นิน่า-กุลนัดดาย้อนเวลาไปกับครอบครัว ปัจฉิมสวัสดิ์
June 20, 2009
นิน่า-กุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์
นับว่าเป็นโอกาสดีทีเดียวสำหรับทีมงานLife and Family ที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับกุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ นิน่า ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรชื่อดังขวัญใจหลายๆคน ถึงเรื่องครอบครัว ชีวิตการทำงานและหลังสละโสดเมื่อไม่นานมานี้
ครอบครัวปัจฉิมสวัสดิ์
ครอบครัวปัจฉิมสวัสดิ์ มีลูกๆ ถึง 5 คน โดยนิน่าเป็นลูกสาวคนกลางที่รายล้อมไปด้วย พี่สาว 2 คนและน้องชายอีก 2 คน ซึ่งครอบครัวที่อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และความอบอุ่นไม่เคยขาดไปทำให้การเป็นลูกคนกลางของบ้านปัจฉิมสวัสดิ์ ไม่ได้ทำให้เป็นปัญหาสำหรับเธอคนนี้แม้แต่น้อย
ต้องถือว่าเป็นเด็กวันพุธพอดีเลยนะ ที่เค้าว่ากันว่า Wednesday child คือเด็กที่เป็นลูกคนกลาง เพราะวันพุธ เป็นวันกลางสัปดาห์ที่มีสีสันน้อยที่สุดในความรู้สึกของคนทั่วไป ต่างจากวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือวันจันทร์ ซึ่งลูกคนกลาง มักเป็นเด็กที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าพี่คนโต และน้องคนเล็ก แต่เราไม่มีอะไรแบบนั้นเลยนะ ได้รับความอบอุ่นตลอดเวลา และอาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นลูกสาวคนเล็กก็ได้
5 คนพี่น้อง
ทั้งนี้เธอยังกล่าวถึงครอบครัวของเธอให้ฟังว่า หากเอ่ยถึงของขวัญที่ได้จากคุณพ่อ-คุณแม่มาทั้งชีวิต ก็จะขอบคุณท่านอยู่ 3 ประการที่สำคัญมากคือ
ประการแรก ขอบคุณคุณพ่อ-คุณแม่ที่ให้ร่างกายที่สมบูรณ์ แข็งแรง ครบ 32 ประการ และมีสติปัญญาจนถึงทุกวันนี้…..
ประการที่สอง ขอบคุณคุณพ่อ-คุณแม่ที่ให้การศึกษากับเรามาโดยตลอด และสนับสนุนลูกทุกคนอย่างเต็มที่…..
ประการสุดท้าย ขอบคุณคุณพ่อ-คุณแม่ที่ให้พี่-น้องแก่เรา มันช่างเป็นของขวัญที่ดีจริงๆ
ข้อสุดท้ายนี้เป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนกำลังใจที่สำคัญอย่างหนึ่ง เมื่อคนเราควรมีเพื่อนแท้ เพื่อนตายสักหนึ่งคนก็ถือว่าโชคดีแล้ว แต่สำหรับตัวเองนั้น เรามีเพื่อนแท้ เพื่อนตาย เพื่อนสนิทจริงๆถึง 4 คนด้วยกัน ซึ่งพวกเขาจะยินดีกับเราเสมอ เมื่อเราประสบความสำเร็จอะไรก็ได้ในชีวิต ทุกครั้งที่ได้ดีไม่ว่าจะมากหรือน้อย หรือมีเรื่องที่เราดีใจ ก็ดีใจไปกับเราอย่างจริงใจ ถ้าเราเสียใจ เศร้าใจ ก็เสียใจกับเราจริงๆ
และด้วยความที่เป็นครอบครัวใหญ่ พี่น้องเยอะและสนุกสนานกันตลอดเวลา การซื้ออาหารหรือขนมเข้าบ้านก็ย่อมมีปริมาณที่เยอะมากกว่าปกติ ซึ่งหน้าที่การดูแลบ้าน เรื่องอาหารการกิน คุณแม่ก็เป็นคนดูแลซึ่งกลายเป็นอาชีพหลักของท่านไปโดยปริยาย
ตอนเด็กๆ ความที่แม่มีลูกเยอะ เวลาซื้ออาหารครั้งหนึ่ง ก็ซื้อเยอะเพราะทั้งลูกๆ และพี่เลี้ยง แต่ในวันนี้ ลูกๆ 5 คนก็แยกย้ายไปกันหมด พี่สาวอยู่เมืองนอก น้องชายก็อยู่ต่างจังหวัดบ้าง พอเราแต่งงานย้ายออกไป แม่ก็เหงาเลย ไม่รู้จะซื้อกับข้าวเยอะๆให้ใครแล้ว ลูกไม่อยู่เหมือนตอนเด็กๆ แม่ไม่มีอะไรทำ หมดอาชีพเลย แม่บอกว่าไม่สนุกเลย แม่ครัวก็หงอยไปด้วย เพราะทำอาหารไม่สะใจเค้า แต่ทุกวันนี้ก็ยังทำอาหารใส่กล่องให้เราเอากลับบ้านนะ

“เท้า” อวัยวะสำคัญ ที่ทุกครอบครัวไม่ควรละเลย
June 20, 2009
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
“เท้า” อวัยวะเล็กๆ ที่มีความสำคัญต่อร่างกายและการดำรงชีวิต ปัจจุบันหลายครอบครัวมักมองข้ามการดูแลเท้าน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ หรือส่วนอื่นๆ ในร่างกาย แต่หารู้ไม่ว่า มนุษย์ใช้เท้าเดินชั่วชีวิตประมาณ 184,000 กิโลเมตร หรือ 4 เท่า ของระยะทางรอบโลก นั่นแสดงให้เห็นว่า เท้าต้องทำงานหนักทุกวัน จนบางครั้งอาจเกิดอาการป่วยขึ้นมาก็เป็นได้ ถ้าไม่รู้จักดูแล และรักษาอาการป่วยให้ตรงจุด
กับเรื่องนี้ “นพ.เชิดพงศ์ หังสสูต” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเท้า คลินิกเท้า (Foot clinic) โรงพยาบาลบีเอ็นเอช อธิบายว่า โครงสร้างเท้าของคนเราเป็นสถาปัตยกรรมที่มหัศจรรย์ และน่าทึ่งมาก ด้วยความพิเศษของการออกแบบโครงสร้างตามธรรมชาติประกอบด้วยกระดูกทั้งหมด 28 ชิ้น ซึ่งจะถูกยึดเป็นข้อต่อต่างๆ ด้วยเยื่อหุ้มข้อ พังผืด และด้วยกล้ามเนื้อมัดเล็กๆ ในฝ่าเท้าที่มีถึง 4 ชิ้น รวมทั้งเอ็นของกล้ามเนื้อต่างๆ
คุณหมอยังบอกต่อว่า เท้ามีชั้นไขมันรองรับ และปิดด้วยผิวหนัง ฝ่าเท้าคนเรามีความพิเศษมาก ซึ่งมีความหนาประมาณ 4-5 มิลลิเมตรเป็นชั้นสุดท้าย ทั้งหมดเพื่อการกระจายน้ำหนัก บรรเทาแรงกระแทกที่จะส่งต่อขึ้นสู่เข่า สะโพก และกระดูกสันหลัง
นอกจากนี้ ขณะที่เรายืน เดิน หรือวิ่ง น้ำหนักของร่างกายทั้งหมดจะถูกส่งมาที่เท้าทั้งสองข้าง ส่วนโค้งของเท้าจะยุบตัวลงเพื่อลดแรงกระแทก แรงกระแทกที่กระทำต่อเท้า แท้จริงแล้วคือแรงที่เกิดจากปฏิกิริยาตอบกลับจากพื้นสู่เท้า ซึ่งจะขึ้นสูงถึง 1.4-1.6 เท่า ของน้ำหนักตัว และจะสูงถึง 3-5 เท่า ในขณะที่เราวิ่ง แรงกระแทกทั้งหมดจะส่งต่อไปยังเข่า สะโพก และกระดูกสันหลัง
และแน่นอนว่า เมื่อเราใช้เท้าในการเดินมาก ก็ทำให้เกิดอาการป่วยได้ สำหรับอาการ และโรคที่มักเกิดจากเท้า เกิดจากการสวมรองเท้าที่ผิดสุขลักษณะหรือรองเท้าส้นสูง เช่น นิ้วหัวแม่เท้าเก เส้นเลือดขอด ปวดฝ่าเท้าด้านหน้า มีหนังด้าน หรือตาปลาที่ฝ่าเท้า ปวดล้าบริเวณนิ้วเท้า น่อง และหลัง นอกจากนี้ การใส่รองเท้าคับยังเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานและโรคต่างๆ อีกมากมาย ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำการดูแลเท้ากับการใส่รองเท้าที่เหมาะสมอย่างง่ายๆ สำหรับคนในครอบครัวว่า
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
* คู่มือก่อนพาครอบครัวซื้อรองเท้า *
- รองเท้าที่เหมาะสมควรทำด้วยวัสดุที่ยืดหยุ่น และระบายอากาศได้ดี เช่น หนังแท้ หนังสังเคราะห์ และผ้าบางชนิด เป็นต้น
- ในการซื้อรองเท้า ควรเป็นเวลาสายๆ หรือบ่าย เพราะช่วงนั้นเท้าจะขยายออกเต็มที่ และสวมถุงเท้าทุกครั้งที่ลองรองเท้า
- เลือกสวมรองเท้าส้นเตี้ย ที่มีความสูงต่างระดับไม่เกิน 0.5-1.5 นิ้ว
- ขนาดรองเท้าต้องพอดีไม่เล็ก หรือหลวม ควรสังเกตความกว้างของเท้าให้เหมาะสมกับเท้า โดยเฉพาะส่วนหน้า อย่าเลือกแบบที่เรียวแคบควรเลือกชนิดหัวกว้างพอที่ให้นิ้วเท้าขยับได้
- รองเท้าควรปรับขนาดได้ด้วยเชือก หรือ เวลโคร (Velcro)
- ด้านในรองเท้าควรบุให้นิ่มและเรียบ โดยเฉพาะส่วนพื้นในที่รับเท้าต้องยืดหยุ่น เช่น ถ้าเป็นรองเท้ากีฬา ส่วนนี้ควรหนา 5-10 มิลลิเมตร
