ป่าสมุนไพรวัดอรัญญิกาวาส
June 16, 2008
ป่าสมุนไพรวัดอรัญญิกาวาส ตั้งอยู่ตำบลวังแสง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคามภายในบริเวณวัดเป็นป่าเต็งรังพื้นที่ประมาณ 75 ไร่ นายประสาสน์ รัตนะปัญญา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ราบสูงได้เสนอแนวความคิดต่อคณะกรรมการชาวบ้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนอำเภอแกดำและประธานชมรมผู้สนใจสมุนไพร จัดทำโครงการสวนสมุนไพรและอุทยาน อายุรเวชแผนไทยที่วัดป่าอรัญญิกาวาสเมื่อ พ.ศ. 2539 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระ-บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เมื่อสำรวจพืชสมุนไพรประมาณ160 ชนิด ใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
ป่าดูนลำพัน และ ปูทูลกระหม่อม
June 9, 2008
ป่าดูนลำพัน ตั้งอยู่ที่บ้านนาเชือก หมู่ที่ 1 ตำบลนาเชือก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาเชือกไปทางทิศใต้ ประมาณ 3 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 311 ไร่ แตกต่างจากป่าทั่วไป คือ เป็นป่าน้ำซับ หรือป่าพรุน้ำจืด กล่าวคือ มีน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดินตลอดปี ดูน เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง การดันของน้ำใต้ดิน ลำพัน คือ พืชตะกูลหญ้า คล้ายต้นกก บางท้องที่เรียกว่า ธูปฤๅษี ซึ่งมีมากในป่าดูนลำพัน โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำขัง
ในบริเวณป่าแห่งนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ คือ มีสัตว์ป่านานาชนิด และที่สำคัญเป็นที่อยู่อาศัยของปูป่าที่ชาวบ้านเรียกว่า ปูแป้ง เป็นปูน้ำจืดที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีสามสี ได้แก่ สีม่วง สีเหลืองส้ม และสีขาว นายประสาสน์ รัตนะปัญญา ได้นำปูชนิดนี้เสนอต่อศาสตราจารย์ไพบูลย์ นัยเนตร ผู้เชียวชาญเรื่องปู คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำการศึกษาวิจัย ผลปรากฏว่าเป็นปูที่สวยงามไม่เคยพบในที่ใดมาก่อน พร้อมกับนำเสนอรายงานต่อวงการชีววิทยาโลกว่าเป็นปูในวงศ์ แรงกูน่า ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราช-กุมารี เป็นนามปูป่าที่ค้นพบใหม่ของโลกชื่อว่า แรงกูน่าจุฬาภรณ์ แต่นิยมเรียกว่า ปูทูลกระหม่อม จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีปูทูลกระหม่อม อาศัยอยู่ในป่าดูนลำพันประมาณสองแสนตัว แต่ในปี พ.ศ. 2544 เหลือเพียงประมาณสีพันตัว
ปูทูลกระหม่อม หรือ ปูแป้ง ได้รับพระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2536 มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Thaipotamon Chulaporn ชื่อสามัญว่า Mealy crab ลักษณะพิเศษคือ ตัวโตกว่าปูนา มีกระดองแข็ง สีสวยสด มีไข่ฟองโตขนาดเมล็ดนุ่นสีขาวขุ่นคล้ายเมล็ดข้าวโพดที่นึ่งสุกแล้ว มดหรือแมลงจะกินไข่ปูแป้งไม่ได้ อาศัยอยู่ในเฉพาะในรูเท่านั้นไม่ออกมานอกบริเวณดูน หาอาหารกินบริเวณปากรู ส่วนมากหากินในเวลากลางคืน ชอบกินลูกน้ำ ยุง แมลง กิ้งกือ ไส้เดือน การดำรงชีวิตชอบอยู่โดดเดี่ยว ไม่รวมกลุ่ม ผสมพันธุ์และวางไข่ราวเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม ลักษณะเด่นคือ กระดองเป็นสีม่วงเปลือกมังคุด ขอบเบ้าตา ขอบกระดองและก้ามหนีบทั้งสองข้างมีสีเหลืองส้ม ตรงปลายก้ามหนีบขาเดินและบริเวณขอบข้างปากมีสีขาว
