้วย แต่ถ้าลูกทำตัวไม่ดี มีความทุกข์ หัวอกของพ่อแม่ก็จะไม่มีค่า และมีความทุกข์ตามไปด้วย เหมือนกัน ถ้าอยากให้พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกก็ควรทำตัวเป็นคนดี ให้ท่านชื่นใจ” พระมหาสมปองให้คำสอน 
 
 * พรหมวิหาร 4-ธรรมะพ่อแม่ลูก * 
 
 สำหรับหลักการใช้ชีวิตครอบครัวให้มีความสุขนั้น พระมหาสมปองบอกว่า ต้องรู้จักความหมายของคำว่า “ครอบครัว” เสียก่อน ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษตามที่พระอาจารย์ได้อธิบายไว้ว่า “Family” คือ “Father & Mother I love you” แปลว่า “หนูรักพ่อกับแม่ครับ/ค่ะ” จากความหมายดังกล่าวไม่เฉพาะแต่ลูกเท่านั้นที่ควรจะบอกรักพ่อกับแม่ แต่พ่อแม่เองก็ควรจะบอกรักกับลูกด้วยเช่นกัน นั่นถึงจะครบองค์รวมแห่งความรักในครอบครัว 
 
 ”พ่อแม่ปากกับใจต้องตรงใจ คุณพ่อคุณแม่บางท่าน เป็นห่วงลูกๆ กลับดึก ซึ่งเข้าใจว่าเป็นห่วง แต่ปากดุลูกไปแล้ว บางทีอาจจะมีลูกไม่กี่คนที่จะเข้าใจว่าพ่อแม่รักเขา ฉะนั้นถ้ารักลูกก็บอกว่ารักลูก ห่วงลูกก็บอกว่าห่วงลูก” พระมหาสมปองแนะ 
 
 สำหรับหลักธรรมที่ทำให้บ้านมีรักอย่างยั่งยืนนั้น พระมหาสมปองได้ฝากไว้ว่า ควรใช้หลักพรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เฉกเช่นพรหม หรือเป็นหลักธรรมให้พ่อแม่ลูก ได้ปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยแบ่งคำอธิบายออกเป็นดังนี้ 
 
 * เมตตา คุณพ่อ คุณแม่ต้องรักลูกอย่างเทียมเท่าทัน ครอบครัวใดที่มีลูก 2 คน ต้องไม่เปรียบเทียบลูกเด็ดขาด เช่น ทำไมเรียนไม่เก่งเหมือนพี่เขาเลย หรือทำไมไม่ดีเหมือนน้องเลย เป็นต้น ทำให้เด็กอีกคนเกิดความกดดัน และไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ฉะนั้น หากจะเปรียบเทียบ ต้องเปรียบด้วยจิตใจที่เมตตา ให้กำลังใจลูกทั้งสองอย่างเท่าเทียมทัน ไม่แบ่งฝ่าย แบ่งข้าง 
 
 * กรุณา คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ ต้องเข้าใจอยู่เสมอว่า เราทั้งหลายเคยเป็นเด็กน้อยมาก่อน แต่ว่าเด็กในปัจจุบันยังไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน ดังนั้นบางอย่างเด็กอาจคิดไม่รอบด้านเหมือนกับผู้ใหญ่ ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่า “ทำไมเด็กคิดไม่ได้” หรือ “เรื่องแค่นี้ทำไมเด็กไม่รู้” แต่ถ้าเกิดลองย้อนกลับไปในวัยเด็ก และมีอายุเท่ากันเหมือนกับเด็กในตอนนี้ ผู้ใหญ่เองก็อาจคิดไม่ได้เช่นเดียวกัน ทางที่ดีต้องเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจเด็ก หากเขาไม่รู้ ต้องค่อยๆ บอก อย่ารีบร้อน หรือใช้อารมณ์กับเด็ก 
 
 * มุทิตา เวลาลูกเรียน 10 วิชา ได้เกรด 4 ประมาณ 5-6 วิชา แต่มีเกรด 1 หรือ 0 เพียงแค่วิชาเดียว ถามว่าพ่อแม่จะเห็นเกรดใดก่อน ซึ่งพ่อแม่ไม่ควรมองแค่ส่วนน้อย แต่ควรชมในภาพรวมของลูกทั้งหมด ไม่เพียงแต่เรื่องการเรียน เรื่องอื่นๆ เช่น การทำงานบ้าน การเก็บของไปคืนเจ้าของ หรือการความดีต่างๆ พ่อแม่ต้องชมลูก เพื่อให้ลูก หรือเด็กรู้สึกว่า สิ่งที่ทำคือสิ่งดีงาม ทำแล้วภูมิใจ และไม่อายที่จะทำ 
 
 * อุเบกขา บางครั้งคุณพ่อ คุณแม่ต้องรู้จักวางเฉยบ้าง เช่น บางเรื่องควรให้ลูกได้ลองคิด หรือลองทำด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่ปล่อย และไม่สนใจลูกเลย ควรดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ถ้าเห็นแล้วไม่เหมาะสม ก็ควรเข้าไปให้คำแนะนำ หรือหาทางออกร่วมกัน แต่ทั้งนี้เมื่อลูกทำผิด อย่างแรกพ่อแม่ไม่ควรดุ หรือตีลูก ดังนั้นพ่อแม่ต้องนิ่งเฉย เพื่อพิจารณาก่อน เมื่อคิดได้รอบคอบแล้ว และพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงค่อยแนะนำ หรือให้คำปรึกษา ซึ่งในส่วนนี้สำคัญมาก พ่อแม้ต้องเข้าใจ 
 
 อย่างไรก็ตาม บ้านนี้จะมีรักได้นั้น พระมหาสมปอง บอกด้วยว่า ทุกคนต้อง “สัมผัส” กันเป็นกิจวัตร เช่น กอด การบอกรัก หรืออื่นๆ นั่นจะช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความสุข และสุขสันต์ตลอดไป เพราะทุกคนได้ใกล้ชิด และสัมผัสไออุ่นของกัน และกัน 
 

Random Posts

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!