ลูกเทพ โพธิ์งาม เครียดพ่อโดนฟ้องล้มละลาย ไปไหนโดนล้อ ด้าน นีโน่-กรรชัย ยื่นมือช่วยเตรียมจัดคอนเสิร์ตล้างหนี้
June 20, 2009
ลูกเทพ โพธิ์งาม เครียดพ่อโดนฟ้องล้มละลาย ไปไหนเพื่อนฝูงก็กระทบกระเทียบ เผยพ่อมีรายจ่ายเดือนหนึ่งเป็นแสน บางครั้งก็ขาดมือบ้างแต่ก็ไม่ท้อ ไม่คิดฆ่าตัวตาย เผย นีโน่-หนุ่ม กรรชัย จะช่วยกันจัดคอนเสิร์ตช่วยล้างหนี้
ตั้งแต่ตลกรุ่นชั้นครู ป๋าเทพ โพธิ์งาม โดนฟ้องเป็นบุคคลล้มละลาย ด้านลูกสาว ท๊อฟฟี่ นิชาภา โพธิ์งาม แม้จะไม่ต้องแบกรับภาระอะไร แต่ก็ยอมรับว่าเครียดไม่น้อย เพราะโดนเพื่อนกระทบกระแทกเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ
ตอนแรกก็เครียดนะคะ เพราะแรกๆ เวลาไปข้างนอกก็เจอเพื่อน แล้วเขาก็บอกว่าอ้าวออกมาทำไมล่ะ ทำไมไม่ไปช่วยพ่อใช้หนี้อะไรอย่างนี้ หนูก็อ้าวคือเราไม่รู้เรื่องเลย แต่หนูให้กำลังใจพ่อตลอดนะคะ พ่อเขาก็บอกว่าอย่างน้อยเราก็ยังอยู่ เรายังไม่ตาย ถึงให้เราติดคุกก็ติดไป ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเราก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้
พ่อเขาไม่เคยเครียดให้เห็นเลย ตอนนี้เขาก็ยังทำหนังซีดีของเขา 4 เรื่องอยู่ด้วย แต่ผลกระทบตั้งแต่โดนฟ้องก็…ไม่นิดหน่อยหรอกค่ะ เพราะว่าโดนตั้ง 3 ล้าน แต่ว่าหนูก็ไม่ค่อยรู้เรื่องนะคะเห็นแม่บอกว่ายอดจริงๆ มัน 8 แสน แต่เหมือนกับว่ามันเพิ่มดอกน่ะค่ะ คือถ้าหนูช่วยเขาได้หนูก็อยากจะช่วยเขาเหมือนกัน แต่ก็ทำแค่เราไม่เป็นภาระให้กับเขา แค่นี้เขาก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ
คือถ้าหนูมีพอที่จะจ่ายให้ได้หนูก็จะช่วย ตอนนี้หนูก็หาเงินเอง ใช้เองไม่ได้ไปรบกวนคุณพ่อหรือคุณแม่ แต่ไม่ใช่ว่าหนูแยกตัวออกมาจากครอบครัวนะคะ คือหนูดีใจตรงที่พ่อบอกว่าพ่อปลื้มใจแล้วที่รู้ว่าเราไม่เป็นภาระ และเรากล้าที่จะออกมาใช้ชีวิต เพราะตัวเขาเองทุกวันนี้ที่อยู่ตรงนี้ได้ก็ต้องต่อสู้และก็อดทน
แต่ก็มีให้แม่บ้างค่ะ แต่ถ้าจะให้หนูไปจ่ายเดือนละเป็นหมื่นๆ หนูก็ไม่รู้ว่าจะส่งยังไง แล้วก็อึดอัดเหมือนกันถ้าจะให้เงินพ่อ คือมันไม่ใช่น่ะค่ะ พ่อหนูไม่ได้ต้องการอย่างนั้น พ่อหนูต้องการแค่ว่าเราอยู่ได้ ทำงานได้เราโตเองได้
เผยว่าเดือนๆ หนึ่งค่าใช้จ่ายที่ ป๋าเทพ ต้องแบกรับภาระนั้นเกือบแสน แต่พ่อก็ยังทำธุรกิจต่อไป แม้จะไม่ค่อยประสบความสำเร็จก็ตาม
พ่อเขาไม่เคยบอกนะคะว่าต้องจ่ายอะไรเดือนละเท่าไหร่ เพราะเขามีค่าใช้จ่ายเรื่องไร่ เรื่องอะไรเยอะแยะเลย แค่ไร่ก็เกือบแสนแล้วค่ะ พวกอาหารหมู อาหารเป็ด ไก่ ปลาที่เขาเลี้ยงไว้น่ะค่ะ ก็เคยคุยเรื่องที่เขาชอบทำธุรกิจอะไรเหมือนกัน แต่ว่าเขาไม่ค่อยอยากหยุดทำสักเท่าไหร่ ตอนนี้ก็ยังทำซีดี 4 เรื่องที่เขาทำอยู่ เวลาเขาไปถ่ายหนูก็ไปด้วย เพราะหนูรู้ว่าถ้าไม่ไปพ่อเขาจะรู้สึกไม่ดีน่ะ