ปูทูลกระหม่อมได้กำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ลำดับที่ 14 ของสัตว์ป่าจำพวกไม่มีกระดูกสันหลังในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11(พ.ศ.2543) เพิ่มเติมจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองท้ายกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2537) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 ในประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 117 ตอนที่ 3 วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2543
วนอุทยานโกสัมพี
June 4, 2008
วนอุทยานโกสัมพี กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานตามข้อเสนอของจังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2519 ลักษณะพื้นที่เป็นป่าบุ่งประมาณ 125 ไร่ ริมฝั่งแม่น้ำชี ในเขตเทศบาลตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย ห่างจากตัวเมืองมหาสารคาม ประมาณ 28 กิโลเมตร เดิมชาวมหาสารคามเรียกป่าแห่งนี้ว่า บุ่งลิง หรือ หนองบุ่ง เพราะภูมิประเทศเป็นหนองน้ำและป่าไม้ตามธรรมชาติที่มีบรรยากาศร่มรื่น เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิดและฝูงลิงนับพันตัว โดยเฉพาะ ลิงแสมสีทอง ซึ่งเป็นลิงชนิดหายได้ยากรวมอยู่ด้วย ภายในป่ามีพรรณไม้หลายชนิดส่วนใหญ่ที่สำคัญได้แก่ ทองป่า กะเบา ยางนา หว้า ทองกวาว ตะโก สำหรับไม้พื้นล่างส่วนใหญ่ ได้แก่ เถาวัลย์เปรียง หวาย ตดตะกั่ว มะดัน นมแมว คัดเค้า และไม้ไผ่ นอกจากนั้นยังมีต้นจามจุรี หรือก้ามปู ซึ่งชาวบ้านนำไปปลูกไว้ นอกจากจะมีพรรณไม้ดังกล่าวมาแล้ว ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้มีค่านานาชนิด อาทิเช่น มะค่าโมง ตะเคียนทอง ตะแบกใหญ่ เป็นต้น
สำหรับ ต้นทองป่า มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น โกสุม ดอกคำ สางคำ ลักษณะเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่เปลือกเกลี้ยงสีขาวนวล ใบสีเขียวเป็นมัน แต่ละก้านจะมีใบจับก้านละ 29 – 34 ใบ ถ้าต้นใหญ่อายุมากโคนต้นจะมีสะเก็ดแห้งขรุขระขนาดใบจะเล็กลง ปัจจุบันสำรวจพบในวนอุทยาน จำนวน 13 ต้น ต้นทองที่กล่าวถึงพบเพียงแห่งเดียวในจังหวัดมหาสารคาม เป็นต้นไม้ในวรรณกรรมอีสาน และเป็นมงคลนามคู่เมืองโกสุมพิสัย คำว่า โกสุม ในภาษาบาลีแปลว่า ดอกคำ จัดเป็นต้นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนไป บริเวณต้นทองป่าเกิดนั้น เป็นเนินดินสูง ใกล้ศาลาพักนักท่องเที่ยว คนและลิงเหยียบย่ำตลอดเวลารวมถึงยานพาหนะที่วิ่งผ่านประจำทุกวัน อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่มีต้นทองป่าเล็ก ๆ เกิดขึ้นทดแทน ซึ่งอาจสูญพันธุ์ในอนาคต
ภายในวนอุทยานโกสัมพี มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้ ศาลเจ้าปู่ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว สิ่งที่ทุกคนประทับใจก็คือ การให้อาหารและหยอกล้อกับฝูงลิงตลอดจนพักผ่อนตามจุดต่าง ๆ หรือชมธรรมชาติริมฝังลำน้ำชี ทุก ๆ ปีในช่วงเทศกสลสงกราน์มีการจัดงานตามประเพณีและจัดอาหารเลี้ยงฝูงลิง ที่เรียกว่า งานพาข้าวลิง ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาชมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงวนอุทยานยังมี บึงบอน แหล่งน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวโกสุมพิสัยและนักท่องเที่ยว ส่วน บึงกุย ซึ่งเป็นบริเวณศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ สะดืออีสาน นั้น จะพัฒนาให้เป็นศูนย์ข้อมูลและแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต การเดินทางสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 208 มหาสารคาม - ขอนแก่น
