สหรัฐฯ ยกลาว-เขมรพ้นบัญชีดำ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์อีกแล้ว

June 20, 2009

ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 9 พ.ย.2551 สมเด็จพระนโรดมสีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีฉลองวันแห่งเอกราช เมื่อปี 2536 กัมพูชาหันมายอมรับการปกครองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญที่อำนวยการจัดร่างโดยองค์การสหประชาชาติ แต่ผู้นำ (แถวกลาง) ของประเทศนี้ล้วนเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ลัทธิมาร์กซ์-เลนินเก่าและอยู่ในอำนาจมาเป็นปีที่ 24 โดยไม่ขาดช่วง

 วอชิงตัน (เอเอฟพี)– รัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ได้นำเอาลาวกับกัมพูชาออกจากบัญชีดำทางการค้า โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศไม่ใช่ประเทศที่ยึดถือแนวทางอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อีกต่อไป การยกออกจากบัญชีดำดังกล่าวจะทำให้ทั้งสองประเทศที่ยังยากจนที่สุดในโลก ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจจากสหรัฐฯ  
 
 สหรัฐฯ ได้พยายามปรับความสัมพันธ์กับสองประเทศสมาชิกประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับลาวได้รับการวิจารณ์อย่างมากจากประชาคมชาวลาวม้งในสหรัฐฯ ที่ยังต่อสู้กับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “รัฐบาลคอมมิวนิสต์ลาว” 
 
 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในคำประกาศสั้นๆ ที่ออกในวันศุกร์ 12 มิ.ย.) ว่า ทั้งกัมพูชาและลาว ได้ “หยุดเป็นประเทศมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์” แล้ว ซึ่งฐานะดังกล่าว ได้ทำให้ธนาคารเพื่อส่งออกและนำเข้าสหรัฐฯ จะไม่สามารถให้การร่วมมือช่วยเหลือ ในการทำธุรกิจระหว่างสองประเทศได้ 
 
 ความเคลื่อนไหวที่ยังจะต้องผ่านขบวนการทางนิติบัญญัตินี้ จะทำให้ธุรกิจต่างๆ ของสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงเงินกู้ รวมทั้งการค้ำประกันทางด้านการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการทำธุรกิจกับลาวและกัมพูชา 
 
 ”โดยให้น้ำหนักต่อพันธะสัญญาของกัมพูชาและลาวในการเปิดเศรษฐกิจแบบตลาด ประธานาธิบดีได้เห็นว่าฐานะอั้นนี้ ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป” เจ้าหน้าที่รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามากล่าว 
 
 เมื่อการตัดสินใจดังกล่าวกลายเป็นกฎหมาย สหรัฐฯ ก็จะเหลือเพียงคิวบา อิหร่าน พม่า เกาหลีเหนือ ซูดานกับซีเรีย ที่ยังอยู่ในแบล็กลิสต์ 
 
 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับลาวมีความระหองระแหงกันเกี่ยวกับชะตากรรมของทหารสหรัฐฯ ที่สูญหายไปตั้งแต่ครั้งสงครามอินโดจีน ส่วนสัมพันธ์กับกัมพูชาขุ่นมัวเนื่องจากการคอร์รัปชั่นในประเทศนั้น รวมทั้งการดำเนินการเอาพวกอาชญากรรมเขมรแดงไปลงโทษ 
 
 แต่หลายปีมานี้สหรัฐฯ ก็เริ่มปรับตัวเข้าหาสองประเทศนี้มากขึ้น ในขณะที่จีนเริ่มแผ่นอิทธิพลเข้าไปเช่นเดียวกัน 
 
 สหรัฐฯ ได้ปรับความสัมพันธ์การค้าปกติกับลาวในปี 2547 อีกสามปีถัดมาก็ได้ยกเลิกเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา 
 

ภาพรอยเตอร์วันที่ 23 เม.ย.2552 พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศ, เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายนงดึ๊กแหม่ง (Nong Duc Manh) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ลาวเพิ่งจะพ้นจาก “บัญชีดำ” ขณะที่สหรัฐฯ ยกเลิกเอ็มบาร์โกด้านการค้าและการลงทุนมากว่า 10 ปีแล้ว นักธุรกิจ-นักลงทุนจากสหรัฐฯ ทำธุรกิจในประเทศนี้อย่างสะดวก

 แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับลาวของ ปธน.สหรัฐฯ ถูกกลุ่มที่สนับสนุนประชาคมชาวม้งโจมตี โดยคนกลุ่มนี้ซึ่งเคยเป็นผู้ที่เคยช่วยสนับสนุนกองทัพสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน อ้างว่าในปัจจุบันรัฐบาลลาวก็ยังคงตามล่าตามล้างเข่นฆ่า สังหารชาวม้งในประเทศ 
 
 นายฟิลิปส์ สมิธ (Philips Smith) แห่งศูนย์วิเคราะห์นโยบายรัฐ (Center for Public Policy Analysis) ซึ่งส่งเสริมสิทธิ์ของชาวม้งกล่าวว่า ตนเองช็อกและขุ่นเคืองต่อการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดว่าลาวเป็นประเทศที่ปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว และยังเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับระบอบทหารในพม่ากับเกาหลีเหนืออีกด้วย 
 
 นโยบายของสหรัฐฯ ยิ่งจะทำให้ทางการลาวทวีการเข่นฆ่าพลเรือนชาวม้งหนักข้อยิ่งขึ้น นายสมิธกล่าว 
 
 เมื่อเดือนที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières) หรือ “Medicine without Border” ที่มีสำนักงานในกรุงปารีส ได้ถอนตัวออกจากค่ายชาวม้งที่หลบหนีเข้าเมืองในประเทศไทย โดยกล่าวหาว่าทางการได้ผลักดันชาวม้งที่เหลืออยู่เกือบ 5,000 คน ขณะนี้กลับประเทศ 
 
 รัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาวได้มีความร่วมมือกันในเรื่องการส่งตัว “ผู้หลงผิด” จากการปลุกปั่นยุงให้เดินทางกลับถิ่นฐานเดิม โดยมีหน่วยงานระหว่างประเทศจำนวนหนึ่งติดตามดูแลให้ความช่วยเหลือ. 
 

Random Posts

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!