SEXYโบวี่-อัฐมา พอดีตัวกับธุรกิจและเงินออม

June 20, 2009

โบวี่ - อัฐมา ชีวนิชพันธ์

 คอลัมน์ เจาะพอร์ตคนดัง 
 
 “โบวี่ - อัฐมา ชีวนิชพันธ์” เซ็กซี่สตาร์รุ่นเล็ก ที่มีดวงตาเป็นประกายบวกรอยยิ้มสดใสกับหุ่นทรมาณใจชายคนนี้ ซึ่งงานในวงการบันเทิงที่เธอได้รับส่วนมากมักปรากฏในรูปลักษณ์ของนางร้ายนิสัยวีนแตก ที่มีฉากให้เธอได้แสดงเสน่ห์ทางเพศออกมาอยู่เสมอ แต่จริง ๆ แล้วโดยนิสัยส่วนตัวของเธอเองเป็นคนน่ารักอัธยาศัยดีเลยทีเดียว และมาในวันนี้เธอจะมาร่วมพูดคุยเรื่องราวของการออมเงินกับสถานการณ์ปัจจุบันว่าเธอมีมุมมองเป็นอย่างไรกัน ผ่านทางคอลัมน์เจาะพอร์ตคนดัง 
 
 โบวี่เริ่มบอกว่า “กับเรื่องของการออมเงินคุณแม่จะสอนตั้งแต่เป็นเด็ก เพราะคุณแม่จะเป็นคนประหยัดมาก ทุกอย่างที่คุณแม่ตัดสินใจซื้อต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ และคุณแม่ก็จะสอนให้เราใช้สิ่งของที่ไม่เกินตัวไม่ใช้ของที่แพงจนเกินไป สิ่งไหนที่คิดว่ามันสามารถซื้อที่ราคาถูกได้และมีคุณภาพที่ดีเหมือนกันเราก็จะซื้อ” 
 
 ทั้งนี้ในช่วงตอนเรียนอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา โบวี่ บอกว่า เคยสอนพิเศษเด็ก ๆ ที่กำลังจะสอบเข้าเอ็นทรานต์ในวิชาภาษาญี่ปุ่น โดยคิดราคาที่ไม่แพงในราคาชั่วโมงละ 200 บาท ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นค่าขนมที่เราสามารถหาได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรก โดยที่ไม่ต้องไปรบกวนคุณพ่อคุณแม่ เพราะปกติแล้วคุณแม่จะให้ใช้เป็นรายเดือน ๆ ละ 3,000 บาท ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายของทางบ้านไปได้ในระดับหนึ่ง 
 
 
 หลังจากนั้นเริ่มมีงานในวงการบันเทิงด้วยการถ่ายโฆษณา จากนั้นก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรายได้ตรงนี้จะได้เป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร ซึ่งเราก็ดีใจมากที่หาได้จึงนำเงินดังกล่าวไปให้คุณแม่เก็บไว้ใช้จ่ายภายในบ้านต่อไป ต่อมาก็เริ่มมีงานในวงการเข้ามาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน 
 
 สำหรับงานในวงการบันเทิงขณะนี้มีละครเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ออกอากาศทางช่อง 3 ซึ่งบทบาทที่ได้รับยังคงหนีไม่พ้นบทเซ็กซี่นั้นเอง นอกจากนี้แล้วยังมีละครอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังถ่ายทำอยู่คือเรื่อง เหนือเมฆ ขณะเดียวกันกำลังถ่ายทำภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องของค่ายอาว่อง เรื่อง แฟนเก่า 
 
 ส่วนธุรกิจส่วนตัวนั้นขณะนี้ร่วมทำกับพี่ชาย เป็นการขายผมต่อที่กำลังฮิตอยู่ในตอนนี้ โดยขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถเปิดเข้าไปดูได้ใน www.h4hotties.com ซึ่งธุรกิจดังกล่าวเปิดได้มาประมาณ 4 5 เดือนแล้ว 
 
 นางร้ายหน้าสวย บอกต่อว่า จากการทำงานทั้งงานในวงการบันเทิงและธุรกิจที่ทำร่วมกับพี่ชายส่งผลให้มีรายได้เข้ามามาก ดังนั้นการจัดสรรพอร์ตจึงต้องเป็นระบบมากขึ้น เพราะเงินจากการทำธุรกิจผ่านทางอินเทอร์เน็ตก็ต้องมีการหมุนเวียนซื้อของเข้ามาเรื่อยๆ โดยธุรกิจตรงนี้ส่วนใหญ่แล้วพี่ชายจะเป็นคนดูเป็นหลัก ส่วนรายได้ที่ได้จากงานในวงการบันเทิงนั้นจะเก็บฝากไว้ในธนาคารเป็นส่วนใหญ่ และบางส่วนก็แบ่งออกมาลงทุนกับพี่ชายบ้าง 
 
 ส่วนในอนาคตโบวี่บอกว่า จากธุรกิจดังกล่าว ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในขณะนี้ก็อยากที่จะขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น เพราะเราเห็นว่าการขายของทำให้เราได้เงินเลย แต่งานละครนั้นจะยังไม่ได้เลย ซึ่งมันก็จะมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป 
 
 การทำธุรกิจจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งไม่แน่ไม่นอนถ้าเศรษฐกิจไม่ดีก็อาจจะแย่ได้ ดังนั้นเราต้องมีเงินเก็บเอาไว้บ้าง เผื่อไว้ในยามจำเป็นและฉุกเฉิน และยิ่งภาวะเศรษฐกิจในทุกวันนี้เราต้องรู้จักประหยัดและใช้จ่ายอย่างรู้ค่าของเงินมากที่สุด เพราะเราจะเห็นบางคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถจนเครียดก็มี หรือใครที่ทำธุรกิจและต้องไปกู้หนี้ยืมสินก็ไม่ดีเพราะคนเราต้องทำอะไรที่พอดีตัวจะดีที่สุด 
 
 เซ็กซี่รุ่นเล็กบอกส่งท้ายถึงเรื่องราวที่มีใครหลายคนต่างมองเธอว่าเป็นสาวเซ็กซี่นั้น โดยเธอบอกว่า “รู้สึกเฉยๆนะคะ เห็นคนอื่นบอกว่า เราเป็นคนที่ตาเซ็กซี่ เวลาคุยกับใคร ตาเราจะดูเหมือนเจ้าชู้ ตามันจะกระพริบวิบวับ แล้วปกติโบเป็นคนที่ยิ้มแล้วตายิ้มด้วย พอไปคุยกับคนอื่นเรายิ้ม ตามันก็จะยิ้มอะไรอย่างนี้ อาจจะดูว่าเจ้าชู้ ดูเซ็กซี่อะไรอย่างนี้มั้งคะ จริงๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเซ็กซี่หรอกคะ แต่ในเมื่อตัวบทละคร ด้วยลุคที่ออกมา มันทำให้เราเดินไปทางนี้แล้ว เราก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นโอเค ไปทางเซ็กซี่ก็ได้ แต่ว่ามันจะต้องมีลิมิตในการเซ็กซี่ ตัวเราเองเราก็ไม่ใช่คนที่เซ็กซี่มาก แล้วก็ไม่ได้อยากให้ลุคมันออกไปในแนวเซ็กซี่ไปเลย อาจจะเซ็กซี่ได้ประมาณนึง เราก็เลยจะมีลิมิตของเราเอาไว้” 
 
 
 ///////////////////////////////////////////////////////////////////////ชื่อ นามสกุล อัฐมา ชีวนัชพันธ์ (โบวี่) 
 วันเดือนปีเกิด 14 มีนาคม 2528 
 การศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
 คณะอักษรศาสตร์ ภาควิชาศิลปะการละคร 
 ผลงานปัจจุบัน ละคร ดิน น้ำ ลม ไฟ , “เหนือเมฆ” 
 ภาพยนตร์เรื่อง แฟนเก่า
 
 

Q&A Corner : กองทุนรวมหุ้น

June 20, 2009

 คำถาม - ถ้าจะซื้อกองทุนรวมหุ้น ควรเลือกซื้อกองทุนไหนดี ระหว่างกองทุนเก่าที่มีอยู่แล้ว หรือกองทุนออกใหม่ แต่มีคนแนะนำว่าให้ซื้อกองทุนออกใหม่ดีกว่า เพราะสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ในราคาถูก เพียงแค่ 10 บาทต่อหน่วยเท่านั้น จริงหรือไม่ โจ้ 
 
 ตอบ - เจ้าหน้าที่จากสมาคมบริษัทจัดการลงทุนได้ตอบคำถามไว้ดังนี้ครับ การจะพิจารณาว่า กองทุนรวมใดมีราคาถูกหรือแพงนั้น คงไม่ได้พิจารณากันที่ว่าราคาหรือมูลค่าหน่วยลงทุนจะมีราคาอยู่ที่ 10 บาท 8 บาท หรือ 15 บาท แต่ต้องวัดกันที่มูลค่าของหลักทรัพย์หรือหุ้นที่กองทุนรวมได้ลงทุนไว้ว่า ณ เวลานั้น มูลค่าของหลักทรัพย์หรือหุ้นที่กองทุนลงทุนอยู่ มีราคาตลาดต่ำหรือสูงกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น กรณีกองทุนออกใหม่ที่มีราคาเสนอขายที่ 10 บาทต่อหน่วย การที่เราจะบอกว่า ณ ราคา 10 บาทต่อหน่วยนั้นแพงหรือถูก คงไม่สามารถจะบอกได้ เพราะไม่ทราบว่าบริษัทจัดการจะนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหน่วยลงทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือหุ้นใดบ้าง แต่ถ้าเป็นกองทุนรวมกองเก่า ผู้ลงทุนสามารถติดตามและพิจารณาได้ว่ากองทุนรวมกองใดมีราคาแพงหรือถูก จากมูลค่าของหลักทรัพย์หรือหุ้นที่ได้ลงทุนไว้ของกองทุนรวมกองนั้นๆ ค่ะ 
 