- เมื่อซื้อรองเท้าคู่ใหม่อาจต้องใช้เวลาคุ้นเคยก่อน โดยการใส่รองเท้าคู่นั้นนานๆ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วถอดออก ต้องไม่เกิดแผลพองหรือระคายเคืองเท้า ค่อยๆ เพิ่มเวลานานขึ้นในแต่ละวัน วันละ 1 ชั่วโมง จนครบ 1 สัปดาห์
อย่างไรก็ดี ในการแพทย์คุณหมอบอกว่า สามารถใช้รองเท้าในการรักษาได้อีกด้วย เช่น ให้มีการรับแรงกระแทก กระจายแรงไปสู่ส่วนที่เป็นรอยโรค ประคองรูปเท้า เพื่อเสริมการทำงานของข้อต่อเท้าให้มีประสิทธิภาพ ลดการเจ็บปวด แก้ไขการผิดรูปในเท้าเด็ก ป้องกันแผลในคนไข้เบาหวาน เป็นต้น
ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า “เท้า” คือสิ่งที่ทำให้เรายืนหยัดได้จนถึงทุกวันนี้ การดูแลอย่างเข้าใจ และใส่ใจไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย นั่นจะทำให้เท้ามีสุขภาพดี และแข็งแรง…คงถึงเวลาแล้วนะครับ ที่ทุกครอบครัวควรหันมาดูแลอวัยวะสำคัญอย่าง “เท้า” กันให้มากขึ้น :>

ภาษาไทยกับเด็กโรงเรียนนานาชาติ
June 20, 2009
ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติ ผู้ปกครองไทยส่วนใหญ่ที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติไม่ได้เพียงต้องการให้ลูกได้ภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษาเท่านั้น แต่ย่อมต้องการแนวคิดทางการเรียนการสอนที่เน้นความเป็นตัวของตัวเอง และการค้นคว้าหาความรู้นอกห้องเรียน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้ปกครองไทยหลายๆ ท่าน เป็นกังวลเมื่อส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ คือ กลัวว่าเด็กจะใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องหรือลืมวัฒนธรรมไทย ลืมความเป็นไทย แม้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ควรให้ความสำคัญแต่การเป็นคนไทยที่เมื่อเติบโตขึ้นทำงานในเมืองไทย อยู่ในสังคมไทย หากไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้ถนัดและถูกต้อง ก็อาจจะเป็นอุปสรรคในการทำงานหรือการดำเนินชีวิตได้ การให้ความใส่ใจจากครอบครัวและผู้ปกครองในเรื่องการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง และการเพาะบ่มกิริยามารยาทไทย ก็เป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่งที่จะเสริมให้กับเด็ก นอกเหนือจากการเรียนภาษาไทยในห้องเรียน ซึ่งเด็กโรงเรียนนานาชาติจะมีชั่วโมงเรียนภาษาไทยอยู่ที่ 2 5 ชั่วโมง/สัปดาห์
โรงเรียนรัศมีนานาชาติตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนวิชาภาษาไทยซึ่งเป็นวิชาบังคับที่เด็กทุกคนจะต้องเรียนและสามารถใช้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เด็กนักเรียนต้องเข้าใจวัฒนธรรมและจริยธรรมมารยาท เพื่อให้เด็กรู้จักเรียนรู้ในความหลากหลายของคำว่าความเป็นนานาชาติและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมในโอกาสต่างๆ ถูกกาลเทศะ
นอกจากนี้ทางโรงเรียนรัศมีนานาชาติจะจัด Summer Course ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ของโรงเรียนนานาชาติ โดยจัดโปรแกรม Fun English ในช่วงเช้าและ ภาษาไทยแสนสนุกในช่วงบ่าย ซึ่งเป็นการสอนของภาษาไทยโดยมีการสอดแทรกกิจกรรมสนุก ๆ อาทิ ดนตรีไทย, หัตถกรรมไทย, มารยาทไทย และอาหารไทย นอกเหนือจากการสอนไวยากรณ์ไทยแก่เด็กนักเรียน
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนรัศมีนานาชาติ 48/2 ซ.ราชวิถี 2 ถ.ราชวิถี เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 โทร 02-644-5291-2 ต่อ 101 หรือ www.rasami.ac.th
อีกหนึ่งกิจกรรมดี ๆ ที่โรงเรียนรัศมีนานาชาติจัดขึ้น คือ Rasami Family Fun Fair 2009 ในวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2552 ตั้งแต่เวลา 9.00 12.00 น. ขอเรียนเชิญท่านผู้ปกครองและน้องๆ มาร่วมกิจกรรมดี ๆ สำหรับครอบครัว ครบครันด้วย เกมสนุกสนาน จับสลาก ประกวดสะกดคำภาษาอังกฤษ อาหารนานาชาติ บูทสินค้าลดราคา และบูทตรวจสุขภาพจากโรงพยาบาลปิยะเวท
(ข่าวประชาสัมพันธ์)

เด็กนอกออกโรงบ้าง…ประท้วงครูหลังห้ามใส่กระโปรงสั้นเข้าโรงเรียน
June 20, 2009
เด็กนักเรียนทั้งหญิงและชายกว่า 100 คน ทำการประท้วงครูโดยการเดินออกจากโรงเรียนเมื่อคณะครูมีความเห็นให้นักเรียนใส่กางเกงแทนกระโปรงสั้นๆ
เหตุการณ์การประท้วงของเด็กนักเรียนในครั้งนี้ เกิดขึ้นที่โรงเรียน Upton-by-Chester ในประเทศอังกฤษ เมื่อ อ.Jane Holland ครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ได้ออกกฎให้นักเรียนหญิงนุ่งกางเกงขายาวมาเรียนแทนการใส่กระโปรงสั้นซึ่งดูแล้วไม่เหมาะสมต่อสถานศึกษา
กระโปรงสั้นเจ้าปัญหา–ภาพจากเดลิเมล์
อ.Holland ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ทำให้โรงเรียนของเราต้องออกกฎแบบนี้เป็นเพราะ นักเรียนหญิงส่วนใหญ่มักใส่กระโปรงสั้นๆมาโรงเรียน และไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะเวลาเดินขึ้น-ลง บันได
เพราะขณะที่นักเรียนกำลังเดินขึ้นบันไดนั้น พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า การที่มีครูผู้ชายเดินตามอยู่ด้านหลังนั้น มันเป็นสิ่งที่ล่อแหลมมากแค่ไหน ซึ่งก่อนที่เราจะออกกฎแบบนี้ ทางคณะครูได้เตือนบรรดานักเรียนนุ่งสั้นไปหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าพวกเธอจะไม่ได้ใส่ใจต่อคำเตือนของครูแม้แต่น้อย
ทั้งนี้ การประท้วงของนักเรียนกลุ่มนี้ได้มีการวางแผนผ่าน Facebook ซึ่งเป็นเว็บไซค์ที่พวกเขาใช้เป็นพื้นที่แสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างครูและนักเรียนไปด้วย เพราะครูส่วนใหญ่ก็มักจะเข้ามาใน Facebook เพื่อรับรู้ความรู้สึกของเด็กกลุ่มนี้เช่นกัน
ซึ่งในวันเกิดเหตุนั้น เป็นช่วงเวลาที่เด็กจะต้องย้ายห้องเรียน แต่แทนที่พวกเขาจะเข้าห้องเรียนตามปกติ เขากลับรวมกลุ่มและขึ้นไปบนเวทีจำเป็น โดยใช้ชื่อเวทีนั้นว่า การต่อสู้อย่างอหิงสา
หนึ่งในกลุ่มประท้วงได้ขึ้นบนเวทีและกล่าวว่า การประท้วงในครั้งนี้ มันไม่ใช่ปัญหาเรื่องการแต่งกาย พวกหนูเพียงต้องการให้ครูได้รับรู้ว่า พวกหนูมีความรู้สึกยังไงเมื่อถูกบังคับทำอะไรสักอย่างหนึ่งโดยที่เราไม่สมัครใจ อย่างเช่น เมื่อพวกหนูต้องการออกไปข้างนอก ครูก็มักจะปิดกั้นพวกเรา ปิดประตูโรงเรียนเพื่อให้เราอยู่แต่ในโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นี่เองที่มักให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งมักวิ่งหนีครูและหนีออกจากโรงเรียน
อย่างไรก็ดี อ. Holland กล่าวเพิ่มเติมว่า เด็กที่มาประท้วงในครั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กที่มีความประพฤติไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ซึ่งพวกเขาไม่พอใจมากเมื่อถูกบังคับให้อยู่ในกฎระเบียบวินัย แต่ที่ทำให้ครูต้องรู้สึกงุนงงไปตามๆกันนั่นคือ มีเด็กผู้ชายจำนวนหนึ่งเข้าร่วมการประท้วงด้วย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขาแม้แต่น้อย