แต่หนูก็งงเหมือนกันนะ บางทีที่มีคนมาถามหนูว่ารู้สึกยังไงที่เราโดนข่าวเรื่องล้มละลาย แต่พ่อเราก็เป็นคนธรรมดาก็เหมือนคนทั่วไปแค่นั้นเอง ก็ต้องมีปัญหาเหมือนกันทุกคน ทุกคนก็ต้องแก้ปัญหา พ่อเขาก็บอกว่าเรามีปัญหาเราก็ต้องแก้ของเราไปซิ ก็คือต้องจ่ายตามที่เราทำไว้ แต่ถ้าหนูมีเงินหนูต้องเต็มที่อยู่แล้ว หนูรักพ่อ
หนูก็ไม่รู้นะคะว่าพ่อเขามีเงินเก็บไว้ด้วยรึเปล่า เพราะยังไม่เคยรู้ว่าบางทีแต่ละเดือนที่เขาได้มาเขาเก็บกันยังไง เพราะว่าค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ค่าน้ำมัน ค่ากินในบ้าน ค่าแม่บ้านมันก็เยอะแล้ว แค่ไร่ก็เยอะแล้วเหมือนกันน่ะค่ะ
เผยว่าไม่เคยท้อกับเรื่องที่เกิดขึ้น และมีนักแสดงหลายๆ คนยื่นมือเข้าช่วยเหลือ อย่าง นีโน่ เมทนี บุรณศิริ และ หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ที่ว่าจะจัดคอนเสิร์ตให้หาเงินสมทบทุนให้
ถามว่าท้อมั้ย ไม่ท้ออยู่แล้ว เพราะพ่อบอกว่าอย่าท้อ อายเพื่อนมั้ยเหรอ ถ้าสำหรับตัวหนูเอง พ่อเขามีวิธีสอนหนูคิดตั้งแต่เด็ก ตอนนี้หนูก็เลยรู้สึกว่าหนูต้องเข้มแข็ง คือเราไม่ได้เป็นใครมาจากไหน บ้านเราฐานะก็ไม่ได้ว่าร่ำรวยมาจากไหน
เห็นพวกอานีโน่ พี่หนุ่ม กรรชัยเขาก็ช่วยน่ะค่ะ แต่เห็นพ่อเขาบอกว่าเขาจะทำคอนเสิร์ตแฟมิลี่ล้างหนี้ หนูก็คุยกับพ่อแล้ว ก็พอดีไปดูคอนเสิร์ตอาหม่ำ พ่อเขาก็เลยบอกว่าเนี่ยเดี๋ยวเขาจะทำคอนเสิร์ตมั่ง หนูก็ว่าเอาจริงเหรอ จะเอาอีกแล้วเหรอ เรื่องเก่ายังไม่รู้จะเป็นยังไงเลย แต่เขาเป็นคนที่คิดอยากจะทำอะไรตลอดเพื่อผลงาน หนูมีความรู้สึกอย่างนั้นนะคะ ถึงแม้มันจะเป็นการสนองความต้องการของเขาก็ตาม
แต่ส่วนใหญ่แม่จะเครียด เพราะว่าเงินในส่วนที่เอาไปลงทุนเขาก็ต้องแบ่งมาจ่ายค่าอย่างอื่น ซึ่งบางทีก็ไม่พอ พ่อเขาก็เลยต้องลงทุนกับตรงนี้ให้สำเร็จ แต่เรื่องฆ่าตัวตายนี่ไม่มีอยู่แล้วค่ะผู้ชายคนนี้ เขาถึงบอกว่าห้ามท้อ อายหมามัน หนูได้ดูโฆษณา หนูไม่รู้นะว่าใครจะมองยังไง แต่หนูรู้ว่าหนูภูมิใจในตัวพ่อกับแม่ แล้วหนูก็รู้สึกว่าเขาสอนให้หนูโตแล้วก็คิดได้ด้วยตัวเอง

กบ พิมลรัตน์ เผยไม่ได้เบี้ยวงานเพราะกลัว มะหมี่ ย้ำสัมพันธ์ “กอล์ฟ” ไม่คืบหน้า
June 20, 2009
กบ พิมลรัตน์ ยันไม่ได้เบี้ยวงานเพราะกลัวต้องเจอ มะหมี่ อ้างเล็บหลุดเลยไม่ได้ไป ย้ำไม่เคยมีปัญหากับดาราสาวรุ่นพี่ ด้านสัมพันธ์กับหนุ่ม กอล์ฟ อัครา ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรคืบหน้า
หลังจากเปิดตัวว่าคบหาดูใจกันอยู่ ก็มักจะได้เห็นคู่ของหนุ่ม กอล์ฟ อัครา อมาตยกุล กับดาราสาว กบ พิมลรัตน์ พิศลยบุตร ควงกันออกงานอยู่เรื่อยๆ แต่ล่าสุดในงานวันปิด เทศกาลหนังตลกโลก ที่เซ็นทรัลเวิร์ลมีรายชื่อของทั้งคู่ไปร่วมงาน เช่นเดียวกับ มะหมี่ นคประภา นาคประสิทธิ์ อดีตแฟนเก่าของกอล์ฟก็ต้องมาร่วมงานด้วยเช่นกัน แต่ปรากฏว่าทั้งกอล์ฟและกบกลับไม่ไปร่วมงานดังกล่าว งานนี้ก็เลยเมาท์กันสนั่นว่าจงใจชิ่ง เพราะไม่อยากจะเจอกับกับมะหมี่หรือเปล่า อย่างไรก็ตามกบได้เปิดเผยว่า เหตุที่ไม่ไปนั้นเพราะเล็บหลุด ไม่สามารถใส่ส้นสูงได้ จึงงดออกงาน