 ตัวอย่าง : หลักทรัพย์ AAA มีราคาตลาดอยู่ที่ 35 บาท และมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์อยู่ที่ 60 (บาท) ส่วนหลักทรัพย์ BBB มีราคาตลาดอยู่ที่ 120 บาท และมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานของหลักทรัพย์อยู่ที่ 80 (บาท) 
 
 จากตัวอย่างดังกล่าวสมมติว่ากองทุนรวม ก. ถือหลักทรัพย์ AAA ส่วนกองทุนรวม ข. ถือหลักทรัพย์ BBB ถามว่าผู้ลงทุนจะเลือกซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมใด ถึงจะได้หน่วยลงทุนในราคาถูก คำตอบก็คือ ผู้ลงทุนต้องเข้าซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ก. เพราะหลักทรัพย์ AAA ที่กองทุนรวม ก. ถืออยู่นั้น มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น หากราคาตลาดของหลักทรัพย์ AAA ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากราคาตลาดที่ 35 บาท ไปยังระดับราคามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานที่ 60 บาทแล้ว ก็จะส่งผลให้กองทุนรวม ก. ที่ถือหลักทรัพย์ AAA อยู่ มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นจากราคาหลักทรัพย์หรือหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้นด้วย ผู้ลงทุนก็จะมีโอกาสสูงที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในครั้งนี้หรือเท่ากับเป็นการซื้อหน่วยลงทุนมาในราคาที่ถูกนั่นเอง 
 
 ในทางกลับกัน หากผู้ลงทุนไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ข. ที่ถือหลักทรัพย์ BBB อยู่ โอกาสที่ผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในครั้งนี้แทบจะไม่มีเลย เนื่องจาก หลักทรัพย์ BBB ที่กองทุนรวม ข. ถืออยู่นั้น มีราคาตลาดสูงกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน ดังนั้น โอกาสที่ราคาตลาดของหลักทรัพย์ BBB จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกคงจะเป็นไปได้ยาก แต่ราคาตลาดของหลักทรัพย์ BBB กลับมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงมาสู่มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานของตัวมันเอง ผู้ลงทุนที่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ข. ก็ถือได้ว่าซื้อหน่วยลงทุนมาในราคาแพง ทั้งนี้ เพราะมูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ข. มีโอกาสสูงที่จะปรับตัวลดลงตามราคาหลักทรัพย์ BBB ซึ่งได้ลงทุนไว้นั่นเอง 
 
 จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ลงทุนอาจจะยังสงสัยว่า แล้วเราจะไปหาหรือดูข้อมูลที่กล่าวมาได้จากที่ไหนบ้าง ? 
 
 สำหรับข้อมูลหลักทรัพย์ที่กองทุนรวมแต่ละกองทุนลงทุนไว้นั้น ผู้ลงทุนสามารถหาดูได้จากรายงาน 6 เดือน หรือรายงานประจำปี หรือในเว็บไซต์กองทุนรวมที่ www.thaimutualfund.com ในหัวข้อ MRAP หรืออันดับหลักทรัพย์หรือตราสารที่ลงทุนใน 10 อันดับแรกจากหัวข้อ Mutual Fund Profile หรือจะศึกษาจากเว็บไซต์ของบริษัทจัดการของกองทุนรวมกองนั้นๆ ก็ได้ 
 
 ส่วนข้อมูล ที่จะนำมาพิจารณาว่าหลักทรัพย์นั้นๆ ราคาตลาดสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน ผู้ลงทุนสามารถสืบค้นและศึกษาได้จากบทสรุปหรือบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ต่างๆ ซึ่งมีรวบรวมไว้ที่เว็บไซต์ของ เซ็ทเทรด www.settrade.com ในหัวข้อ Analyst Consensus (Analyst Consensus คือ การสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์ต่างๆ ที่ติดตามข้อมูลรายบริษัทอย่างใกล้ชิด โดยจะนำเสนอในรูปตารางสรุปตัวเลขสำคัญทางการเงินรายบริษัท เช่น กำไรสุทธิ กำไรต่อหุ้น (EPS) อัตราเงินปันผล (DIY) มูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน (Target Price) คำแนะนำสำหรับการลงทุน เป็นต้น) 
 
 ”สรุปก็คือราคาเสนอขายที่ 10 บาทต่อหน่วยหรือไม่ว่าจะเป็นราคาใดๆ เราจะไม่สามารถจะบอกได้ว่าราคาหน่วยลงทุนของกองทุนรวมกองนั้นถูกหรือแพงได้เลย หากเราไม่ทราบว่า กองทุนรวมนำเงินไปลงทุนไว้ในหลักทรัพย์ใดหรือกลุ่มหลักทรัพย์ใดบ้าง และหลักทรัพย์หรือกลุ่มหลักทรัพย์เหล่านั้น มีโอกาสที่จะเติบโตหรือสร้างผลตอบแทนกลับมามากน้อยแค่ไหนในอนาคต” 
 
 สำหรับผู้ที่มีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ fund@manager.co.th หรือโพสต์เป็นความคิดเห็นไว้ที่หน้าข่าวกองทุนรวม www.manager.co.th ทาง”Q&A Corner” จะไขข้อข้องใจให้ทราบเเน่นอน ครับ 
 
 
 

ทางเลือกใหม่ของการลงทุน : หุ้นนอกตลาด (Private Equity)

June 20, 2009

 คอลัมน์ออมอุ่นใจกับกองทุนประกันสังคม 
 วิน พรหมแพทย์ สำนักบริหารการลงทุน สำนักงานประกันสังคม
 
 
 หุ้นนอกตลาด คืออะไร 
 หุ้นนอกตลาด (Private Equity) หมายถึง การลงทุนในหุ้นของบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่จะเป็นกิจการขนาดเล็กที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น หรือเป็นธุรกิจที่ค้นพบเทคโนโลยีใหม่แต่ยังอยู่ในช่วงการออกแบบผลิตภัณฑ์และสำรวจตลาด บริษัทเกิดใหม่เหล่านี้ต้องการเงินลงทุนแต่ยังไม่มีรายได้ ฐานะการเงินยังไม่มั่นคง ทำให้ไม่สามารถขอกู้เงินจากธนาคารหรือออกหุ้นกู้ขายประชาชนได้ จึงต้องอาศัยเงินลงทุนในรูปแบบ Private Equity เพื่อก่อร่างสร้างตัว 
 
 นอกจากนี้ Private Equity ยังรวมถึงการลงทุนใน หุ้นนอกตลาด ของบริษัทที่มีกิจการมั่นคงแล้ว หรือเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเหล่านี้ต้องการแหล่งเงินทุนจาก Private Equity เพื่อขยายกิจการ ควบรวมกิจการ หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น 
 
 เนื่องจาก Private Equity เป็นการลงทุนในหุ้นที่ไม่มีตลาดรองซื้อขาย วิธีการลงทุนจึงใช้รูปแบบ ห้างหุ้นส่วน (Partnerships) โดยผู้ลงทุนแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 
 1. Limited Partners เป็นนักลงทุนที่ใส่เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Partnership มีบทบาทในการกำกับดูแลการลงทุนของ Partnership และมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเมื่อ Partnership มีกำไร จากการสำรวจข้อมูลพบว่า เนื่องจากการลงทุนในหุ้นนอกตลาดเป็นการลงทุนระยะยาว นักลงทุนส่วนใหญ่จึงเป็นนักลงทุนสถาบันที่เน้นลงทุนระยะยาว อาทิ กองทุนบำนาญ มูลนิธิและองค์กรการกุศล บริษัทประกันชีวิต และนักลงทุนบุคคลรายใหญ่ เป็นต้น 
 
 2. General Partners เป็นนักบริหารมืออาชีพที่ใส่เงินลงทุนน้อยแต่มีบทบาทในการบริหารกิจการของ Partnership โดยเป็นผู้กลั่นกรองและคัดเลือกบริษัทที่ Partnership จะเข้าไปลงทุน เมื่อได้บริษัทที่จะลงทุนแล้ว General Partners มีหน้าที่ควบคุมและให้คำแนะนำการบริหารงาน โดย General Partners มีสิทธิได้รับมีสิทธิค่าธรรมเนียมการจัดการ (ประมาณ 1 3%) และได้รับส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing) ประมาณ 20-30% ของผลกำไรจากการลงทุน 
 
 ทางเลือกการลงทุนในหุ้นนอกตลาด 
 
เนื่องจากบริษัทที่มีให้เลือกลงทุนมีความหลากหลายมาก จึงมีการจัดกลุ่มดังนี้ 
 1. บริษัทเกิดใหม่ (New Ventures) เป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ยังไม่มีรายได้หรือมีรายได้เพียงเล็กน้อย ธุรกิจใหม่พวกนี้หากประสบความสำเร็จจะมีโอกาสโตเร็วและมีกำไรมาก มูลค่าหุ้นที่ลงทุนก็จะสูงขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสูงที่บริษัทเกิดใหม่จะไปไม่รอด โดยทั่วไปโอกาสที่บริษัทเกิดใหม่จะประสบความสำเร็จมีเพียง 10 20% หรือเทียบได้ว่า ในจำนวน 10 บริษัทที่ตั้งใหม่ อาจมีประสบความสำเร็จเพียงรายเดียว ด้วยความเสี่ยงสูงบริษัทเหล่านี้จึงเข้าไม่ถึงเงินกู้จากธนาคาร ทำให้ต้องระดมทุนจาก Private Equity ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าเงินกู้ธนาคารมาก 
 