สิ่งที่เราทำได้ในตอนนั้นคือการไม่สนใจเด็กๆกลุ่มนี้ เพราะสิ่งที่เขาทำมันเป็นการแสดงถึงความเอาแต่ใจตัวเอง หากเราทำตามข้อเรียกร้อง มันก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ซึ่งขนาดบรรดาครูทั้งหลายจะไม่สนใจแล้ว เด็กๆกลุ่มนี้ยังไม่ยิ่งหย่อนต่อการประท้วงตามใจตน พวกเขายังคงปลุกระดมเพื่อนๆให้มาชุมนุมตลอดเวลาอ. Holland เล่า
สุดท้ายการประท้วงจึงจบลงโดยการที่ อ. Holland ประกาศเตือนนักเรียนว่า หากพวกเขาไม่ได้มีปัญหาในเรื่องความยาวของกระโปรงอย่างที่นักเรียนพูด พวกเราก็ยังคงดำเนินตามกฎระเบียบของโรงเรียนโดยการให้นักเรียนหญิงทุกคนใส่กางเกงขายาวมาเรียนแทนการนุ่งสั้นตามเดิม
อย่างไรก็ตาม เราได้ทำแบบสอบถามเพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแล้ว ซึ่งเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางโรงเรียนได้ข้อสรุปในเรื่องของการแต่งกายเรียบร้อยโดยเครื่องแบบนักเรียนนั้น จะเป็นเสื้อสีฟ้าสดใสและดูดีทีเดียว
เราได้แนะนำผู้เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาทุกฝ่ายแล้วว่า เราควรให้เด็กนักเรียนหญิงใส่กางเกงขายาวแทนการใสกระโปรงนุ่งสั้นมาเรียนหนังสือ เพราะ การนุ่งกระโปรงสั้นๆ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงและล่อแหลมมากสำหรับพวกเขา ที่สำคัญมันไม่เหมาะสมแม่แต่น้อยที่เด็กๆจะแต่งตัวไม่ให้เกียรติสถานศึกษาอ. Holland อธิบาย
ในทางกลับกัน ครูในโรงเรียนยังคงดูแลและเอาใจใส่เด็กๆที่ประท้วงในครั้งนี้เหมือนเดิม ซึ่งทางคณะครูเองยังคงตั้งกฎเหล็กไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ บรรดาครูจะจัดการประชุมในเรื่องของเครื่องแบบนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งประเด็นที่รอพิจารณานั้นคือ หากเด็กๆต้องการใส่กระโปรง ความยาวของมันควรอยู่ระดับไหน และการจัดเตรียมขายกางเกงที่จะเป็นเครื่องแบบใหม่ในโรงเรียนเพื่อความสะดวกของพวกเขา
เรียบเรียงจาก เดลิเมล์

มี “บ้านเล็ก” กันเถอะ
June 20, 2009
ขอบคุณภาพประกอบจาก www.tumbleweedhouses.com
มีโอกาสไปร่วมฟังเสวนาดี ๆ ซึ่งจัดขึ้นที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ในหัวข้อ “บ้านเล็ก” (Small House) ที่ไม่ใช่ “บ้านเล็กบ้านน้อย” หรือมือที่สามที่จะเข้ามาทำลายความสงบสุขของชีวิตครอบครัวแต่อย่างใดค่ะ เพราะมันเป็นการพูดถึง “บ้านหลังเล็ก ๆ” ที่พอเพียงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน บ้านที่ทำให้คนเราตอบกับตัวเองได้ว่า เราได้ตอบแทนกลับคืนสู่ธรรมชาติไปบ้างด้วยการไม่ฟุ้งเฟ้อจนเกินความจำเป็น ไม่ต้องเปิดไฟหลาย ๆ ดวงเพื่อให้บ้านสว่าง ไม่ต้องเปิดแอร์ 4 - 5 ตัวให้บ้านเย็นฉ่ำ รวมถึงไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำยาทำความสะอาดเป็นแกลลอน ๆ กว่าจะถูบ้านทั่วทั้งหลัง ฯลฯ เป็นต้น
บ้านเล็กในที่นี้ จึงเป็นเทรนด์ดี ๆ ที่มาแรงของโลกอีกเทรนด์หนึ่ง โดยในบางประเทศ เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา การมีบ้านหลังเล็ก ๆ เป็นอีกหนึ่งหนทางการสร้างความภาคภูมิใจให้ตัวเอง ในแง่ของการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง สมถะ เรียบง่าย ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมคนที่ทำเช่นนั้น มักเป็นคนมีฐานะ มีการศึกษา เพียงแต่มีแนวคิดหรือค่านิยมที่แตกต่างออกไป เช่น ต้องการความเรียบง่าย ไม่หรูหรา หรือชีวิตที่ยุ่งยากซับซ้อน เป็นต้น
อีกทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรม ก็ได้ทำให้การอยู่อาศัยในบ้านเล็กเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งรูปแบบการก่อสร้างที่ล้ำหน้า การผนวกเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้กับบ้านเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้อยู่อาศัย การดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามความต้องการใช้งาน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้มันกลายเป็นบ้านเล็กน่าอยู่ แถมยังลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติได้เป็นอย่างดี
โดยในต่างประเทศ ได้มีขบวนการก่อสร้างบ้านหลังเล็กเกิดขึ้น โดยมีสถาปนิกชื่อ Sarah Susanka เป็นคนต้นเรื่อง เมื่อเธอเขียนหนังสือชื่อ “The Not So Big House” และได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างมาก โดยเธอบอกว่า “บ้านที่ใหญ่โตเกินเหตุหรือสร้างเอาไว้เพื่ออวดคนนั้น เป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดความกังวลใจต่อผู้อยู่อาศัย และบางห้องมีแต่คนทำความสะอาดเท่านั้นจึงจะเข้าไป”
บรรยากาศภายในบ้าน
อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึงค่านิยมเกี่ยวกับบ้าน เชื่อว่ามีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงใช้บ้านเป็นสิ่งบ่งบอกฐานะทางสังคม บ่งบอกสถานะทางการเงิน หน้าตา รวมไปถึงการมีเกียรติยศ - ศักดิ์ศรี ยิ่งบ้านหลังใหญ่เท่าไร ฐานะทางสังคมก็ดูจะยิ่งใหญ่ตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ใครจะทราบบ้างว่า การมีบ้านหลังใหญ่ ๆ หรือ “Super sized Homes” แอบซุกซ่อนข้อด้อยอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนการก่อสร้างราคาแพง ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซมสูง จะทำความสะอาดแต่ละครั้ง อาจหมดเวลาเป็นวัน ๆ หรือไม่ก็ต้องจ้างผู้ช่วยมาดูแลทำความสะอาดบ้านให้ จะดูแลบ้านให้ทั่วถึงก็อาจต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือในบางสังคมอาจถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการในการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง เป็นคนฟุ่มเฟือย ไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติด้วยก็เป็นได้ค่ะ
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นค่านิยมของคนในสังคมที่เปลี่ยนได้ยากสักหน่อย แต่ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยกับอาจารย์และนักวิชาการจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์หลายท่านที่ออกมาให้ข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการบริโภคบ้านเล็กในต่างแดน และก็เชื่อว่า เราถึงเวลาที่ต้องทบทวนค่านิยมเกี่ยวกับการบริโภค “บ้าน” กันบ้างแล้ว ก่อนที่จะสายเกินไป
ลองถามตัวเองกันหรือยังว่า..วันนี้คุณมีบ้านแบบไหนคะ
สนใจหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเล็กเพิ่มเติม
www.small-house-building.com

“ตุ๋นผ่านเน็ต” ภัยแฝงออนไลน์ ที่ผู้สูงวัยต้องรู้เท่าทัน!