เปล่าค่ะ ไม่ได้กลัวปะทะอะไร คิดกันไปเอง(หัวเราะ) คือวันนั้นรู้สึกเล็บเท้าหลุด ก็ประสบอุบัติเหตุนิดนึงน่ะค่ะ แล้ววันนั้นใส่ส้นสูงไม่ได้จริงๆ มันเจ็บเท้ามากก็เลยขอยกเลิกก่อน แต่พี่กอล์ฟก็ไปนะคะ แต่พี่มะหมี่กบไม่แน่ใจ พี่กอล์ฟไม่ไปเหรอคะ ไม่รู้(หัวเราะ)
กบก็โทรถามว่าพี่กอล์ฟไปหรือเปล่า เพราะตอนแรกว่าจะไปค่ะ แต่สุดท้ายก็ไปไม่ได้ เพราะวันรุ่งขึ้นก็เล็บเท้าหลุดน่ะค่ะ ก็เลยโทรไปบอกพี่ที่เขาโทรมาชวนว่าคงไปไม่ได้แล้ว ขอโทษด้วย ไม่ได้เกี่ยวกับไม่อยากเจอใครเลยค่ะ จังหวะบังเอิญมากกว่าค่ะ
ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหากับสาว มะหมี่ เพราะยังได้เจอกัน 3 คนอยู่เลย และมีการโทรปรึกษากันตลอด
หลังๆ ก็มีเจอกันบ้างนะคะ อย่างวันเกิดล่าสุดพี่กอล์ฟก็พาไปเลี้ยง พี่มะหมี่ก็ไปด้วย เจอกันก็ไม่มีอะไรไม่มีอะไรจริงๆ(หัวเราะ) กบก็รู้จักพี่มะหมี่มาตั้งนานแล้ว แต่ว่าอาจจะรู้จักพี่กอล์ฟก่อน ใกล้ชิดพี่กอล์ฟมากกว่าเพราะว่าเคยร่วมงานกับพี่กอล์ฟ แต่พี่มะหมี่เพิ่งมาได้คุยกันระยะหลังๆ ค่ะ ได้รู้จักแกมากขึ้น เพราะไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมงานกับพี่มะหมี่ ก็มีโทรคุยเรื่องหนังต่างชาติอะไรอย่างนี้ค่ะ เพราะว่าพี่เขามีประสบการณ์ก็จะถามเขาว่ายังไงบ้าง
ด้านความสัมพันธ์กับหนุ่ม กอล์ฟ เจ้าตัวเผยว่าไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าไหร่ พร้อมโต้ภาพที่ฝ่ายชายไปกับสาวอื่นนั้นว่าคงเป็นแค่เพื่อนกันมากกว่า
ความสัมพันธ์กับพี่กอล์ฟเหรอ ไม่รู้ซิ(หัวเราะ) มันก็เป็นอย่างที่เห็นน่ะค่ะ ก็สนิทกันน่ะค่ะ ออกงานด้วยกันบ่อยมั้ย ก็ไม่ค่อยนะคะ เหมือนเดิม พัฒนาขึ้นมั้ย ก็เหมือนเดิมนะคะ(หัวเราะ) พี่เขาก็ยังเสมอต้นเสมอปลายเหมือนเดิมนะคะ ก็ยังดูแลเทคแคร์เหมือนเดิม ก็ยังเป็นพี่ที่ดีเหมือนเดิม
ส่วนเรื่องภาพเขากับสาว คงเป็นเพื่อนเขามั้งคะ ไม่รู้เหมือนกัน(หัวเราะ) ไม่ได้ถามค่ะ เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่หึงค่ะ เพราะว่ายังไม่ได้…..(หัวเราะ) ไม่งงนะคะ เพราะว่าเรายังไม่ได้ตกลงปลงใจอะไร เรายังไม่ได้บอกว่าเราเป็นแฟนกัน ก็มีเพื่อนเพิ่มมากขึ้น เพื่อนผู้ชายก็มีคนเข้ามาคุยบ้างเหมือนกันค่ะ

ค่ายหนังฟ้อง มาริโอ้ เบี้ยวสัญญา-เชิดเงินค่าตัว เจ้าตัวใจเย็น บอกทุกอย่างแก้ไขได้
June 20, 2009
ค่ายหนัง โมโนฟิล์ม ฟ้อง มาริโอ้ เบี้ยวสัญญา-เชิดเงินค่าตัว เจ้าตัว เผย ไม่ตกใจแต่ขอปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน เชื่อทุกอย่างแก้ไขได้ ส่วนกรณีที่ โกโก้ ผู้จัดการเก่ายอมรับผิดไปแล้วนั้น ขอไม่แสดงความคิดเห็น