 2. บริษัทขนาดกลาง (Middle-market Private Firms) เป็นบริษัทที่เริ่มมีฐานะทางการเงินมั่นคงแล้ว มีรายได้สม่ำเสมอ สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ แต่ยังไม่นำหุ้นไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และยังไม่เป็นที่รู้จักมากพอที่จะออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนจากประชาชน บริษัทขนาดกลางเหล่านี้จึงต้องพึ่งพิง Private Equity เพื่อเป็นแหล่งเงินทุน (นอกเหนือจากเงินกู้ธนาคาร) เพื่อใช้ในการขยายกิจการ สร้างโรงงานใหม่ ซื้อเครื่องจักร หรือเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้น ในกรณีที่เจ้าของบริษัทต้องการขายกิจการ แต่เนื่องจากไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องระดมทุนจาก Private Equity เพื่อเข้ามาซื้อกิจการ 
 
 3. บริษัทจดทะเบียน (Public Companies) เป็นบริษัทที่อาจจะเคยมีฐานะมั่นคงแต่กำลังประสบปัญหา ทำให้เป็นเป้าหมายถูกเทคโอเวอร์กิจการ หรือมีปัญหาทางการเงินจนต้องได้รับความช่วยเหลือ (Financial Distress) การเข้าไปลงทุนในบริษัทเหล่านี้ในรูปของเพิ่มทุนขายประชาชนหรือออกหุ้นกู้ทำได้ยาก จึงต้องพึ่งพิงการระดมทุนจาก Private Equity เพื่อเข้ามากอบกู้กิจการ 
 
 ขั้นตอนการลงทุน 
 โดยทั่วไปการลงทุนในหุ้นนอกตลาดใช้เวลาประมาณ 10 ปี แบ่งเป็น 3 ช่วง ดังนี้ 
 ปีที่ 1 ปีที่ 3 เป็นช่วงระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อจัดตั้ง Partnerships เมื่อระดมทุนได้แล้ว General Partners ก็จะเริ่มคัดเลือกบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน ว่ากันว่าความสำเร็จของการลงทุนในหุ้นนอกตลาดมาจากการคัดเลือกนี่เอง จากข้อมูลทางสถิติพบว่า มีข้อเสนอการลงทุนไม่ถึง 10% เท่านั้นที่จะผ่านการคัดเลือกในรอบแรก เมื่อผ่านมาได้ ในรอบสองจะเป็นการศึกษาข้อมูลโดยละเอียด หรือที่เรียกกันว่า Due Diligence ซึ่งจะทำให้เหลือบริษัทที่จะลงทุนเพียง 1 2% เมื่อคัดเลือกได้แล้ว จะเป็นการเจรจาเพื่อกำหนดวงเงินและรูปแบบการลงทุน ในช่วงนี้ผู้ลงทุนอาจจะไม่สามารถถอนเงินลงทุนออกได้ (Lock up period) และหากมีตัวเลือกที่น่าลงทุนเพิ่มอาจจะต้องใส่เงินลงทุนไปใน Partnership อีก 2 3 รอบ 
 
 ปีที่ 4 ปีที่ 5 เป็นช่วงของการขับเคลื่อนให้บริษัทที่เข้าไปลงทุนก่อร่างสร้างตัวและดำเนินธุรกิจไปตามแผนที่วางไว้ โดย General Partners จะเข้าไปติดตามและให้คำแนะนำกับผู้บริหารอย่างใกล้ชิด ประเมินผล และรายงานผลให้ผู้ลงทุนทราบอย่างต่อเนื่อง 
 
 ปีที่ 6 เป็นต้นไป เป็นช่วงของการเก็บเกี่ยว (Harvesting) ดอกผลจากการลงทุน โดยบริษัทที่ลงทุนเริ่มมีกำไรและจ่ายปันผลคืนให้ผู้ถือหุ้น และอาจหาทางขายหุ้น หรือนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพื่อคืนเงินให้กับผู้ลงทุน 
 
 (อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้) 
 

สังคมกองทุนรวม ASTVผู้จัดการายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2552

June 20, 2009

 วันศุกร์อย่างนี้ขอนำเสนอคอลัมน์ เจาะพอร์ตคนดัง อีกตามเคย ในรอบสัปดาห์นี้ขอเอาใจหนุ่มๆ กันหน่อย ไม่ใช่ใครที่ไหน…นักแสดงสาวคนนี้เป็นสาวที่ฮอตไปทั้งหน้าตา และผลงาน ซึ่งได้แก่ สาวโบวี่ อัฐมา ชีวนิชพันธ์ ที่กำลังมีผลงานทางด้านละครเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งออกอากาศทางช่อง 3 นับว่าเป็นเซ็กซี่สตาร์รุ่นเล็กที่มาแรง และน่าจับตามองไม่น้อยเลย นี่คือบางส่วนจากมุมมองของการออมของเธอ การทำธุรกิจจริง ๆ แล้วเป็นสิ่งไม่แน่ไม่นอนถ้าเศรษฐกิจไม่ดีก็อาจจะแย่ได้ ดังนั้นเราต้องมีเงินเก็บเอาไว้บ้าง เผื่อไว้ในยามจำเป็นและฉุกเฉิน และยิ่งภาวะเศรษฐกิจในทุกวันนี้เราต้องรู้จักประหยัดและใช้จ่ายอย่างรู้ค่าของเงินมากที่สุด เพราะเราจะเห็นบางคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถจนเครียดก็มี หรือใครที่ทำธุรกิจและต้องไปกู้หนี้ยืมสินก็ไม่ดีเพราะคนเราต้องทำอะไรที่พอดีตัวจะดีที่สุด ส่วนใครสนใจฉบับเต็มก็อย่าลืมไปอ่านจากหนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการรายวัน หรือจากทางเว็บไซต์ www.manager.co.th ที่หน้ากองทุนรวม ได้นะครับ 
 
 กลับมาที่แวดวงกองทุนรวมกันบ้างดีกว่า เมื่อวานนี้มีโอกาสไปพูดคุยกับ พอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ นักแสดงหนุ่มที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ของกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลี ต้นกล้า เพิ่งรู้ว่านอกจากจะเป็นลูกค้าของแบงก์ยูโอบีอย่างเหนียวแน่นแล้ว หนุ่มพอลยังบอกว่าที่เข้ามาลงทุนในกองทุนนี้ เพราะว่าเห็นผลตอบแทนที่ดี และสะดุดตา และใจตรงที่นามสกุลของประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) อย่าง วนา พูลผล นั่นเอง นัยว่าจะช่วยให้มูลค่าสินทรัพย์เพิ่มพูนขึ้นไปอย่างนามสกุล…ช่างคิดนะครับเนี่ย…นอกจากนี้ ยังนำเงินลงทุนประมาณ 75% เข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเก็บค่าเช่าด้วย โดยได้รับผลตอบแทนระดับ 6-7% ต่อปีเลยทีเดียว แถมยังแบ่งเงินประมาณ 10% ไปซื้อขายหุ้นด้วย… 
 
 ส่วนกระแสการลงทุนในรอบสัปดาห์นี้ ถือได้ว่าร้อนแรง และคึกคักสุดๆ ไปเลย หลังจากหลาย บลจ.ดาหน้าออกกองทุนน้ำมัน พลังงาน ทองคำ และหุ้น S&P แถมยังมีงานแถลงข่าว และงานสัมมนากันอย่างหนาตา เรียกได้ว่าหลายงานชนกันแบบกระจายไปเลย นี่ละน้า บทจะเงียบก็เงียบไปเลย พอจะมีก็มีแบบมีซะมากมาย แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีน่าจะสามารถเปลี่ยนบรรยากาศการลงทุนใหม่ๆ ให้กับนักลงทุนที่กำลังเบื่อๆ อยากๆ ในเรื่องลงทุนของตราสารหนี้ต่างประเทศได้บ้าง ล่าสุด กูรูในวงการน้ำมันบอกว่าราคาน้ำมันจะพุ่งไปสู่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้ในไม่ช้านี้ โดยถือว่าเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ เเต่ราคาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรอง เเละกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) ลดลง…ได้ยินแล้วก็อดท้อแท้ไม่ได้ 
 
 ช่วยเสริมสภาพคล่องสุดๆ กับ มงคล ลีลาธรรม ซีอีโอ แบงก์ไทยเครดิตเพื่อรายย่อย ยังเครื่องร้อนไม่หยุด ล่าสุดสั่งธนาคารเพิ่มวงเงินกู้สินเชื่อบุคคลที่มีทองคำเป็นหลักประกัน ทั้งสินเชื่อ ทองแลกเงิน และ ทองทันใจ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการจับจ่ายใช้สอยให้กับลูกค้ามากขึ้น โดยสามารถเลือกวงเงินสูงสุดต่อทองคำ 1 บาทได้ตามความจำเป็น ในอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไปตามความพอใจ สูงสุดต่อรายไม่เกิน 2 ล้านบาท เมื่อใช้บริการที่สาขาหรือสาขาย่อย และวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท เมื่อใช้บริการที่สำนักธุรกิจรัชดาภิเษก อาคารไทยประกันชีวิต ตั้งแต่วันนี้…ต้นกล้า 
 