ป่าโคกดงเค็ง
June 2, 2008
ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของที่ว่าการอำเภอนาดูน มีพื้นที่ 902 ไร่ ลักษณะเป็นป่าโคกหรือป่าเต็งรังที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งในอดีต ปัจจุบันมีลักษณะเป็นป่าฟื้นสภาพจากการถูกทำลายในการสำรวจพบพืชจำนวน 215 ชนิด ได้แก่ เต็ง รัง ยางกราด ผักขมหิน ว่านแมงมุม กล้วยไม้ เป็นต้น ส่วนสัตว์ป่ามีประมาณ 90 ชนิด เช่น กระรอก กระแต พังพอน อีเห็น หนู เต่า งู แย้ กิ้งก่า และนกนานาชนิด ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์จากป่าโดยการเก็บพืชผักผลไม้ เห็ด แมลง ไข่มดแดง หน่อไม้ ฟืน สมุนไพร และของป่าอื่น ๆ
นอกจากนี้ ภายในป่าโคกดงเค็งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเชิงนิเวศน์ที่สำคัญ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ พระธาตุนาดูน ซึ่งถือว่าเป็นพุทธมณฑลแห่งอีสาน ในพื้นที่ดังกล่าวยังมี สวนรุกขชาติวัดพระธาตุนาดูน และทางทิศตะวันออกของพระธาตุนาดูเป็นที่ตั้งสถาบันวิจัยวลัย – รุกขเวช สถานีปฏิบัติการนาดูน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดแสดงภูมิปัญญาในการดำเนินชีวิตของชาวอีสาน โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม สิ่งที่น่าชม ได้แก่ อุทยานลานไผ่ หอพรรณไม้อีสาน สวนสมุนไพรและอาคารผลิตสมุนไพรแบบครบวงจร พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน และเส้นทางเดินป่าเพื่อศึกษาธรรมชาติภายในป่าเต็งรัง
ป่าโคกข่าว
June 1, 2008
ป่าโคกข่าว เป็นป่าเบ็จพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง
ของจังหวัดมหาสารคาม ต้นไม้ที่นี้ส่วนใหญ่เป็นพวกไม้รัง
ตีนเป็ด ยูคา มะเกลือ สัก ตะแบก ประดู่ เป็นต้น
ป่าโคกข่าวมีพื้นที่ทั้งหมด 5,387ไร่ เป็นป่าที่ปลูกเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระนางเจ้าพระบรมชินีนาถ ในปี พ.ศ. 2538 ในพื้นที่
หลาย ตำบล คือ ตำบลเหล่าดอกไม้ ตำบลหนองกุง และตำบลกุดปลาดุก การปลูก ป่าโคกข่าวได้รับงบเงินสนับสนุนจาก ปตท. และอยู่ในการควบคุมดูแลของป่าไม้ขอนแก่นภายในป่ามีความอุดมสมบูรณ์มาก มีสัตว์อาศัยอยู่หลายชนิดเช่น หมาจิ้งจอก
กระต่าย กระรอก นกนานาชนิด เป็นต้น ซึ่งป่าโคกข่าวมีความร่มรื่น และเย็นสบายเหมาะแก่เป็นสถานที่ พักผ่อนหย่อนใจ
แหล่งโบราณคดีวัดป่าสามัคคีธรรม
June 1, 2008
แหล่งโบราณคดีวัดป่าสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ที่บ้านแพง ตำบลแพง
มีลักษณะเป็นเนินดินรูปยาวรี กว้างยาวประมาณ 200×800เมตร
สูงจากพื้นนาโดยรอบประมาณ 3 เมตร จากการสำรวจทาง
โบราณคดีได้พบเศษภาชนะดินเผาแบบลายเขียนสี ลายเชือกทาบ
แบบเคลือบน้ำโคลนสีแดง และแบบผิวเรียบ ซึ่งส่วนใหญ่
พบอยู่ที่บริเวณกลางเนิน นอกจากนี้ ยังพบตะกรันกระจายอยู่
ทั่วไปสันนิษฐานว่าชุมชนโบราณนี้ คงมีการอยู่อาศัยกันมา
ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และอาจจะเป็นบริเวณที่ผลิต
เครื่องมือเหล็ก เพื่อใช้เป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับชุมชนอื่น