คดีเก่ายังไม่จบ เจอเรื่องใหม่อีกแล้ว สำหรับ มาริโอ้ เมาเร่อ เมื่อค่ายหนัง โมโนฟิล์ม ออกมายื่นฟ้องหนุ่มมาริโอ้กับอดีตผู้จัดการ โกโก้ นิรุณ ลิ้มสมวงศ์ ข้อหาเบี้ยวสัญญาเล่นหนังเรื่อง รูมเมท โดยที่ทางค่ายหนังได้จ่ายเงินค่าตัวให้เรียบร้อยแล้วจำนวน 2 แสนบาท ซึ่งเป็นการตกลงกันก่อนที่พระเอกหนุ่มจะถอนตัว สมัยที่ยังเป็นเด็กในสังกัดของโกโก้ ซึ่งถึงแม้จะโดนเข้าอีกหนึ่งข้อหาจั๋งๆ แบบนี้ หนุ่มมาริโอ้ก็ยังใจเย็นได้อยู่ บอกทุกอย่างแก้ไขได้
เรื่องนี้โอ้ยังไม่ทราบรายละเอียดอะไรเลยครับ เพิ่งทราบเมื่อวานนี้เอง วันนี้ก็ออกมาทำงานหลายที่เหมือนกัน ค่อนข้างที่จะยุ่ง ก็เลยยังไม่ได้อ่านข่าวเลย ยังไงถ้าโอ้รู้เรื่องทั้งหมดแล้วขอบอกพี่ๆ นักข่าวอีกทีนะครับ เรื่องเงินโอ้ไม่ขอพูดถึงดีกว่า เพราะว่ามันมีหลายอย่างที่ละเอียดอ่อน ขอเวลาสักนิด หมายศาลก็ยังไม่ทราบเลยเรื่องยังไม่ถึงโอ้ ที่ทราบเรื่องก็ทราบจากพี่ๆ นักข่าวนี่แหละครับ มีพี่เขามาถาม พอได้ฟังก็รู้สึกเฉยๆ แล้วโอ้ยังคงพูดอะไรไม่ได้มาก ขอปรึกษาทางผู้ใหญ่อีกนิดนึงนะครับ
ไม่ตกใจครับ โอ้รู้สึกว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ แต่เราก็ต้องใจเย็นๆ เราไม่ได้ไปทำอะไรร้ายแรง สุดท้ายเราก็สามารถคุยกับผู้ใหญ่ได้ เรื่องนี้มันมีรายละเอียดหลายๆ อย่างนะ ซึ่งโอ้ขอปรึกษาผู้ใหญ่อีกนิดนึง แล้วเดี๋ยวจะบอกพี่ๆ ครั้งเดียวให้ชัดเจนเลยดีกว่า โอ้ยังพูดไม่ได้จริงๆ เพราะว่าโอ้ยังไม่รู้รายละเอียด ขอให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นแล้วจะได้บอกให้ชัดเจนทีเดียวให้ถูกต้องเลยดีกว่า
ส่วนที่ว่ามีอดีตผู้จัดการอย่าง โกโก้ มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย เพราะตอนนี้ยังเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้กับพระเอกหนุ่มอยู่ ออกมายอมรับผิด และยอมที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้กับทาง โมโนฟิล์ม นั้น เจ้าตัวขอไม่ออกความเห็น ให้รอดูต่อไป
เรื่องพี่โก้ขอให้เป็นเรื่องของอนาคตดีกว่าครับ ขอบอกพี่ๆ ครั้งเดียว โอ้ไม่มีอะไรจะปิดบังพี่ๆ อยู่แล้ว เพราะว่าบริสุทธิ์ใจครับ แต่ต่อไปเรื่องรับงานก็คงต้องละเอียดมากกว่านี้ เพราะว่าประสบการณ์ทุกอย่างมันสอนโอ้ครับ อีกอย่างในอนาคตโอ้ก็ต้องเติบโต แล้วก็มั่นคงมากขึ้น ก็เข้มแข็งมากขึ้นครับ

ยันต์ 5 แถว “อ.หนู” ดังใหญ่ ดาราสาวอเมริกันยอมเจ็บบินมาให้สักถึงสำนัก
June 20, 2009
หลังจากก้องโลกด้วยการมีลูกศิษย์คนดังอย่างซูเปอร์สตาร์สาว “แองเจลินา โจลี” ชื่อเสียงของ “ยันต์ 5 แถว” ของ “อาจารย์หนู กันภัย” ก็โด่งดังไปถึงฮอลลีวูด ล่าสุดดาราสาวอเมริกันอย่าง “บริตตานีย์ แดเนียล” ลงทุนบินมาลงยันต์ถึงสำนักที่จ.ปทุมธานีเลยทีเดียว
บริตตานีย์ แดเนียล นักแสดงสาววัย 33 ผู้มีผลงานทั้งวงการโทรทัศน์และงานในวงการภาพยนตร์อย่าง White Chicks, Little Man, Club Dread และ Joe Dirt ได้เดินทางมาเข้าพบ อาจารย์หนู กันภัย ถึงสำนักที่ต.บางขะแยง อ.เมือง จ.ปทุมธานี เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 มิ.ย. 2552 ที่ผ่านมา