ยูโอบีตั้งเป้าออกกองหุ้นดันยอด AUMครึ่งปีแรกหายหมื่นล้าน

June 20, 2009

 บลจ.ยูโอบี (ไทย) เผยเอยูเอ็มลดลงกว่า 1 หมื่นล้านบาท หลังจากไม่ได้ออกกองตราสารหนี้ต่างประเทศมารองรับ แต่เชื่อครึ่งปีหลังหากออกกองหุ้นมา จะช่วยให้เอยูเอ็มกลับมาที่ระดับเดิมได้ เน้นดำเนินธุรกิจแบบตั้งรับ และควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน พร้อมผุดโปรโมชั่นใหม่ และ พอล ภัทรพล ช่วยดันยอดกองทุนยูโอบี ชัวร์ เดลี อีกแรง 
 
 นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า มูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ของบริษัทในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท จากในช่วงต้นปีที่มีอยู่ประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยสัดส่วนการลงทุนในปัจจุบันเป็นกองทุนหุ้นประมาณ 3 พันล้านบาท กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) ประมาณ 6 7 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นกองทุนตราสารหนี้ 
 
 ส่วนการที่เม็ดเงินลงทุนไหลไปยังที่อื่น เนื่องจากไม่ได้ออกกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศออกมารองรับนักลงทุน แต่คาดว่ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิในปีนี้จะกลับไปอยู่ที่ระดับเดิมได้ เมื่อมีการออกกองทุนหุ้นออกมาเสนอขายให้แก่นักลงทุนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับที่เม็ดเงินลงทุนใหม่ และดัชนีหุ้นปรับตัวขึ้นไป ซึ่งทำให้มูลค่าสินทรัพย์สุทธิโดยรวมปรับขึ้นไป 
 
 อย่างไรก็ตาม นโยบายของบริษัทในปีนี้ยังการดำเนินธุรกิจแบบตั้งรับเป็นส่วนใหญ่ โดยจะจัดการเรื่องต่างๆ ภายในบริษัทก่อน และควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีเวลาจัดการเรื่องนี้ และนับจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาสามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปประมาณ 30% 
 
 ขณะที่การออกกองทุนตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมาจะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ตั้งแต่ระดับ AAA ขึ้นไป อาทิ ตราสารหนี้ภาครัฐของประเทศเดนมาร์ก แต่ในปัจจุบัน พบว่าตราสารหนี้ภาครัฐของหลายประเทศเริ่มมีอันดับความน่าเชื่อถือไม่น่าสนใจ ทำให้บริษัทตัดสินใจชะลอการออกกองทุนตราสารหนี้ดังกล่าวออกไปก่อน 
 
 ทั้งนี้ กรอบการลงทุนจากกลุ่มยูโอบีสิงคโปร์ และลูกค้าของธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ที่ไม่ต้องการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงมาก แต่กรอบการลงทุนดังกล่าวอาจจะเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งในช่วงต้นปีหน้าอาจจะมีคลายกฎเกณฑ์ และสามารถเข้าไปลงทุนได้กว้างมากขึ้น อาทิ ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ AA และ AA+ ขึ้นไป ส่วนการออกกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้จัดโครงสร้าง (Structure Note) ต้องขึ้นอยู่กับจังหวะโอกาส และผู้ออกตราสารด้วย 
 
 การนำพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลี (UOBSD) พบว่าสามารถช่วยให้ลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 14,000 ราย จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 10,000 ราย โดยกองทุนนี้ยังเคงเน้นลงทุนในตราสารหหนี้ภาครัฐที่มีความมั่นคง และปลอดภัย หากนักลงทุนต้องการมาฝากเงินเพื่อใช้เป็นแหล่งพักเงินไว้รอลงทุนต่อไปได้ โดยผลตอบแทนยังดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินฝากแบบออมทรัพย์ นายวนา กล่าว 
 
 นอกจากนี้ ยังไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย และนับว่าเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ฝากเงิน ซึ่งมีสภาพคล่องสูง และสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ และยังสามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนอื่นได้ทันที โดยที่ไม่ต้องมีการซื้อกองทุนหรือขายกองทุนก่อน และจะมีโปรโมชั่นพิเศษซื้อ 1 ล้านรับ 300 หากนักลงทุนเข้ามาลงทุนในกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลีทุกๆ 1 ล้านบาทจะได้รับ Central Gift Voucher มูลค่า 300 บาท นักลงทุนสามารถทยอยซื้อสะสมได้ และสามารถซื้อขายได้ตลอดเวลา แต่ยอดซื้อสุทธิ สิ้นสุด วันที่ 16 กรกฎาคม 2552 จะต้องเหลือเกิน 1 ล้านบาท เมื่อถือครบ 3 เดือนจึงจะมีสิทธิ์ได้รับของสมนาคุณดังกล่าว ทั้งนี้ จะต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น 
 
 ทั้งนี้ การออกโปรโมชั่นดังกล่าว เนื่องจากต้องการให้ลูกค้ารู้จักกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลีมากขึ้น และเป็นการขยายฐานลูกค้าที่มีอยู่เดิมให้มากขึ้นด้วย แต่การฝากเงินแบบประจำจะดีกว่า โดยธนาคารพาณิชย์ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากอัตราดอกเบี้ยสูงมาเสนออยู่เป็นระยะ ขณะที่อัตราผลตอบแทนของกองทุนในช่วงก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่ 3% และหากภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้จะปรับขึ้นมาด้วย 
 
 นายวนา กล่าวว่า ในปัจจุบัน นักลงทุนยังไม่เห็นความแตกต่างจากการฝากเงิน เนื่องจากยังมีการคุ้มครองเงินฝาก 100% แต่พอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาบันประกันเงินฝากมีผลบังคับใช้ประมาณปี 2555 นักลงทุนจะต้องดูว่าระหว่างเงินฝากกับพันธบัตรรัฐบาลมีความปลอดภัยสูงกว่ากัน ขณะที่ในปัจจุบัน นักลงทุนมองเพียงอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 
 
 จุดเด่นที่นำ พอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์มาจากการที่จบทางด้านเศรษฐศาสตร์ และมีความรู้ทางการเงิน มีผลงานเป็นที่รู้จัก ตลอดจนมีภาพลักษณ์ที่ดี แสดงให้เห็นว่ามีความเหมาะสมกับการนำมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลี ขณะที่ผลการดำเนินงานของกองทุน สิ้นสุด วันที่ 29 พฤษภาคม 2552 พบว่าสามารถให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 0.7% 
 
 กองทุนนี้จะเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุประมาณ 7 14 วันเป็นหลัก ทำให้ความผันผวนจากการตีราคา (Mark to Market) แทบจะไม่มี อัตราผลตอบแทนดีเมื่อเปรียบเทียบกับความมั่นคง และนับว่าเป็นกองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ทีเน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมกองทุนรวม และมีมูลค่าสินทรัพย์ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท 
 
 ส่วนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉินที่จะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์จำนวน 8 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่นักลงทุนในปัจจุบันไม่สนใจลงทุนในระยะยาว โดยหากภาวะเศรษฐกิจทรงตัว และปรับตัวในทางที่ดีขึ้น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเริ่มจะชะลอตัว และเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แนะนำถือตราสารหนี้ระยะสั้น แต่หากพันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกมาสามารถตอบโจทย์อัตราดอกเบี้ยได้ก็มีความน่าสนใจ แต่ยังขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยนักลงทุนส่วนหนึ่งอาจจะต้องการล็อกอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว และได้อัตราดอกเบี้ยในเวลา 5 ปี 
 
 อย่างไรก็ตาม หากพันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกมาสามารถให้อัตราผลตอบแทนประมาณ 6% ต่อปี บริษัทมีความสนใจออกกองทุนปิดที่เน้นลงทุนในพันธบัตรดังกล่าวเช่นกัน แต่ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้าด้วย แต่ส่วนใหญ่บริษัทประกันภัยจะให้ความสนใจมากกว่า เนื่องจากสามารถถือครองในระยะยาวได้ ขณะที่ลูกค้าของธนาคารยูโอบีในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง พบว่าไม่ได้ให้ความสนใจซื้อตราสารหนี้ระยะยาวเพื่อล็อกผลตอบแทนไว้ แต่ให้ความสนใจซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า 
 
 ทั้งนี้ มองว่าพันธบัตรออมทรัพย์น่าจะเหมาะกับนักลงทุนกำลังเกษียณอายุ ซึ่งน่าจะให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และจะถือครองตราสารหนี้ยาวจนครบอายุด้วย เนื่องจากหากนักลงทุนขายในระหว่างทางอาจจะขาดทุนได้ โดยในอดีตที่ผ่านมา พันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกมาส่วนใหญ่จะขายหมดอยู่แล้ว และบริษัทอาจจะออกกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรดังกล่าว แต่น่าจะมีอายุไม่เกิน 5 ปี โดยซื้อแล้วล็อกไว้เลย แต่จะเสนอขายให้แก่ลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น 
 
 สำหรับกองทุนเปิดยูโอบี ชัวร์ เดลี จะเน้นลงทุนในลงทุนในตราสารแห่งหนี้ภาครัฐ ได้แก่ ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล ตราสารแห่งหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย และรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ออก ผู้รับรอง ผู้รับอาวัล หรือผู้ค้ำประกัน และเงินฝากธนาคาร ทั้งนี้ จะไม่ลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือตราสารที่เสนอขายในต่างประเทศ ตราสารหนี้ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปร (Structured Notes) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivative) 
 