June 20, 2009
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
“อินเทอร์เน็ต” ถือเป็นสื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทุกเพศทุกวัย โดยไม่จำกัดแค่เฉพาะวัยรุ่น หรือวัยทำงานเท่านั้น ในวัยผู้สูงอายุ ก็สามารถเปิดโลกทัศน์ในโลกออนไลน์ได้เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น รับส่งอีเมล์ ค้นหาข้อมูลโดยใช้โปรแกรมค้นหา ติดตามข่าวสาร เช็กสภาพอากาศ ดูข้อมูลการเดินทาง หรือข้อมูลด้านการเมือง รวมทั้งใช้เว็บเครือข่ายสังคม เพื่อปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันมีเว็บที่จัดทำสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุโดยเฉพาะ และเน้นการใช้งานที่สะดวก และง่าย เช่น ด้านสุขภาพ การักษาสุขภาพ เป็นต้น
กับเรื่องนี้ ทีมงาน Life & Family ได้มีโอกาสนั่งคุยเป็นการส่วนตัวกับ “ศาสตราจารย์ ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน” ประธานกรรมการ และประธานผู้บริหารวิทยาลัยการศึกษาทางไกลอินเทอร์เน็ต มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนมุมมองว่า ปัจจุบันผู้สูงวัยมีจำนวนมากขึ้น ดังนั้นการใช้คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยได้ทดลองใช้งานคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่องให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้สูงวัย
ที่สำคัญช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี สารสนเทศ และความรู้ในกลุ่มผู้สูงวัย ทำให้มีความภาคภูมิใจ และรู้จักคุณค่าของตัวเองในการทำอะไรต่างๆ ได้เอง ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และสร้างองค์ความรู้ที่หลากหลายมากขึ้นจากการใช้อินเทอร์เน็ต ในการเชื่อมความสัมพันธ์กับลูกหลาน
แต่ในทางกลับกัน ถึงแม้ว่า “อินเทอร์เน็ต” จะช่วยให้ผู้สูงวัยมีสังคม ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี สารสนเทศก็ตาม บางครั้งอาจเกิดการรู้ไม่เท่าทันภัยในโลกออนไลน์ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อตัวผู้สูงวัยเองก็เป็นได้ กรณีนี้ “ศ.ดร.ศรีศักดิ์” แนะนำว่า ผู้สูงวัยต้องระวังการฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการฉ้อโกงในเรื่องการประกันสุขภาพ ยาปลอม ผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่ การค้าออนไลน์ หรื่ออื่นๆด้วย เพราะพวกมิจฉาชีพมักคิดว่า ผู้สูงอายุเป็นเหยื่อที่หลอกง่าย เชื่อง่าย
สอดรับกับการรายงานของสำนักสืบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ “เอฟบีไอ” ที่ระบุว่า ผู้สูงวัยเป็นกลุ่มเป้าหมายของการฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต เพราะผู้สูงวัยส่วนใหญ่มองโลกในแง่ดี ไม่ค่อยกล้าปฎิเสธ รู้ไม่เท่าทันวิธีการฉ้อโกง เวลาถูกฉ้อโกงมักจะไม่กล้าแจ้งให้บุตรหลายทราบ และไม่รู้ข้อมูลมิจฉาชีพ เช่น ไม่รู้ว่ามิจฉาชีพเป็นใคร จำวันติดต่อไม่ได้ หรือจำที่อยู่ไม่ได้ เป็นต้น ดังนั้นถ้าไม่เข้าใจสิ่งใด ให้ปรึกษาคนในครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญที่มี่ความรู้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวก่อนตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม “ศ.ดร.ศรีศักดิ์” ได้แบ่งประเภทของการฉ้อโกงที่น่าจะเกิดขึ้นกับผู้สูงวัยไว้ดังต่อไปนี้ เพื่อรู้เท่าทัน และป้องกันตัวเองจากการฉ้อโกงดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
* การฉ้อโกงเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ *
การโฆษณาเรื่องการประกันสุขภาพ มักแอบแฝงมากับเว็บต่างๆ เช่น เว็บบริษัทประกันชีวิต, เว็บชมรมคนรักสุขภาพ, เว็บบ้านพักผู้สูงวัย เป็นต้น ในส่วนของการฉ้อโกงมีหลายรูปแบบ เช่น ให้กรอกแบบฟอร์มผลสำรวจด้านสุขภาพผู้สูงวัยแลกกับของรางวัล, ให้เซ็นสัญญาเกี่ยวกับการประกันสุขภาพ โดยอ้างว่าจะได้รับคำปรึกษาสุขภาพฟรีจากแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และหลังจากนั้นจะมีใบเสร็จเรียกเก็บเงินส่งมาที่บ้าน
การป้องกัน
- การเซ็นสัญญาที่ผูกมัดต้องไม่เซ็นธุรกรรมใดๆ ทางอินเทอร์เน็ต
- ไม่ตกลงมอบอำนาจให้ผู้อื่นเซ็นแทน
- สอบถามให้แน่ใจว่าสิ่งที่ส่งมานั้นต้องชำระเงินหรือไม่
- โทรสอบถามรายละเอียดโดยตรงกับบริษัทประกันภัยดีกว่าสอบถามทางอินเทอร์เน็ต
- เก็บหลักฐานวันเวลาที่ติดต่อไว้ให้ดี
* การฉ้อโกงเรื่องการค้ายาปลอม *
การป้องกัน
- ผู้สูงวัยต้องระลึกเสมอว่า แพทย์เท่านั้นที่สามารถสั่งยา หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยได้
- กล้าที่จะถามรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน
- การซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ควรค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองให้ได้รายละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ
- ตรวจสอบข้อมูลการบรรจุภัณฑ์ วิธีการส่ง และเงื่อนไขการชำระเงินก่อนสั่งซื้อ
- ปรึกษาเภสัชกรทันที เมื่อสงสัยว่าได้รับยาปลอม และควรซื้อยาที่มีการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
* การฉ้อโกงเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่ *
การป้องกัน
- ระวังโฆษณาที่ให้ข้อความ อาทิ “สูตรที่เป็นความลับเฉพาะ” “เป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่” “พิเศษเวลานี้เท่านั้น” หรือ”คุณคือผู้โชคดีที่ได้รับผลิตภัณฑ์ไปใช้ฟรี” เป็นต้น
- สอบถามวิธีการใช้ และผลที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่อย่างละเอียดก่อนซื้อ
- ตรวจสอบให้แน่ชัดจากผู้ขาย ว่าผลิตภัณฑ์ที่สั่งซื้อ ไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย
- ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อต้องซื้อผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่