บริตตานีย์ แดเนียล กล่าวผ่าน นิตา บุณเกียรติ ล่ามผู้ติดตาม ว่าการมาเข้าพบกับอ.หนูครั้งนี้ต้องการมาสักยันต์อะไรก็ได้กับสำนักของอ.หนูเพราะเจ้าตัวต้องการความสำเร็จในอาชีพการงาน เพราะตัวเองเป็นนักแสดงต้องการให้ผู้คนทั่วไปชื่นชอบ อยากให้ร่างกายตัวเองแข็งแรงขึ้นเพราะที่ผ่านมาสุขภาพไม่ดีนัก และต้องการให้สมหวังในความรักและพบคนที่จริงใจ
จนเวลา 12.30 น. อ.หนู ได้ออกมาทำการสักยันต์ให้เป็นลายยันต์นะมหาสำเร็จกินไม่รู้สิ้น และยันต์ 5 แถวหนุนดวง หลังจากสักยันต์สำเร็จ อ.หนู ได้ทำการพรมน้ำพุทธมนต์พร้อมกับบริกรรมคาถาให้กับดาราสาว
หลังเสร็จพิธีแล้ว อ.หนูกล่าวว่า ลายยันต์สองยันต์ที่สักไปให้นั้นขอให้ดาราสาวมีความเชื่อมั่นว่าสามารถที่จะบันดาลเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงานหรือเรื่องของความรัก แต่ความเชื่อมั่นนั้นต้องเป็นความเชื่อมั่นที่ปราศจากข้อสงสัย ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตาม คือหมายถึง ให้เชื่ออย่างจริงใจยันต์ที่สักให้ก็จะมีอิทธิฤทธิ์เปลี่ยนชีวิตได้อย่างแน่นอน
บริตตานีย์ แดเนียล กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังจากสักยันต์เสร็จ ว่าที่จริงแล้วตนเองเดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้เป็นครั้งแรก และที่มาในครั้งนี้เนื่องจากได้รับเชิญมาร่วมงานเทศกาลตลกโลกที่เมืองไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 11 ถึง 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา เลยถือโอกาสเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยด้วย จริงๆ แล้วตนเองเป็นชาวคาทอลิกและชอบในการสักยันต์ โดยในร่างกายของตนเองมีลายสักอยู่ 2 จุด จุดแรกอยู่ตรงสะโพกด้านขวาเป็นลายสักมีลักษณะเป็นบาร์โค้ด กำกับด้วยวันเดือนปีเกิด ลายนั้นสักให้กับคนรัก ส่วนอีกลายหนึ่งสักไว้ที่บริเวณหัวนิ้วโป้งเท้าด้านซ้าย เป็นรูปเด็กแฝดจับแขนกัน มีความหมายถึงฝาแฝดของเธอที่เป็นนักแสดงเหมือนกันอย่าง ซินเธีย แดเนียล ที่จะรักและคิดถึงกันตลอดจนกว่าจะลาจากโลกนี้ไป
ส่วนลายสักล่าสุดนี้ทั้ง นะมหาสำเร็จกินไม่รู้สิ้น และยันต์ 5 แถวหนุนดวง ของอ.หนู เจ้าตัวเชื่ออย่างมั่นใจว่าหลังจากสักแล้วทุกอย่างที่ต้องการจะดีขึ้น
พร้อมเสริมว่าอ.หนู ตั้งข้อบังคับสำหรับการสักให้กับตนซึ่งเป็นผู้หญิงว่าห้ามผู้ที่สักยันต์ด่าว่าบุพการีผู้ให้กำเนิด ซึ่งก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับคำสอนของศาสนาคริสต์ จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินจะปฏิบัติ เพราะตนเองทุกวันนี้ก็ดูแลพ่อแม่อยู่แล้ว การมีอักขระเป็นสิ่งที่เธอใฝ่ฝันและต้องการมานานเพราะจะได้ใช้เป็นส่งยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดี เพราะการสักยันต์ของตะวันออกมีความแตกต่างกับการสักของตะวันตกที่ไม่ได้เน้นที่ความขลัง หรือเรื่องของเวทมนตร์ แต่เป็นลักษณะงานศิลปะเล่าเรื่องบนเรือนร่างมากกว่า