กูรูมองราคาน้ำมันอาจแตะ100US เหตุดีมานด์ยังมากแต่ซัพพลายจำกัด

June 20, 2009

 ผู้เชียวชาญด้านน้ำมัน มองราคาน้ำมันต่อจากนี้จะคงอยู่ในระดับ 70-100 USต่อบาร์เรล รับดีมาน์มีมากเเต่ซัพพลายน้อยลง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก BLACKROCK เผยกำลังการผลิตจากเเหล่งขุดเจาะเก่าเริ่มให้น้ำมันได้น้อยลง ส่วนเเหล่งผลิตใหม่ก็ผลิตน้ำมันได้ลดลงเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับในอดีต 
 
 นายวิเศษ จูภิบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ผู้ว่าการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าว ในงานเสวนาเรื่อง Opportunities in Global Energy ซึ่งจัดโดยบลจ.กรุงไทย ว่า ราคาน้ำมันหากมองด้วยปัจจัยพื้นฐานมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ในยามที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแต่ดีมานด์ในน้ำมันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเป็นส่วนของดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นของประเทศในเอเชียและตะวันออกกลางที่เข้ามาทดแทนดีมานด์ที่ลดลงของสหรัฐและยุโรป โดยดีมานด์ในน้ำมันของเอเชียในปี2010-2020 จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10.8% (จีน 5% ,เอเชียตะวันออก 2.2% และตะวันออกกลาง 3.6%) หรือประมาณ 1 ล้านบาเรลต่อวันในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ดีมานด์ในน้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1.3-1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในช่วงเวลาเดียวกัน ดังนั้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้าดีมานด์ในน้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นแน่นอน 
 
 ในปัจจุบันโลกมีการใช้น้ำมันประมาณ 85 ล้านบาเรลต่อวัน ในขณะที่ซัพพลายของน้ำมันลดลงทุกปีเฉลี่ยปีละ 6-8% เป็นการลดลงตามธรรมชาติ หรือลดลงประมาณ 4-5 แสนบาเรล ในกรณีที่ไม่ผลิตเพิ่มก็จะไม่เพียงพอต่อดีมานด์ปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าจะผลิตเพิ่มต้นทุนก้จะสูงขึ้น เหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น 
 
 นายวิเศษ ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันส่วนต่างตรงนี้กลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (OPEC) ยังสามารถผลิตชดเชยได้ เพราะมีความสามารถในการผลิตที่เหลืออยู่ของ OPEC ประมาณ 3-4 ล้านบาร์เรล ในขณะที่กลุ่ม Non-OPEC สามารถผลิตเพิ่มได้เพียง 4-5 แสนบาร์เรลต่อวันเท่านั้น อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี2010 หรือประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า ความสามารถในการผลิตที่เหลืออยู่ของ OPEC ประมาณ 3-4 ล้านบาเรล นี้จะค่อยลดลงไป หากไม่มีการลงทุนผลิตเพิ่มก็จะไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ปกติเพราะซัพพลายลดลงทุกปี แต่หากจะลงทุนผลิตใหม่ก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น โดยซัพพลายของน้ำมันประมาณ 30 ล้านบาเรลแรกมาจากกลุ่ม OPEC ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ส่วนที่เกิน 30-70 ล้านบาเรล เป็นกลุ่ม Non-OPEC มีต้นทุนการผลิตประมาณ 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล และส่วนที่เกิน 70 ล้านบาร์เรล มีต้นทุนการผลิตประมาณ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล 
 
 หากจะมีการสำรวจเพื่อเพิ่มการผลิตใหม่ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้นั้น ต้นทุนจะสูงขึ้นโดยต้นทุนการผลิตของกลุ่ม OPEC ใน 30 ล้านบาร์เรลแรกจะเพิ่มเป็น 20-30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ส่วนที่มากกว่า 30-70 ล้านบาร์เรล ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล และส่วนที่เกิน 70 85 ล้านบาร์เรล ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ดังนั้นแนวโน้มราคาน้ำมันด้วยปัจจัยพื้นฐานมีแต่จะปรับตัวขึ้นเพราะต้นทุนการผลิตก็จะสูงขึ้น ดีมานด์ในน้ำมันก็เติบโตต่อเนื่อง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนค่า หรือกลุ่ม OPEC เองที่ต้องการราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ดังนั้นโอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันกลับไปต่ำกว่า 40-50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลเป็นเรื่องที่ยาก แต่เรามีโอกาสจะเห็นราคาน้ำมันที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแน่นอน 
 
 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่องซึ่งถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเพราะประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันประมาณ 90% ของที่ใช้อยู่ในประเทศ การสานต่อโครงการพลังงานทางเลือกซึ่งจำเป็นต้องทำเพราะในอนาคตราคาน้ำมันสูงขึ้นก็มีความคุ้มค่าที่จะทำ และในส่วนที่ลอยตัวราคาน้ำมันถือว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วที่จะทำแม้ปัจจุบันราคาน้ำมันจะอยู่ที่ระดับ 60-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลแต่ก็ไม่ใช่ระดับที่สูงเช่นในอดีตที่ระดับมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล 
 
 ทางด้านมิสเตอร์มาคอม สมิทธ์ ( Malcolm Smith) ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ ทีมงานทรัพยากรธรรมชาติ BLACKROCK ซึ่งเป็นกองทุนรวมหลักที่กองทุนเปิดเคเเทม เวิลด์ เอ็นเนอร์จี ฟันด์ กล่าวถึงเเนวโน้มการลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานเเละน้ำมันว่า ในช่วงเวลานี้คงข้างเหมาะสำหรับการทยอยลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากความต้องการใช้พลังงานนั้นยังมีอยู่สูง ในทางกลับกันฝ่ายผู้ผลิตหรือซัพพลายนั้นมีกำลังการผลิตเเละการค้นหาเเหล่งผลิตพลังงานได้น้อยลง โดยเเหล่งขุดเจาะน้ำมันส่วนใหญ่ที่เราใช้กันอยู่ประมาณ 70%นั้นถูกค้นพบในปี 1970 โดยในเเต่ละปีกำลังการผลิตจะลดลงถึง 6% ต่อปีในกรณีที่ยังมีเเหล่งขุดเจาะน้ำมันใหม่มาทดเเทน เเต่หากไม่มีเเหล่งน้ำมันใหม่ก็จะทำให้เเหล่งน้ำมันเก่านั้นผลิตน้ำมันได้ลดลง 9% ต่อปี อย่างไรก็ตามเเหล่งผลิตน้ำมันที่เริ่มทำการผลิตในช่วงนี้ มีกำลังการผลิตที่ลดลงเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งนี้ความต้องการพลังงานนั้นจะสัมพันธ์กับ GDP ของเเต่ละประเทศอีกด้วย 
 
 ”ความต้องการใช้พลังงานส่วนใหญ่จะอยู่ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีนเเละประเทศตะวันออกกลาง เเต่ในภูมิเอเชียก็มีความต้องพลังงานลดลงอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นซึ่งก็จัดว่าเป็นประเทศที่พัฒนาเเล้ว โดยในส่วนของประเทศที่พัฒนาเเล้วความต้องการใช้พลังงานกลับมีน้อยลงเช่นกัน”มิสเตอร์มาคอม กล่าว 
 
 ทั้งนี้ราคานน้ำมันจะพุ่งไปสู่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ในไม่ช้านี้ เป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเหลี่ยงได้ เเต่เรามองว่าราคาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าปริมาณน้ำมันดิบสำรองเเละกำลังการผลิตของ OPECลดลง ขณะที่ประเด็นเรื่องการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาลประธานาธิบดีโอบามาที่เริ่มจะส่งสัญญาณฟื้นตัวในไตรมาส 3เเละ4 นี้ นั้นจะทำให้เงินเฟ้อในประเทศสหรัฐฯปรับตัวขึ้นประกอบกับการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์จะส่งผลดีต่อราคาสินค้าคอมมอนิตี ซึ่งการลงทุนในสินค้าคอมมอนิตีนั้นจะส่งผลดีในการป้องการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย 
 
 ส่วนการเก็งกำไรของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกินจริงนั้น เรามองว่าต่อจากนี้ก็อาจจะเห็นภาพที่การลงทุนในรูปเเบบดังกล่าวน้อยลง เนื่องจากการเก็งกำไรที่ผ่านมานั้นทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ขาดทุนไปค่อนข้างมาก 
 
 สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในกองทุน BGF World Energey ในปัจจุบันนั้นจะเน้นลงทุนในบริษัที่มีคุณภาพสูงมากโดยเฉพาะค่า P/E ในระดับต่ำ มีงบการเงินที่เเข็งเเกร่ง โดยโอกาสในการสร้างความเเข็งเเกร่งของงบการเงินให้เป็นประโยชน์ ซึ่งสัดส่วนการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานครบวงจร โดยการลงทุนของกองทุนนั้นจะกระจายการลงทุนทั่วโลกเเละมีการเชื่อมโยงของธุรกิจครบวงจรตั้งเเต่ต้นน้ำถึงปายน้ำ 
 