* การฉ้อโกงเกี่ยวกับการค้าทางอินเทอร์เน็ต *
- ผู้สูงวัยที่ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงเกี่ยวกับการค้าทางอินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ กลุ่มผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป
- มีสินค้าและบริการจำนวนมากที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้ฉ้อโกงผู้สูงอายุ เช่น ของรางวัล สินค้าราคาถูก ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ โปรแกรมท่องเที่ยว เป็นต้น
- ข้อความโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตที่ควรระวัง เช่น สินค้าให้ทดลองใช้ฟรี, สินค้าราคาถูก เป็นต้น
- ข้อความที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้ในการฉ้อโกง เช่น เป็นผู้โชคดีที่ได้รับของขวัญฟรี หรือได้ตั๋วท่องเที่ยวฟรี เป็นต้น
- มีเงื่อนไขทางการค้าที่ควรระวัง เช่น ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่ม หรือต้องบอกข้อมูลบัตรเครดิต และเลขบัญชีธนาคาร หรือให้ตัดสินใจซื้อทันทีหลังอ่านเงื่อนไขแล้ว เป็นต้น
การป้องกัน
- ไม่ซื้อสินค้า และบริการจากหน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ
- ตรวจสอบประวัติของผู้ขาย และบริการก่อนตัดสินใจซื้อจากหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค
- ในกรณีที่ได้รับเอกสาร หรือบัตรสมนาคุณด้านการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง ผู้สูงวัยควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้ด้านการเงินก่อน
- ไม่ควรเชื่อข้อความ หรือเอกสารต่างๆ ที่ไม่บอกแหล่งที่มา เพราะอาจเป็นเอกสารปลอมก็เป็นได้
- ต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท หรือผู้ขาย เช่น ชื่อบริษัท หมายเลขโทรศัพท์-ที่อยู่ อีเมล์ เลขที่ใบอนุญาต เป็นต้น
- ไม่ให้ข้อมูลด้านการเงินทางโทรศัพท์หรือทางอินเทอร์เน็ต
- ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตกลงรับข้อเสนอ หากไม่แน่ใจยังไม่ควรตอบตกลง
นอกจากนี้ “ศ.ดร.ศรีศักดิ์” ยังบอกถึงการฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ตอื่นๆ ด้วยว่า ยังมีในเรื่องของการทำธุรกรรมธนาคารทางอินเทอร์เน็ต การซื้อตั๋วทางอินเทอร์เน็ต การล่อลวงทางเว็บเครือข่ายสังคมเพื่อรู้ข้อมูลบัตรเคดิต การกู้ยืมเงินทางอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งผู้สูงวัยต้องรู้เท่าทันด้วย
0 อย่างไรก็ดี การใช้คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้สูงวัย เสมือนเป็นดาบสองคม แง่หนึ่งก็มีประโยชน์ แต่อีกแง่ ก็มีโทษเช่นกัน ดังนั้นควรเล่นอย่างระมัดระวัง ไม่หลงไหลกับโฆษณาชวนเชื่อตามเว็บต่างๆ ซึ่งไม่เฉพาะแต่เพียงผู้สูงวัยเท่านั้น คนหนุ่มสาว หรือผู้ใหญ่บางคน อาจตกหลุมพลางของกลลวงจากผู้ไม่หวังดีที่แฝงตัวอยู่ในโลกออนไลน์ก็เป็นได้

ฟัง 3 คนดังแนะวิธีดูแลสุขภาพร่างกายของคนวัย 40+
June 20, 2009
3 ดารานักแสดงและพิธีกรชื่อดัง คุณต่าย ป้าจิ๊ และคุณม้า
เมื่ออายุขึ้นเลข 4 คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจมีความกังวลซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกลัวความร่วงโรย กลัวความเสื่อมต่าง ๆ ของร่างกายจะปรากฏให้เห็น ซึ่งหลายครั้งที่คนวัย 40+ ได้รับคำแนะนำดี ๆ มาผ่านสื่อต่าง ๆ แต่ก็มักบอกตัวเองว่า คงไม่มีเวลาหยิบออกมาใช้ แต่เราอยากบอกว่า อย่าปล่อยให้เวลาและโอกาสเหล่านั้นหลุดลอยไปอีกเลยค่ะ เพราะวันนี้เรามีเทคนิคการดูแลตัวเองแบบง่าย ๆ ทั้งในด้านความงาม จิตใจ และการออกกำลังกาย จากสามพิธีกรและดารานักแสดงชื่อดัง “ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ-คุณม้า อรนภา กฤษฏี และคุณต่าย เพ็กพักตร์ ศิริกุล” ในงานเปิดตัวหนังสือ “สวย..สั่งได้” ของค่ายรักลูกกรุ๊ปมาฝากกัน แล้วจะพบว่า เทคนิคส่วนตัวของแต่ละท่านนั้นไม่ยากเอาเสียเลย
เริ่มจากกูรูด้านความสวยความงาม “คุณม้า อรนภา กฤษฏี” ที่บอกว่า การดูแลตัวเองในด้านความงามของคนวัย 40+อาจต้องดูแลเยอะมากขึ้น เพราะระบบต่าง ๆ ของร่างกายเริ่มเสื่อมสลาย
”จะเห็นว่าคนวัย 40 ขึ้นไปมักจะมีฝ้า มีกระ มีไขมันส่วนเกิน ผมน้อยลง พบความร่วงโรย โครงสร้างที่ห้อย หรือค่อมลง ถ้าเราอยากดูดี ก็ต้องออกกำลังกาย ทานอาหารที่ไม่มีไขมันสะสม ดูแลตัวเองมาก ๆ ทำจิตใจให้สบาย”
”นอกจากนั้นก็ควรรักตัวเอง ดูแลจิตใจตัวเอง ปล่อยวางทุกอย่างให้เป็น ไม่ให้คนอื่นมากระทบกระเทือนจิตใจเรา ถ้ามีปัญหาเข้ามา ก็แก้ไขที่ตัวเอง ทำจิตใจตัวเองให้สงบไว้ด้วยการทำความเข้าใจว่าคนอื่นเขาไม่ได้คิดเหมือนเรา มันอยู่ที่วัย ถ้าวัยเราแก่มากขึ้น มนุษย์มักจะยอมรับการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาจิตใจได้ง่ายกว่า แต่พี่มองว่า มีคนสูงวัยอีกมากที่ยังไม่เปิดใจรับในจุดนี้ ซึ่งจะทำให้เขาอยู่ได้ยากขึ้น และไม่มีความสุข”
ต่อด้วยดารานักแสดงชื่อดังที่ภาพพจน์ภายนอกอาจเป็นผู้หญิงเซ็กซี่ แต่เบื้องหลังกองถ่าย เธอกลับสามารถถักนิตติ้งระหว่างรอเข้าฉากได้อย่างสงบ เธอคนนี้มีวิธีการดูแลจิตใจตัวเองในวัย 40+ อย่างไร ไปฟังจากคุณต่าย เพ็กพักตร์ ศิริกุลกันค่ะ
”เริ่มแรกคือต้องทำจิตใจให้ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วิตก ผู้หญิงถ้าเลยวัย 40 ไปแล้ว ไม่ว่าจะผ่านประสบการณ์ชีวิตอะไรมา ขอให้รักตัวเองให้เยอะ ๆ ค่ะ”
”ขอให้หาเวลานั่งคิดว่า ตัวเองทำสิ่งใดแล้วมีความสุข อย่าฝืนตัวเอง คนเราถ้าฝืนชีวิตมันไม่มีความสุขหรอก คนเราอาจต้องเจอทางสีดำกันมาบ้าง แต่ในช่วงที่อยู่ในทางสีดำนั้น พยายามหาให้เจอทางสีเทา พอเจอสีเทาเมื่อไหร่ก็โชคดีขึ้นแล้วล่ะ”
”ส่วนตัวคิดว่า การเป็นคนไม่เครียดกับอะไร ไม่โหยหา ไม่พะวง ไม่จำเป็นต้องมีแฟน เป็นสิ่งที่ดีกับชีวิต ดูแลตัวเอง รักตัวเองดีกว่า อย่าไปฝืน ถ้าไม่มีความสุข”