แองเจลินา โจลี เจ้าของตำนานยันต์ 5 แถวแห่งฮอลลีวูด
จนสร้างเป็นหนังมาแล้ว
สาวๆ ในวงการบ้านเราขออินเทรนด์สมัครเป็นลูกศิยษ์อ.หนูกันเป็นแถว
เจ็บจนน้ำตาร่วง
เสร็จแล้วก็ยิ้มโชว์รอยสัก

ไกรสร ร้อง OH MY GOD ยันไม่เคยทำอะไรลูก บอกที่ “เพชร” พูดแบบนั้นเพราะอยากให้คนสงสาร
June 20, 2009
ไกรสร ร้อง OH MY GOD ! สาบานไม่เคยทำอะไรลูก บอกที่ เพชร พูดอะไรไปคงอยากให้คนสงสาร และเกลียดพ่อเพื่อจะหาเหตุผลว่าทำไมถึงต้องหนีออกจากบ้าน ไม่ขอโต้ไปโต้มา บอกถ้าคนโกหกแล้วก็โกหกได้ทุกเรื่อง ปฏิเสธไม่เคยสกัดงานลูก เผยลูกไม่เคารพพ่อใครจะให้งานเวรกรรมมีจริงยันยังรักลูกเหมือนเดิม แต่อย่ามาหาพ่อเพราะอยากเป็นนักร้องเพราะชีวิตลูกมันพังหมดแล้ว
โต้กันไปโต้กันมาจนหาจุดจบไม่เจอ สำหรับปัญหาความขัดแย้งของ ปุ้ม ไกรสร แสงอนันต์ กับลูกชายคนเดียว เพชร สรภพ ลีละเมฆินทร์ ที่เกิดกับราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ช่วงเช้าที่ผ่านมา(19 มิ.ย.) ทางฝ่ายของเพชรได้ออกมาเปิดใจเคลียร์เรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกระแสข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ เกี่ยวกับข่าวคราวความวิปริตทางเพศของพ่อ ที่ทำให้เจ้าตัวรับไม่ได้ จนต้องหนีออกจากบ้านเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งหนุ่มเพชรก็ยังอุบเงียบไม่ขอพูดถึง ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ดูคลุมเครือ
ล่าสุด เมื่อช่วงสายวันเดียวกัน เป็นทางฝ่ายของ ไกรสร ออกมาเคลียร์บ้างในรายการ โต๊ะข่าวบันเทิง ทางช่อง3 โดยเจ้าตัวได้โต้แหลกทุกคำครหา บอก ถ้าเพชรคิดแบบนั้นคงอยากให้คนเกลียดพ่อ แต่ถ้าถูกคนอื่นปั่นหัว คนพวกนั้นก็คือสัตว์เดรัจฉาน
โอ้มายก๊อด…ไม่รู้จะพูดยังไง เมื่อวานเขาก็ให้สัมภาษณ์ไปว่าเขามีเหตุผลในการพูดของเขา ไอ้พวกไหนที่มันพูดรวมหัวคิดเรื่องนี้ขึ้นมา ถ้าเป็นแบบนี้คิดอย่างขยะแขยงมากเลยนะ ผมไม่คิดว่ามันจะกล้าเอาเรื่องไม่จริงแบบนี้มาพูดได้ ความคิดของมัน ไอ้พวกนั้นก็สัตว์เดรัจฉานนะ ผมเป็นมนุษย์ ถ้าคิดแบบนี้ไม่ใช่มนุษย์ คิดแบบหมา ที่มันเอาลูกมันได้ประมาณนี้ครับ
ไม่ทราบจริงๆ ว่าทำไมเขาพูดแบบนั้น เพชรไม่ได้เป็นคนแบบนี้ แต่เอาเถอะ เขาคงมีเหตุผลให้สังคมเกลียดพ่อ เขาก็คงยัดประเด็นเดิมเพื่อเหตุผลอะไรของเขาผมก็ไม่ทราบ มันเป็นอะไรที่ทนฟังไม่ได้ ยังไงพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เขารู้ดีผมเลี้ยงลูกยังไง ถ้าเรื่องนี้เป็นความคิดของเขา แสดงว่าเขาต้องการโจมตีพ่อ แต่ถ้าคนอื่นยัดความคิดให้เขา ไม่รู้ว่าใครก็ตาม ที่ใส่ข้อมูลแบบนี้ คือสัตว์เดรัจฉาน เขาทำเพื่อให้ทุกคนด่าพ่อ แล้วให้ไปสงสารเขา นี่แหละคือเหตุผลที่เขาหนีออกจากบ้าน แล้วปัดความผิด มันมีเหตุผลหลายอย่างไม่ใช่แค่นี้ ทุกคนคงทราบว่าเขาให้สัมภาษณ์ยังไง