 โดยสัดส่วนของการลงทุนนั้นเราจะให้น้ำหนักไปที่บริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสำรวจเเละผลิต ซึ่งจะเน้นลงทุนในบริษัทที่มีต้นทุนต่ำเเละมีกระเเสเงินสดจากการดำเนินงาน มีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพสูงเเละมีสัดส่วนในสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในระดับที่ต่ำที่สุด ขณะที่ธรุกิจการให้บริการขุดเจาะวางท่อ เเละขนส่ง นั้นอาจจะต้องระมัดระวังในการลงทุนเนื่องจากราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นมามาก ทำให้เราต้องเน้นการลงทุนในธุรกิจพลังงานทั่วโลกมากกว่าเฉพาะในสหรัฐฯ ทางด้านธรุกิจการกลั่นเเละการตลาดนั้นเรามองว่าคงต้องระมัดระวังการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอิสระ เนื่องจากยังคงมีกำลังการผลิตในส่วนการกลั่นที่ล้นเกินอยู่เมื่อเทียบกับความต้องการ 
 

เอ็มเอฟซีขายบอนด์เกาหลีให้3% ด้านSCI-ASSETปรับผลตอบแทน

June 20, 2009

 บลจ. เอ็มเอฟซี ขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรเกาหลี 3 ตอบรับความต้องการลงทุนในตราสารหนี้เกาหลีใต้ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่ 3% ต่อปี พร้อมป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน เปิดขายครั้งเดียวตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 มิถุนายนนี้ ด้านบลจ.นครหลวงไทย ปรับเพิ่มผลตอบแทน 2 กองบอนด์เกาหลี ขณะที่ บลจ.ธนชาต เป็นปลื้มยอดจองกองกิมจิเปิดขายวันเดียวนักลงทุนแห่จองเกลี้ยง 
 
 นายพิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทกำลังอยู่ระหว่างการเสนอขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรเกาหลี 3 หรือ M-Korea 3 กองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่ตอบสนองนักลงทุนที่ยังคงให้สนใจลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลเกาหลีใต้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีความมั่นคง และมีโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร โดยกองทุนดังกล่าว มีอายุโครงการ 1 ปี และมูลค่าโครงการ 350 ล้านบาท ซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนจะมีโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณร้อยละ 3 ต่อปี 
 
 ”กองทุนนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศได้ และลงทุนได้เป็นระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้ ผู้ลงทุนรายย่อยที่ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย” 
 
 สำหรับกองทุนเปิด M-Korea 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมเงินระยะสั้นสำหรับประชาชนทั่วไป โดยเน้นลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีและมั่นคง ซึ่งกองทุนจะลงทุนในพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หรือตราสารหนี้ที่รัฐบาลเป็นผู้ออกหรือค้ำประกัน และมีอันดับความน่าเชื่อถือที่สามารถลงทุนได้ เงินฝากหรือตราสารหนี้อายุไม่เกิน 1 ปี และลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 
 
 ทั้งนี้ เมื่อครบอายุกองทุน บริษัทจะดำเนินการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนกองทุนเปิด M-Korea 3 และสับเปลี่ยนอัตโนมัติไปยังกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี พันธบัตรตลาดเงิน (MM-GOV) ซึ่งเป็นกองทุนรวมตลาดเงินที่มีความมั่นคง ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ โดยตราสารมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยนักลงทุนที่สนใจสามารถลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป 
 
 ทางด้าน บลจ. นครหลวงไทย ได้ทำการปรับผลตอบแทนกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 2 กองทุน โดยกองทุนอายุประมาณ 12 เดือน ผลตอบแทนประมาณ 3.00% ต่อปี และกองทุนอายุประมาณ 6 เดือน ผลตอบแทนประมาณ 2.45% ต่อปี เน้นลงทุนใน Korea Monetary Stabilization Bond (MSB)/ Korea Treasury Bond (KTB) ซึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ ทั้ง 2 กองทุน รับผลตอบแทนแบบ Auto redemption ครั้งเดียวเมื่อครบอายุ กองทุนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน โดยลูกค้าบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรส่วนเกินทุน เสนอขายหน่วยลงทุนครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 17 - 23 มิถุนายน 52 นี้ 
 
 นายธีรพันธุ์ จิตตาลาน กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน นครหลวงไทย จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้มีการปรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ได้แก่1. กองทุนเปิดเอสซีไอ ตราสารหนี้ต่างประเทศ จีไอ 12M11/09 (SCI International Fixed Income Fund GI 12M11/09 : SCIINGI12M11/09) ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 3.00% ต่อปี จากเดิม 2.85% ต่อปี อายุโครงการประมาณ 12 เดือน กองทุนมีมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท และ2. กองทุนเปิดเอสซีไอ ตราสารหนี้ต่างประเทศ จีไอ 6M7/09 (SCI International Fixed Income Fund GI 6M7/09 : SCI INGI6M7/09) ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเป็น 2.45% ต่อปี จากเดิม 2.40% ต่อปี อายุโครงการประมาณ 6 เดือน กองทุนมีมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท นโยบายการลงทุนของ กองทุน SCIINGI12M11/09 และ SCI INGI6M7/09 เน้นลงทุนใน Korea Monetary Stabilization Bond (MSB)/ Korea Treasury Bond ประมาณ 100% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ เป็นพันธบัตรรัฐบาลของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารอยู่ใน 2 อันดับแรก AA จากสถาบัน Fitch Rating 
 
 เนื่องจากภาวะตลาดดอกเบี้ยมีการปรับตัวสูงขึ้น จึงทำให้ผลตอบแทนในช่วงนี้มีการปรับตัวขึ้นตาม บริษัทฯ จึงสามารถให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนได้สูงตามภาวะตลาดดอกเบี้ยในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประโยชน์และเหมาะกับนักลงทุนที่ลงทุนในช่วงนี้ อย่างไรก็ตามจากการปรับผลตอบแทนในครั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่านักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุน เนื่องจากได้ผลตอบแทนมากกว่าลงทุนในประเทศ และดอกเบี้ยเงินฝาก และกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน 
 
 ทั้ง 2 กองทุน เสนอขาย IPO พร้อมกัน ตั้งแต่วันที่ 17-23 มิถุนายน 2552 นี้ มูลค่าขั้นต่ำของกองทุนเพียง 2,000 บาท ราคา 10 บาทต่อหน่วยลงทุน ทั้งนี้ ลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษีจากผลตอบแทนที่ได้รับ 
 
 ขณะเดียวกันด้าน บลจ. ธนชาต จำกัด เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้ทำการเปิดขายกองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 12 (T-FixFIF 12) อายุโครงการประมาณ1 ปี 11 เดือน ที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยมีมูลค่าโครงการกองทุนละ 1,400 ล้านบาท ไปเมื่อวันที่ 18 - 24 มิถุนายน 2552 ทั้งนี้ กองทุนดังกล่าวได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลาม จนสามารถปิดขายหน่วยลงทุนได้ก่อนกำหนดเพียงวันเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้เปิดขายกองทุนเปิดธนชาตตราสารหนี้ต่างประเทศ 10 - 11 และ 13 ซึ่งได้ปิดการขายหน่วยลงทุนก่อนกำหนดเช่นกัน 
 
 นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ธนชาต จำกัด ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ลูกค้าที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่แล้วยังคงเป็นนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของธนาคารธนชาต ซึ่งเป็นแบงก์แม่เป็นหลัก และบางส่วนก็มาจากนักลงทุนที่เป็นลูกค้าของ บลจ. ธนชาต เองด้วย โดยสาเหตุที่นักลงทุนให้การตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศมีการปรับตัวลดลงจึงไม่ค่อยน่าสนใจนักลงทุนมากนัก ดังนั้นนักลงทุนเองยังคงต้องหาช่องทางใหม่ ๆ ในการลงทุนแทน 
 
 ทั้งนี้ ในภาวะปัจจุบัน ตราสารหนี้ต่างประเทศที่ให้อัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจแก่ผู้ลงทุน คือ ตราสารภาครัฐของประเทศเกาหลีใต้ กองทุนดังกล่าว เป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายเงินลงทุนบางส่วนไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศ และเข้าใจความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้ในต่างประเทศ และประเทศที่กองทุนไปลงทุน 
 

INGผนึกกสอ.ลงทุนโรงไฟฟ้ามูลค่า1หมื่นล.