ส่วนท่านสุดท้าย “ป้าจิ๊ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ” อีกหนึ่งดารานักแสดงมากฝีมือที่หันมาเริ่มฝึกโยคะในวัย 52 ปีจนกระทั่งทุกวันนี้กลายเป็นครูสอนโยคะที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย
”ถึงวัยนี้ เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ควรแบ่งเวลาดูแลสุขภาพ นอกเหนือจากการดูแลเรื่องอาหารการกิน ด้วยการกิจกรรมออกกำลังกายที่ตัวเองชอบ ก็ลองดูว่าชอบแบบไหน แต่บางคนถ้าไปออกกำลังกาย ไปเต้น รีบ ๆ แรง ๆ มันอาจจะมีเจ็บข้อต่อบ้าง ก็อยากให้ลองนึกถึงโยคะ เพราะมันเล่นได้ทุกอายุ”
”อยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพตัวเอง เพราะถ้าสุขภาพเราไม่ดี ทุกอย่างก็จะไม่ดีตามไปหมด ตัวป้าเองเจอโยคะตอนอายุ 52 ก็คิดว่ามันลงตัวกับชีวิตเรา เพราะเราชอบอะไรที่ช้า สงบ ตอบโจทย์ของชีวิต ความเมื่อย ความตึง ความเกร็งมันหายไป เป็นศาสตร์ที่เราสามารถอยู่ด้วยได้จนวันตาย”
เป็นกำลังใจให้กับการดูแลสุขภาพของทุกท่านค่ะ

ลูกอ้วนเกิน…พ่อแม่พึงระวัง ปัญหาหัวใจ
June 20, 2009
นักวิจัยชาวอเมริกันเผย เด็กที่รูปร่างอ้วนและอยู่ในช่วงอายุ 7 ขวบโดยประมาณมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและโรคหัวใจวายเฉียบพลันในอนาคต
นักวิจัยชาวอเมริกันได้ศึกษาอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจและหัวใจวายเฉียบพลันในกลุ่มเด็กที่เข้าข่ายเป็นโรคอ้วนและมีอายุไม่เกิน 7 ขวบพบว่า เด็กกลุ่มนี้มีอัตราเสี่ยงที่จะเป็นโรคดังกล่าวได้มากกว่าเด็กเท่าไปถึง 10 เท่าเมื่อพวกเขาโตขึ้น
ภาพจากอินเทอร์เน็ต
เนื่องจากโอกาสที่เด็กๆกลุ่มนี้จะมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือเลือดเกาะตัวเป็นลิ่มๆมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ซึ่งทั้งสองประการนี้จะส่งผลให้พวกเขามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจและหัวใจวายเฉียบพลันเมื่อพวกเขาโตขึ้น
จากการศึกษาของเรานั้น แสดงให้เห็นว่า เด็กๆควรได้รับการควบคุมน้ำหนักก่อนที่จะสายเกินไป ดร. Nelly Mauras จากคลินิกเด็ก Nemours ในรัฐ Florida กล่าว
อย่างไรก็ดี โดยส่วนใหญ่แล้ว เราจะไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า เด็กมีน้ำหนักขนาดไหนจึงเรียกว่าอ้วน แต่กุมารแพทย์เผยว่าเด็กจะเข้าข่ายเป็นโรคอ้วนหรือไม่นั้น เราสามารถยึดหลักการวัดค่าดัชนีมวลกาย (BMI)ได้ กล่าวคือหากเด็กคนนั้นๆมีน้ำหนักเกินมาตรฐานถึง 95%เมื่อเทียบกับอายุแล้ว นั่นมายถึงว่าเขาเป็นโรคอ้วนอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ดร. Mauras และทีมงานได้ทำการศึกษาเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงดีจำนวน 202 คน ซึ่งมีเด็กถึง 115 คนในกลุ่มนี้เป็นโรคอ้วนแล้ว
โดยเด็กที่เป็นโรคอ้วนนั้นพบว่า พวกเขามีโปรตีนในร่างกายชนิด C-reactive โปรตีน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวค่อนข้างสูง ซึ่งปัจจัยนี้มันจะส่งผลให้เกิดโรคหัวใจได้ง่ายมากขึ้นหลายเท่าตัว
แต่จากการศึกษาครั้งนี้ แม้ว่าจะมีเด็กอ้วนเกินกว่าครึ่ง ก็ยังนับว่าโชคดีที่ยังไม่มีเด็กคนไหนมีสัญญาณอันตรายของโรคนี้เช่น ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง และปริมาณคอเลสเตอรอลซึ่งจะส่งผลเกี่ยวกับกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
แพทย์ยังคงเฝ้าสังเกตอาการและให้เด็กควบคุมน้ำหนักเพียงเท่านั้น เพราะในตอนนี้เขายังไม่สามารถทำการรักษาใดๆได้ จนกว่าเด็กกลุ่มนี้จะมีอาการความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ทางที่ดีที่สุด พ่อแม่ผู้ปกครองรวมทั้งตัวของเด็กเองควรเอาใจใส่เรื่องของการรับประทานอาหารมากกว่านี้ ดร. Mauras กล่าวทิ้งท้าย
เรียบเรียงจาก รอยเตอร์

ยุค 2009 เมื่ออินเทอร์เน็ตถูกมองเป็น 1 ในปัจจัยทำลายครอบครัว
June 20, 2009
ขอบคุณภาพประกอบจาก superstock.com
แม้จะเป็นข้อมูลที่มองโลกในแง่ร้ายไปสักหน่อย แต่ศูนย์ Annerberg แห่ง University of Southern California ก็ได้เผยผลการวิจัยที่เกิดจากการเก็บข้อมูลมายาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นบน “อินเทอร์เน็ต” ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเกิดชุมชนออนไลน์ บล็อก เว็บไซต์เช่นยูทูบ เฟสบุ๊ก มายสเปซ ฯลฯ มีส่วนทำให้เวลาที่สมาชิกในครอบครัวควรมีร่วมกัน “ลดน้อยถอยลง” อย่างน่าใจหาย และหากสถาบันครอบครัวในยุคต่อไปจะมีปัญหา เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันมากขึ้น “อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี” ก็จะถูกบรรจุไว้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อความล่มสลายของครอบครัว
การสำรวจครั้งนี้ได้ทำขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา โดยพบว่า การใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัวลดน้อยลง จากเดิม 11 เปอร์เซ็นต์ในปี 2006 เป็น 28 เปอร์เซ็นต์ในปี 2009 และมีสมาชิกในครอบครัวถูกละเลยมากขึ้นเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าปรากฏอยู่บนหน้าจอ เมื่อขาดปฏิสัมพันธ์ต่อกันนานวันเข้า ก็มีผลทำให้สัมพันธภาพภายในครอบครัวย่ำแย่ เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันได้ง่ายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ทางนักวิจัยของศูนย์ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการกล่าวโทษอินเทอร์เน็ต หรือเทคโนโลยีที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวมีเวลาร่วมกันน้อยลง เพียงแต่ต้องการชี้ว่า ในยุค 2009 อินเทอร์เน็ต และการมาถึงของชุมชนออนไลน์จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ครอบครัวมีความขัดแย้งกันมากขึ้น