มันไม่ตกใจหรอก เพราะมีนักข่าวมาบอกก่อนหน้านี้แล้ว แต่ครั้งแรกที่มาบอกก็แค่ช็อคว่า เอ้ย เล่นแบบนี้เลยหรอ มาคิดอีกทีผู้ใหญ่ท่านก็เตือนๆ ไว้ว่าให้ตั้งสติ ก็เลยรู้ว่าเพราะเหตุผลอะไรเขาถึงพูดแบบนี้ เรื่องนี้ที่ผมไม่สามารถจะบอกใครรู้ได้ คุณหมอครับคุณหมอในประเทศไทยช่วยลูกผมเถอะครับ คุณหมอช่วยวิเคราะห์ลูกผมเป็นอะไร จะทางไหนก็ได้ ทางไสยศาสตร์ก็ได้ ทุกคนงงกันไปหมดแล้ว เขาโกหกจนชิน ผมไม่เคยจะรักใครมากกว่าเขาเลยนะ ผมรักเขาคนเดียว
แต่ถ้าอยากจะพูดก็พูดไป เขาก็ลูกผม ผมจะไปทำอะไรได้ พูดไปเถอะ แต่ถ้าผมตายไปเรื่องนี้ก็คงจะจบ เขาพูดไม่จริงครับ มันไม่จริงหรอก ผมไม่ได้ทำ ผมอยากจะให้มันจบจริงๆ เขาบอกให้ผมจบเถอะพ่อ เขาบอกมาตั้งแต่สามสี่ปีที่แล้ว และหลังจากสามสี่ปีที่แล้วที่จากผมไป เขาก็ไปเคยโทร.หาไม่เคยติดต่อมา มีแต่ผมโทร.ไปหาถามสารทุกข์สุขดิบ เขาอยู่คนเดียวเขาก็พูดดี แต่ถ้าเขาอยู่กับอีพวกนั้น ก็อย่างว่าแหละ มีอะไรบงการเขาอยู่เบื้องหลังครับ
ผมคงไม่แก้ไขอะไรทั้งสิ้น เรื่องจริงก็คือเรื่องจริง ผมไม่ได้ทำอะไรลูก แค่คิดก็ไม่รู้จะพูดยังไง ผมสาบาน (เมื่อกี้เพชรก็สาบานว่าไม่ได้โกหก?) ต่างคนต่างสาบาน เอ้า..เอาเข้าไป ฟ้าดินพยาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ขอให้เป็นพยาน แต่อย่าทำร้ายลูกผมแล้วกัน เขาโกหกมาเยอะ แต่อย่าลงโทษเขา เพราะเขาบริสุทธิ์ โดนใส่ข้อมูลแบบผิดๆ
ลูกชายสารภาพว่าเป็นเด็กมีปัญหา ผู้สื่อข่าวยิงคำถามว่าทราบปัญหาเรื่องนี้ของลูกหรือเปล่า? เจ้าตัวโยนให้ไปถามคนอื่นแทน
อย่าถามผม ถ้าถามผมก็หาว่าผมแก้ตัว ไปถามคนรอบข้าง ถามคนใกล้ชิด ถามใครก็ได้ เวลาที่เขาไปเที่ยวสถานที่กลางคืน ไปเที่ยวกับเพื่อน เพื่อนยังบอกเลยว่าทำไมป๊าดีจังวะ ไม่เห็นเหมือนพ่อแม่เขาเลย ไม่เห็นไปส่งไปเที่ยว เขายังมาเล่าให้ผมฟังอยู่เลย มันเป็นความผิดของผมที่เลี้ยงลูกเป็นไข่ในหิน ใครที่รู้จักผมและรู้จักเพชรตอนยังเด็กช่วยออกมาหน่อยครับ เพราะว่ามันเป็นปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่มาก กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาว่าลูกจะไปแชทอินเตอร์เน็ตเจอใครดีก็ดีไป เจอไม่ได้ก็ไม่ดีไป เพราะว่าลูกผมเป็นคนหัวอ่อน โดนของรึเปล่าก็ไม่รู้ ผมก็ไม่รู้นะ
ที่ผ่านมา ที่ทะเลาะก็มีแต่เรื่องเรียนอย่างเดียว เดี๋ยวนี้เพชรตกอับถึงขนาดไม่มีงาน ต้องไปของานคนโน้นคนนี้ทำ ต้องไปขอเขาเดินสายด้วย เพชรไม่มีงานไม่รู้ตัวเองเลย ว่าทำไมเพชรถึงไม่มีงานทำ ลูกราชินีลูกทุ่งไปของานคนอื่นทำได้ยังไง ใครใช้ให้ไปขอเขาทำ คือมันสุดๆ ครับ ความถูกต้องความดี ถ้าลูกมาทำกับพ่ออย่างนี้ ผมไม่อยากจะพูดแล้ว พูดแล้วมันก็เจ็บปวดกว่าเขาอีกหลายเท่า หัวอกคนเป็นพ่อก็อยากเห็นเขาเป็นคนที่ดี พ่อดูอยู่ข้างหลังก็พอแล้วครับ

Deadgirl : นางในฝัน (ร้าย)/ธีปนันท์