June 20, 2009

 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จับมือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไอเอ็นจี หนุนตั้งกองทุนลงทุนในกิจการไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนวงเงินหมื่นล้านบาท วางเป้า 3 ปีผลิตไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ลงนามร่วมมือกับผู้ประกอบการ 20 ราย กองทุนไอเอ็นจีเผยรายแรกที่จะซื้อกิจการไฟฟ้าจากแกลบที่อยุธยามูลค่า 700-800 ล้านบาท 
 
 
 นางพรรณี จารุสมบัติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)ร่วมมือศึกษากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไอเอ็นจี (ประเทศไทย) หรือING FUNDS ศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนและบริหารและจัดการอุตสาหกรรมไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน มูลค่า 10,000 ล้านบาท วางเป้าลงทุน 3 ปี ผลิตไฟฟ้า100 เมกะวัตต์ ลงนาม 20 รายทั่วประเทศมูลค่า 2,000 ล้านบาท 
 
 โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคปัจจุบันแนวทางการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นที่สนใจของกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กลุ่มสหกรณ์การเกษตร และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในท้องถิ่นต่าง ๆ จากทั่วประเทศส่งผลให้มีการลงนามแสดงเจตจำนงร่วมมือกับกองทุน ในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อม กำลังผลิตรายละประมาณ 1 เมกะวัตต์ จำนวน 20 รายทั่วประเทศ คิดเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งผลจากการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศครั้งนี้จะเป็นการนำร่องให้เกิดโครงการในพื้นที่อื่น ๆ ตามมา 
 
 นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไอเอ็นจีกล่าวว่า กองทุนที่จะนำร่องก่อนคาดว่าจะเป็นรูปแบบลักษณะกองทุนอสังหาริมทรัพย์คือการเข้าไปซื้อกิจการโรงไฟฟ้ามูลค่าประมาณ 700-900 ล้านบาทที่คาดว่าจะเจรจาสำเร็จภายในก.ย.นี้รายแรกจาก 20 รายที่ลงนามครั้งนี้ โดยเป็นโรงไฟฟ้าจากแกลบที่จังหวัดอยุธยา ขนาดกำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์ต่อปี 
 
 ลักษณะกองทุนฯก็กำลังดูอยู่อาจจะเป็นรูปแบบกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรืออินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ ซึ่งจะต้องดูกติกาของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือก.ล.ต.เป็นสำคัญ โดยกองทุนฯเป็นการระดมทุนจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ประชาชนทั่วไป นายมาริษกล่าว 
 
 สำหรับผลตอบแทนการลงทุนหากเป็นกรณีการซื้อกิจการจะสูงกว่าจะอยู่ประมาณ 9-10% แต่ทั้งนี้จะเป็นการซื้อหรือร่วมทุนอย่างไรนั้นอยู่ที่การเจรจากับผู้ขายเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามกรณีที่กองทุนเข้ามาลงทุนในกิจการไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเนื่องจากเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูงและเป็นทิศทางของโลก 
 
 นายพงษ์ศักดิ์ เลี้ยงศิริ กรรมการบริษัทเพาเวอร์ พอสเพ็ค จำกัด กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับกองทุนไอเอ็นจีในการขายโรงไฟฟ้าให้แต่ยังคงการบริหารไว้เหมือนเดิมแต่จะขาย 100% หรือไม่อยู่ในขั้นตอนเจรจา ลงทุนประมาณ 700-800 ล้านบาทซึ่งคาดว่าโรงงานจะสร้างเสร็จเดือนก.ย.นี้โดยมีขนาด 9.9 เมกะวัตต์ต่อปีใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงผลิต 
 
 บริษัทมีธุรกิจโรงสีข้าวอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาในเรื่องวัตถุดิบประกอบกับเครื่องจักรเองก็สามารถใช้เศษไม้ผลิตได้จึงมีความยืดหยุ่นในเรื่องของเชื้อเพลิง และเรากำลังมีแผนที่จะก่อสร้างโรงที่ 2 บริเวณเดียวกันคือที่จ.อยุธยาขนาดเท่ากับโรงแรก ซึ่งไฟฟ้าเราขายให้กับการไฟฟ้าสว่นภูมิภาค(กฟภ.) นายพงษ์ศักดิ์กล่าว 
 

เศรษฐกิจไทยส่อแววสดใส แต่ยังต้องลุ้นผลพวง”ไข้หวัดใหญ่2009″

June 20, 2009

 ดูเหมือนว่า ทิศทางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะได้รับการยอมรับแล้วว่า ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่จุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว เพราะหลายต่อหลายปัจจัย ทั้งตัวเลขการขยายตัวของจีน ตลาดหุ้นที่ปรับขึ้นทั่วโลก ล้วนแล้วแต่สนับสนุนความคิดนี้กันทั้งนั้น…ซึ่งเศรษฐกิจไทยเอง ต้องยอมรับว่าแม้จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตการเงิน แต่การที่ตัวเลขส่งออกลดลงอย่าต่อเนื่อง จนฉุดจีดีพีติดลบไป 7.1% ในช่วงไตรมาสแรก ทำให้กลายเป็นความเกี่ยวข้องไปโดยปริยาย ดังนั้น หากสัญญาณเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว แน่นอนว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวก็มีอยู่เช่นกัน 
 
 แต่ใช่ว่าความเสี่ยงจะหมดไปซะทีเดียว เพราะตอนนี้ แม้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า จะมีเหตุการณ์เลวร้ายอะไรตามมาอีกบ้าง โดยเฉพาะปัญหาสถาบันการเงิน ที่ยังลุ่มๆ ดอนๆ นอกจากนี้ ปัญหาที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ ซึ่งไทยเอง ก็คงหนีไม่พ้นเช่นกัน…ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์สถานการณ์ดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ 
 
 เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลบวกจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น 
 ในด้านสถานการณ์เศรษฐกิจไทย แม้เศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มหดตัวในอัตราที่ค่อนข้างสูงในไตรมาสปัจจุบัน เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตัวเลขเศรษฐกิจในเดือนเมษายนส่วนใหญ่ยังมีอัตราติดลบสูง ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนพฤษภาคมยังคงลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 8 ปี อย่างไรก็ดี ก็ยังมีสัญญาณที่ดีให้เห็นจากเครื่องชี้เศรษฐกิจบางด้าน โดยดัชนีพ้องเศรษฐกิจ (Coincident Economic Index) ที่ปรับผลของฤดูกาลแล้ว ที่จัดทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เริ่มมีระดับค่าดัชนีที่ทรงตัวอย่างมีเสถียรภาพตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเริ่มขยับขึ้นเล็กน้อยในเดือนเมษายน เนื่องจากการผลิตในภาคอุตสาหกรรมมีทิศทางที่ดีขึ้นตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น 
 
 เพื่อวิเคราะห์โอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะเดือนข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้จัดทำดัชนีความเป็นไปได้ของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ (Probability Index for Economic Recovery) ซึ่งความหมายของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในที่นี้คือภาวะที่เศรษฐกิจมีการขยายตัวเป็นบวก ทั้งนี้ โดยปกติ การติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมักอิงกับข้อมูลอัตราการขยายตัวของจีดีพี ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แต่เนื่องจากตัวเลขจีดีพีมีการรายงานเป็นรายไตรมาส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงใช้ดัชนีพ้องเศรษฐกิจ (Coincident Economic Index) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีการรายงานเป็นรายเดือน เป็นตัวแปรในการติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแทน โดย การฟื้นตัว หมายถึง การที่ดัชนีพ้องเศรษฐกิจมีการขยายตัวเป็นตัวเลขบวกเมื่อเทียบรายปี (Annualized) สำหรับตัวแปรอธิบาย (Explanatory Variables) ที่ใช้ในการพยากรณ์โอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนี้ ประกอบด้วยตัวแปร 3 ตัว คือ ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ (Leading Economic Index) ของธปท. ตัวแปรชี้วัฏจักรเศรษฐกิจ (ว่าอยู่ช่วงถดถอยหรือไม่) และตัวแปรชี้ความเชื่อมั่นโดยรวม โดยตัวแปรอธิบายจะสามารถคาดการณ์โอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้านับจากเดือนล่าสุดที่มีข้อมูล 
 
 จากข้อมูลดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของธปท. ที่มีการรายงานตัวเลขถึงเดือนเมษายน 2552 ทำให้ ดัชนีความเป็นไปได้ของการฟื้นตัว ที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จัดทำขึ้น สามารถประเมินโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2552 และพบว่าโอกาสที่ดัชนีพ้องเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกมีเพิ่มขึ้น โดยหลังจาก ดัชนีความเป็นไปได้ของการฟื้นตัว ลงไปแตะร้อยละ 19 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดัชนีความเป็นไปได้ดังกล่าวก็เริ่มค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาอยู่เหนือระดับร้อยละ 50 ตั้งแต่เดือนเมษายน และล่าสุด ดัชนีความเป็นไปได้ของการฟื้นตัวในระยะ 3 เดือน (พฤษภาคม-กรกฎาคม 2552) มีระดับเฉลี่ยประมาณร้อยละ 61 
 
 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโอกาสของการฟื้นตัวจะเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ระดับของความน่าจะเป็นที่ร้อยละ 61 ดังกล่าว ก็ยังคงถือว่ามีความเสี่ยงอยู่พอสมควร ทำให้ทางการไทยยังคงต้องดูแลประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดต่อไป ทั้งนี้ นอกจากประเด็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีผลต่อการส่งออกของไทย รวมทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศแล้ว ความเสี่ยงล่าสุดที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทยยังได้แก่การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 
 
 ความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 
 
ความเสี่ยงประการหนึ่งที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ Influenza A (H1N1) ในประเทศที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว หลังพบการติดเชื้อภายในประเทศในระดับชุมชน จากที่ก่อนหน้านี้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้รับเชื้อมาในช่วงที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งจำนวนผู้ติดเชื้อล่าสุดในวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ตามที่มีการรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขอยู่ที่ 405 ราย ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้ประเมินว่าความเสี่ยงของการแพร่ระบาดอาจจะมีเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อไข้หวัดตามฤดูกาลจะแพร่ระบาดง่ายขึ้น 
 
 จากการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ที่แม้ว่าการแพร่กระจายของเชื้อเกิดขึ้นรวดเร็ว แต่ความรุนแรงของอาการยังมีไม่มาก และส่วนใหญ่สามารถรักษาอาการให้หายได้ ขณะที่โอกาสการเสียชีวิตค่อนข้างต่ำ จึงทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่เริ่มขยายวงกว้างขึ้นไปสู่พื้นที่หลายจังหวัด ไม่น่าจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเหมือนในกรณีโรคซาร์ส 
 