แมทธิว กิลเบิร์ต ที่ปรึกษาอาวุโสของมหาวิทยาลัยกล่าวว่า “คนส่วนมากคิดว่าอินเทอร์เน็ตและโลกดิจิตอลช่วยย่อโลกให้ใกล้กันมากขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างเดินทางมาปรากฏอยู่ที่หน้าจอเหมือนไม่มีพรมแดนกั้น ผมเองคิดเช่นกัน แต่..มันจะดีจริงหรือ หากเราจะเหลือเวลาไว้ใช้ร่วมกับคนที่เรารักน้อยลง”
พร้อมกันนี้ นายแมทธิวยังยกตัวอย่างถึงการดูทีวีร่วมกันของสมาชิกภายในครอบครัวว่าพอจะเรียกว่าเป็นกิจกรรมที่อบอุ่นได้ แต่กับอินเทอร์เน็ตแล้วไม่ใช่โดยสิ้นเชิง เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นการสื่อสารแบบตัวต่อตัวอย่างแท้จริง คุณไม่จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับใคร คุณก็สามารถอยู่ต่อหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้นาน ๆ
ประเด็นเรื่องการใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตมากเกินไปจนทำให้สมาชิกในครอบครัวมีเวลาให้กันน้อยลงยังได้เคยถูกหยิบยกไปใช้ในรายการของโอเปรา วินฟรีย์ พิธีกรชื่อดังด้วย เมื่อครั้งหนึ่งเธอได้จัดให้สมาชิกในครอบครัวอยู่ร่วมกันโดยปราศจากคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ทีวี ไอพ็อด วิดีโอเกม เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน และเกิดการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น
ทั้งหมดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางแก้ไขสัมพันธภาพที่เลวร้ายของครอบครัวด้วยการ “ตัดขาดเทคโนโลยี” และกำลังแพร่ขยายไปทั่วโลก (และส่วนหนึ่งก็กำลังเผยแพร่ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตด้วย) โดยเริ่มมีกลุ่มคนเห็นความสำคัญของการตัดขาดจากเทคโนโลยีกันมากขึ้น และมีการรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การลาพักร้อนโดยตัดขาดจากโทรศัพท์มือถือและโทรทัศน์ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ อาจเป็นแนวโน้มที่ไม่น่ายินดีนักกับกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไอทีที่ทำรายได้ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นจำนวนมหาศาล หรือแม้แต่นักการตลาดมือฉมังที่อาจจะต้องมองหาลู่ทางในการสร้างรายได้แนวใหม่ แต่หากมนุษย์เหล่านั้นได้ย้อนคิดสักนิด ก็คงได้ตระหนักมากขึ้นว่า โลกใบนี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเงิน ธุรกิจ กำไร และรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสร้างจิตใจแห่งความเป็นมนุษย์ให้เกิดขึ้นด้วย
เรียบเรียงจากเอพีนิวส์

“ทำบ้านให้มีรัก” ธรรมะลึกซึ้ง-โดนใจ จากพระนักเทศน์ขวัญใจวัยรุ่น
June 20, 2009
“พระมหาสมปอง ตาลปุตโต” พระนักเทศน์ขวัญใจวัยรุ่น
หลายคนถ้าให้นึกถึงอรรถรสในการบรรยายธรรม ที่ลึกซึ้ง โดนใจวัยรุ่น อย่าง “ฟังธรรมะแล้วจะไม่โง่ แต่ถ้าไปฟังโปเตโต้ ถึงมีรักแท้ก็ดูแลไม่ได้” หรือ “ฟังธรรมะแล้วจะทำให้ไม่เพ้อเจ้อ แต่ถ้าฟังพีซเมกเกอร์จะละเมอถึงแต่เรื่องบนเตียง” เป็นต้น คงจะร้องอ๋อกันที เพราะประโยคดังกล่าว เป็นหนึ่งในธรรมะอารมณ์ดีของ “พระมหาสมปอง ตาลปุตโต” พระนักเทศน์ขวัญใจวัยรุ่น แห่งวัดสร้อยทอง
ที่วันนี้มาพร้อมกับ “พระครูวินัยธรชาติ กิตติธโร” พระนักเทศน์จากทีม “ธรรมะเดลิเวอรี่” ซึ่งทั้งสองรูปได้แนะหลักคิดชีวิต และวิธีสร้างสุขให้ครอบครัว มาเป็นแนวทางให้กับทีมงาน และผู้อ่าน Life and Family ทุกท่านได้อ่านธรรมะอารมณ์ดีกันอย่างถึงใจ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
เริ่มจาก “พระครูวินัยธรชาติ กิตติธโร” ได้สะท้อนภาพครอบครัวในปัจจุบันว่า ช่วงหลังมานี้ พ่อแม่หลายคน เลี้ยงลูกด้วยมือถือ บางทีมือถือสั่น พ่อแม่ก็เริ่มหวั่นไหว และใจสั่นไปด้วย เพราะกังวลว่า ลูกกำลังคุยกับใคร คบกับใคร ไว้ใจได้หรือไม่ เมื่อเป็นห่วงก็ไม่รู้วิธีการพูดกับลูก จนบางครั้งปากกับใจไม่ตรงกัน กลายเป็นปากว่า แต่ใจเป็นห่วง ซึ่งพูดออกไปโดยไม่ระวังคำพูด ดังนั้นครอบครัวใดที่มีลูก เปรียบได้กับลูกกระสุนที่อยู่ในบ้าน เพราะลูกกระสุนเวลามันอยู่ในกระบอกปืน ถ้าไม่ลั่นไก เรื่องก็คงไม่เกิด แต่ถ้าไม่ระวังอาจเปรี้ยงปร้างขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ได้ ลูกคนก็เช่นเดียวกัน เวลาพ่อแม่พูดไม่เข้าหู อาจเกิดเป็นเรื่องใหญ่โตตามก็เป็นได้
”ทุกครั้งที่ลูกโทรศัพท์ไปไหนก็ตาม หรือจะคบใคร ต้องเปิดอกพูดคุยความจริงต่อกัน และอยู่กันแบบไว้วางใจกัน เวลาเกิดอะไรขึ้น จะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที สำคัญที่สุดเลยพ่อแม่ต้องระวังการพูด และเป็นต้นแบบที่ดีให้ลูกเอาอย่าง เปรียบเสมือนบล็อกแม่พิมพ์ ถ้าบล็อกเป็นกา พิมพ์ออกมาเป็นกา บล็อกเป็นหงส์พิมพ์ออกมาก็เป็นหงส์ จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นั่นหมายความว่า ถ้าพ่อแม่ทำตัวอย่างไร ลูกก็จะทำตัวแบบนั้น เช่น สูบบุหรี่ให้ลูกเห็น ลูกก็สูบบุหรี่ด้วย กินเหล้าให้ลูกเห็น ลูกก็กินบ้าง ส่วนตัวลูกเอง ต้องเข้าใจในความเป็นห่วงของพ่อแม่ เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหนสอนให้ลูกเป็นคนไม่ดี ขอให้เชื่อ และฟังท่านบ้าง” พระครูวินัยธรชาติสะท้อน
ขณะที่ “พระมหาสมปอง ตาลปุตโต” ได้เผยถึงความห่วงใยของเด็กไทยว่า ยังห่วงใน 2 เรื่องหลักคือ สิ่งเสพติด และเรื่องความรัก ในส่วนของสิ่งเสพติด ตั้งแต่อดีต จนกระทั่งถึงปัจจุบัน สิ่งเสพติดยังคงเป็นเรื่องที่บั่นทอนชีวิตเด็กไทยอยู่ไม่ใช่น้อย การสร้างสรรค์เด็กคือการสร้างสรรค์ชาติ การทำลายเด็ก คือการทำลายชาติ แต่จะไปโทษตัวเด็กอย่างเดียวก็ไม่ได้ ส่วนสำคัญต้องมาจากฐานของคุณพ่อ และคุณแม่ด้วย ถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็นพระพุทธรูป ลูกก็จะเป็นพระพุทธรูป ใครเห็นก็ชื่นชม และให้ความเอ็นดู กระนั้นอยากให้ลูกเป็นอะไร พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็น ถึงจะไม่ถอดแบบมาทั้งหมด แต่ก็ยังมีส่วนที่เหมือนกันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