 แต่อย่างไรก็ตาม การแพร่ระบาดก็อาจสร้างผลกระทบผ่านการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการดำเนินชีวิตและการจับจ่ายใช้สอย เช่น ในด้านสันทนาการและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าการแพร่ระบาดภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นของเชื้อไข้หวัดนี้ อาจสร้างความกังวลต่อประชาชน และทำให้มีพฤติกรรมที่จะพยายามป้องกันไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยประชาชนส่วนใหญ่คงหันมาดูแลสุขภาพ และดำเนินการตามมาตรการที่ทางการมีการรณรงค์ ขณะที่คงมีประชาชนบางส่วนที่พยายามหลีกเลี่ยงหรือลดการทำกิจกรรมในสถานที่ปิด ซึ่งมีผู้คนแออัด พลุกพล่านรวมกันอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ โรงภาพยนตร์ ขณะที่สินค้าเพื่อการดูแลสุขภาพ เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และยาฆ่าเชื้อโรค อาจเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับอานิสงส์จากการตื่นตัวในการระวังรักษาสุขภาพของประชาชน ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น 
 
 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยอยู่ภายใต้ข้อสมมติ กล่าวคือ สถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วอาจจะยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะเวลา 1-2 เดือน จากนั้นมาตรการในการป้องกัน ควบคุม ดูแลของทางการ และการปฏิบัติอย่างถูกต้องของประชาชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานต่างๆ อาจจะทำให้การแพร่กระจายช้าลงมาอยู่ในอัตราที่ต่ำ 
 
 
 ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าว อาจจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมมูลค่าประมาณ 9,000-28,000 ล้านบาท โดยประมาณร้อยละ 65 เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีของไทยในไตรมาสที่ 2/2552 อาจลดลงประมาณร้อยละ 0.2-0.3 จากกรณีพื้นฐาน (Base Case) ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าจีดีพีอาจหดตัวร้อยละ 5.6 ขณะจีดีพีในไตรมาสที่ 3/2552 ลดลงประมาณร้อยละ 0.2-0.9 จากประมาณการกรณีพื้นฐานที่คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 4.0 ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2552 อัตราการขยายตัวของจีดีพีโดยเฉลี่ยอาจจะลดลงประมาณร้อยละ 0.1-0.3 จากประมาณการกรณีพื้นฐานที่คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวร้อยละ 3.5 
 
 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังคงมีความเสี่ยงที่อาจจะรุนแรงกว่าการประเมินในเบื้องต้นนี้ โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงและยาวนานของการระบาดของโรค แต่กรอบประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งคาดว่าจีดีพีของไทยในปี 2552 อาจจะหดตัวร้อยละ 3.5-6.0 นั้นเป็นกรอบที่น่าจะสามารถรองรับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ในขั้นรุนแรงได้ 
 
 
 ขณะเดียวกัน กรอบประมาณการในกรณีเลวร้าย (กรอบล่างที่คาดว่าจีดีพีจะหดตัวร้อยละ 6.0) ได้ผนวกผลของปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ไว้ด้วย เช่น ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพทางการเมือง และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ที่อาจเป็นตัวเร่งอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น ทำให้ ณ ขณะนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจสำหรับปีนี้แต่อย่างใด 
 
 
 สำหรับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ภาครัฐควรมีการเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใส รวมทั้งมีมาตรการรณรงค์สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในการป้องกันการติดต่อของโรค เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคให้ได้เร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและชาวต่างชาติต่อแนวทางปฏิบัติและมาตรการรับมือของประเทศไทย 
 

“อเบอร์ดีน”ชี้ตลาดเกิดใหม่ใกล้ฟื้น แนะจับตาหุ้นจีนผันผวนต่อแม้ศก.พ้นวิกฤต

June 20, 2009

 “อเบอร์ดีน”เชื่อศักยภาพตลาดเกิดใหม่ ทยอยฟื้นก่อนประเทศพัฒนาแล้ว เหตุปัจจัยหนุนเพียบทั้งจากภาครัฐและศักยภาพพื้นฐาน แต่บางภูมิภาค เช่น ยุโรปตะวันออกยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกระยะ พร้อมแนะจับตาหุ้นจีนไร้ประสิทธิภาพ ส่งสัญญาณฟื้นตัวปลอมฉุดดัชนีตลาดหุ้นผันผวนต่อ แต่ยังมั่นใจเศรษฐกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และน่าจะปรับดีขึ้นในอนาคต 
 
 นายคริสโตเฟอร หว่อง ผู้จัดการกองทุนในทีมตราสารทุนเอเชีย กลุ่มอเบอร์ดีน เปิดเผยถึงสถานกาณ์ของตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกและในเอเชียว่า สำหรับข่าวดีต่างๆในตลาดหุ้นที่ออกมาและมีผลไปถึงการพลิกฟื้นของภาวะเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้ได้เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนมากขึ้น โดยถึงแม้ว่าตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ทั่วโลกที่ผ่านมาได้ปรับลดลงมากกว่าตลาดหุ้นของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ในขณะนี้กลับฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่นกว่าโดยมีปัจจัยหนุนต่างๆ ตั้งแต่การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ และการฟื้นตัวของอุปสงค์สินค้าโภคภัณฑ์ที่นำโดยจีนและปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น 
 
 อย่างไรก็ตามแนวโน้มรายได้ของภาคธุรกิจในกลุ่ม ตลาดเกิดใหม่ยังคงไม่แน่นอนและในบางภูมิภาค เช่นยุโรปตะวันออกยังมีภาระหนี้สินที่สูงมาก ดังนั้นการปรับขึ้นของตลาดน่าจะยังต้องใช้เวลาและคาดการณ์ได้ว่า ความผันผวนของหุ้นจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป 
 
 ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดหุ้นจีนนั้นจุดเลวร้ายที่สุดอาจจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่คุณภาพและระยะเวลาการฟื้นตัวที่ผ่านมายังเป็นเรื่องที่น่าสงสัย ซึ่งในเรื่องของการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดส่งผลให้ดัชนีอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้นมาก ซึ่งมีผลเอื้ออำนวยต่อภาคอุตสาหกรรมหนัก แต่กำลังการผลิตที่มากเกินความต้องการยังกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม เช่น เหล็กและคอนกรีต อย่างไรก็ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนนั้นจำเป็นต้องมีดุลยภาพระหว่างปัจจัยบวกที่มาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ การบริโภคของภาคเอกชน และอุปสงค์การสั่งซื้อจากภายนอกประเทศ ที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนเป็นไปในลักษณะของกราฟรูปตัว W มากกว่าที่จะเป็นรูปตัว V 
 
 โดยตลาดหุ้นจีนหลังผ่านพ้นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์เมื่อเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา ก็เริ่มปรับตัวขึ้นอย่างสดใสตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมาซึ่งได้รับแรงหนุนจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้งบประมาณมหาศาล ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความหวังว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะกลับมาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม อเบอร์ดีนเชื่อว่า หากงบประมาณเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายดังกล่าวไม่ได้ส่งเสริมให้อุปสงค์ของภาคเอกชนสูงขึ้นแล้ว ก็เป็นการยากที่ตลาดหุ้นจีนจะฟื้นตัวได้นาน 
 
 ทั้งนี้หลังจากการประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในมูลค่า 5.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานั้นรัฐบาลจีนได้แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงที่จะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่สมควรไว้ที่ประมาณ 8% เป็นอย่างต่ำปัจจุบันเม็ดเงินมหาศาลที่เป็นการใช้จ่ายจากภาครัฐกำลังเริ่มทำงานธนาคารหลักๆที่เป็นรัฐวิสาหกิจก็ทำงานได้อย่างรวดเร็วจากเม็ดเงินดังกล่าวแม้ในระยะเวลาอันสั้นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านั้นจะทำให้จีนเป็นประเทศเดียวที่ยังคงความแข็งแกร่งไว้ได้ ในขณะที่แทบทุกประเทศในภูมิภาคล้วนตกอยู่ในภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จีนกำลังสะสมปัญหาที่จะปรากฏขึ้นในภายภาคหน้า 
 
 นายคริสโตเฟอร กล่าวต่อว่าบริษัทของจีนโดยทั่วไปยังมีความเสี่ยงแม้ว่าในเดือนที่ผ่านมาทางการของจีนได้ออกมาตรการเพื่อควบคุมการปล่อยกู้ของธนาคารให้เข้มงวดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมแล้วแต่เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐกิจที่ขาดระบบการกำหนดราคาตามแต่ละตลาดอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนยังคาดการณ์ไม่ได้และไร้ประสิทธิภาพ 
 
 โดยฐานะทางเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับบริษัทของจีนมีความไม่สอดคล้องกันซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้วโดยพบว่ากำไรส่วนต่างของบริษัทจีนกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เนื่องจากบริษัทต้องแข่งขันเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตนเอาไว และยังพบว่าการปล่อยกู้รายใหม่ของธนาคารกลับเป็นการนำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยนำไปลงทุนในตลาดหุ้นแต่สิ่งที่เห็นว่ายังมีไม่พอคือการเติบโตของธุรกิจหลัก ซึ่งอาจเป็นเพราะปัญหาเดิมในการเปิดเผยข้อมูลและธรรมาภิบาลของบริษัทจีนแม้สิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่จะสะท้อนภาพรวมของความจริงในตลาดหุ้นของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนได้กลับมาพร้อมการรับความเสี่ยงได้มากขึ้นส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น 
 

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!