”ยาเสพติดพวกเราทุกคนก็รู้อยู่ ว่ามันไม่ดี มันอันตราย เราก็อย่าไปลอง หรือตามเพื่อน พ่อแม่ต้องให้เวลากับลูก อย่าให้คนอื่นมาชิงเป็นเพื่อนสนิทเขาก่อนเรา หรือเห็นคนอื่นดีกว่าเรา แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องชิงความเป็นเพื่อนสนิทของลูกให้ได้ ก่อนที่คนอื่นจะมาช่วงชิงไป ถ้ามัวแต่ทำงานจนลืมลูก จนพูดคนอื่นแย่งใจลูกไปจากเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เราทุ่มเทให้กับลูกมาทั้งชีวิต เลี้ยงลูกมากับมือ สักวันลูกอาจไม่สนใจ และไม่เชื่อฟังเรา แต่จะเชื่อเพื่อน หรือเชื่อแฟนแทน” พระมหาสมปองให้แง่คิด
เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของ “ความรัก” กับเรื่องนี้ พระมหาสมปอง บอกว่า “เด็กไทยทุกวันนี้โตเร็วขึ้น มีความรักเร็วขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องมีความรัก แต่ความรักมันมีหลายรูปแบบนอกจากความรักแบบแฟน เช่น รักพ่อแม่ รักการเรียน และรักตัวเอง เรื่องหลังนี้สำคัญมาก เพราะเด็กบางคนคิดมาก เช่น อกหัก น้อยใจ จนตัดสินใจคิดสั้นทำร้ายชีวิตตัวเอง ฉะนั้นอันดับแรก เมื่อผิดหวัง อกหัก หรือน้อยใจเพื่อน แฟน พ่อแม่ ณ ขณะนั้นต้องมีสติ รู้ว่ากำลังทำอะไร และไม่ควรคิดฟุ้งซ่าน แต่ต้องรักตัวเองให้มากที่สุด หากไม่รักตัวเอง แล้วใครจะมารักเรา เพราะชีวิตที่มีค่า คือชีวิตที่ตัวเรามีคุณค่า และทำให้ชีวิตคนอื่นมีคุณค่า ถ้าทุกคนรู้ว่าชีวิตเรามีค่า การพิพากษาชีวิตตัวเองโดยไร้เหตุผลก็จะไม่เกิดขึ้น”
”ในฐานะลูก ชีวิตลูกคือความสุข และความหวังของพ่อแม่ เราต้องรักษาชีวิต เพื่อให้คุณพ่อ คุณแม่ชื่นใจ เพราะเราเหมือนของขวัญจากฟากฟ้าที่ส่งสอบมาให้คุณพ่อ คุณแม่ ถ้าลูกทำตัวดี มีคุณค่า ลูกคือดวงใจของแม่ พ่อแม่ก็จะดีใจ รู้สึกมีค่า และมีความสุขตามไปด้วย แต่ถ้าลูกทำตัวไม่ดี มีความทุกข์ หัวอกของพ่อแม่ก็จะไม่มีค่า และมีความทุกข์ตามไปด้วย เหมือนกัน ถ้าอยากให้พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกก็ควรทำตัวเป็นคนดี ให้ท่านชื่นใจ” พระมหาสมปองให้คำสอน
* พรหมวิหาร 4-ธรรมะพ่อแม่ลูก *
สำหรับหลักการใช้ชีวิตครอบครัวให้มีความสุขนั้น พระมหาสมปองบอกว่า ต้องรู้จักความหมายของคำว่า “ครอบครัว” เสียก่อน ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษตามที่พระอาจารย์ได้อธิบายไว้ว่า “Family” คือ “Father & Mother I love you” แปลว่า “หนูรักพ่อกับแม่ครับ/ค่ะ” จากความหมายดังกล่าวไม่เฉพาะแต่ลูกเท่านั้นที่ควรจะบอกรักพ่อกับแม่ แต่พ่อแม่เองก็ควรจะบอกรักกับลูกด้วยเช่นกัน นั่นถึงจะครบองค์รวมแห่งความรักในครอบครัว
”พ่อแม่ปากกับใจต้องตรงใจ คุณพ่อคุณแม่บางท่าน เป็นห่วงลูกๆ กลับดึก ซึ่งเข้าใจว่าเป็นห่วง แต่ปากดุลูกไปแล้ว บางทีอาจจะมีลูกไม่กี่คนที่จะเข้าใจว่าพ่อแม่รักเขา ฉะนั้นถ้ารักลูกก็บอกว่ารักลูก ห่วงลูกก็บอกว่าห่วงลูก” พระมหาสมปองแนะ
สำหรับหลักธรรมที่ทำให้บ้านมีรักอย่างยั่งยืนนั้น พระมหาสมปองได้ฝากไว้ว่า ควรใช้หลักพรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เฉกเช่นพรหม หรือเป็นหลักธรรมให้พ่อแม่ลูก ได้ปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งประกอบไปด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา โดยแบ่งคำอธิบายออกเป็นดังนี้
* เมตตา คุณพ่อ คุณแม่ต้องรักลูกอย่างเทียมเท่าทัน ครอบครัวใดที่มีลูก 2 คน ต้องไม่เปรียบเทียบลูกเด็ดขาด เช่น ทำไมเรียนไม่เก่งเหมือนพี่เขาเลย หรือทำไมไม่ดีเหมือนน้องเลย เป็นต้น ทำให้เด็กอีกคนเกิดความกดดัน และไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ฉะนั้น หากจะเปรียบเทียบ ต้องเปรียบด้วยจิตใจที่เมตตา ให้กำลังใจลูกทั้งสองอย่างเท่าเทียมทัน ไม่แบ่งฝ่าย แบ่งข้าง
* กรุณา คุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ ต้องเข้าใจอยู่เสมอว่า เราทั้งหลายเคยเป็นเด็กน้อยมาก่อน แต่ว่าเด็กในปัจจุบันยังไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน ดังนั้นบางอย่างเด็กอาจคิดไม่รอบด้านเหมือนกับผู้ใหญ่ ซึ่งบางคนอาจรู้สึกว่า “ทำไมเด็กคิดไม่ได้” หรือ “เรื่องแค่นี้ทำไมเด็กไม่รู้” แต่ถ้าเกิดลองย้อนกลับไปในวัยเด็ก และมีอายุเท่ากันเหมือนกับเด็กในตอนนี้ ผู้ใหญ่เองก็อาจคิดไม่ได้เช่นเดียวกัน ทางที่ดีต้องเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจเด็ก หากเขาไม่รู้ ต้องค่อยๆ บอก อย่ารีบร้อน หรือใช้อารมณ์กับเด็ก
* มุทิตา เวลาลูกเรียน 10 วิชา ได้เกรด 4 ประมาณ 5-6 วิชา แต่มีเกรด 1 หรือ 0 เพียงแค่วิชาเดียว ถามว่าพ่อแม่จะเห็นเกรดใดก่อน ซึ่งพ่อแม่ไม่ควรมองแค่ส่วนน้อย แต่ควรชมในภาพรวมของลูกทั้งหมด ไม่เพียงแต่เรื่องการเรียน เรื่องอื่นๆ เช่น การทำงานบ้าน การเก็บของไปคืนเจ้าของ หรือการความดีต่างๆ พ่อแม่ต้องชมลูก เพื่อให้ลูก หรือเด็กรู้สึกว่า สิ่งที่ทำคือสิ่งดีงาม ทำแล้วภูมิใจ และไม่อายที่จะทำ
* อุเบกขา บางครั้งคุณพ่อ คุณแม่ต้องรู้จักวางเฉยบ้าง เช่น บางเรื่องควรให้ลูกได้ลองคิด หรือลองทำด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่ปล่อย และไม่สนใจลูกเลย ควรดูอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ถ้าเห็นแล้วไม่เหมาะสม ก็ควรเข้าไปให้คำแนะนำ หรือหาทางออกร่วมกัน แต่ทั้งนี้เมื่อลูกทำผิด อย่างแรกพ่อแม่ไม่ควรดุ หรือตีลูก ดังนั้นพ่อแม่ต้องนิ่งเฉย เพื่อพิจารณาก่อน เมื่อคิดได้รอบคอบแล้ว และพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงค่อยแนะนำ หรือให้คำปรึกษา ซึ่งในส่วนนี้สำคัญมาก พ่อแม้ต้องเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม บ้านนี้จะมีรักได้นั้น พระมหาสมปอง บอกด้วยว่า ทุกคนต้อง “สัมผัส” กันเป็นกิจวัตร เช่น กอด การบอกรัก หรืออื่นๆ นั่นจะช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความสุข และสุขสันต์ตลอดไป เพราะทุกคนได้ใกล้ชิด และสัมผัสไออุ่นของกัน และกัน