June 20, 2009
(บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง)
ในขณะที่ทุกสายตาพุ่งไปสนใจหนังสยองขวัญจากยุโรป (ทั้งฝรั่งเศสและสเปน) ที่เฉียบคมกว่า รุนแรงกว่า และสร้างสรรค์กว่า หนังสยองขวัญอเมริกันยังคงวนเวียนอยู่กับกรอบเนื้อหาเดิมๆ และการรีเมค จนราวกับว่ามันได้ผ่านจุดสูงสุดของตัวมันเองมานานแล้ว
Deadgirl ผลงานของ 2 ผู้กำกับหนุ่มหน้าใหม่ มาร์เซล ซาร์มิเอนโต้ และ เกดี้ ฮาเรล ถือเป็นแสงสว่างเล็กๆ ตรงปลายอุโมงค์ที่อาจจะมาแก้ต่างว่า หนังสยองขวัญอเมริกันคงจะไม่ได้ถึงจุดจบเสียทีเดียว ด้วยทุนรอนที่ไม่น่าจะสูงนัก (อันจะเห็นได้จากการออกแบบงานสร้าง) ทั้งซาร์มิเอนโต้และฮาเรล ใช้ประโยชน์จากมันสมองของพวกเขาอย่างเต็มที่
ผลลัพธ์ที่ได้ คือหนังสยองขวัญวัยรุ่นเรื่องหนึ่งที่เต็มไปด้วยความวิตถารและบรรยากาศอันหลอกหลอน รวมทั้งเป็นหนึ่งในงานที่แปลกประหลาดที่สุดในรอบหลายปี เมื่อเทียบกับหนังในตระกูลเดียวกัน
แต่เดิม ขนบที่แน่ชัดของหนังสยองขวัญอเมริกัน มักเกี่ยวพันกับตัวละครวัยรุ่น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหนังเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความเมามันของกลุ่มคนดูซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมปลาย (พวกเขาอายุเกิน 15 ปี และสามารถรับชมหนังเรต R ได้อย่างถูกกฎหมาย) มีตัวละครภาคบังคับประเภท นักฟุตบอลประจำโรงเรียนที่รูปร่างกำยำ เชียร์ลีดเดอร์สาวทรงสะบึม ไอ้ขี้แพ้อีก 2-3 คนที่ถูกกลั่นแกล้งตลอดเวลา
มองเผินๆ Deadgirl รวมองค์ประกอบดังกล่าวไว้เกือบจะครบถ้วน แต่อะไรหลายๆ อย่างก็ผลักให้มันไปไกลกว่าการพายเรือวนอยู่ในอ่าง บทภาพยนตร์โดย เทรนต์ ฮาก้า ขุดลึกเข้าไปยังจิตใจอันดำมืดของตัวละคร ราวกับกำลังเดินตามรอยหนังของกัส แวน ซองต์ อย่าง Elephant และ Paranoid Park ผนวกเข้ากับความวิปริตแบบที่จะหาได้แต่ในหนังป่วยๆ จากญี่ปุ่นอย่าง All Night Long เท่านั้น
ตัวละครหลักของ Deadgirl คือ ริคกี้ (ชิโลห์ เฟอร์นันเดซ) และ เจที (โนอาห์ เซแกน) หนุ่มมัธยมปลายไม่เอาไหนสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกัน คนแรกนั้นดูแหยๆ ไม่กล้าแสดงออก ส่วนคนหลังมีบุคลิกก้าวร้าวเพื่อปกปิดความอ่อนแอภายในของตนเอง
โลกที่พวกเขาอยู่ช่างอ้างว้าง ไร้ที่ยึดเหนี่ยว หนังแทบจะไม่แพนกล้องไปให้เห็นตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่อย่าง พ่อแม่, ครูหรือตำรวจเลย มันเป็นโลกเหงาๆ ราวกับว่าเด็กวัยรุ่นต้องอยู่กันตามลำพัง
เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน ทั้งคู่แอบเข้าไปเตร็ดเตร่ในโรงพยาบาลร้างที่กำลังรอวันทุบทิ้ง แล้วก็เกิดพลัดหลงเข้าไปในห้องใต้ดินที่คงถูกปิดตายมานาน ที่นั่นเอง เด็กหนุ่มทั้งสองได้พบกับ หญิงสาวคนหนึ่งนอนแน่นิ่งเปลือยกายถูกมัดมือมัดเท้าไว้กับเตียง
ร่างกายของหญิงนิรนามคนนั้นเย็บเยียบราวกับไม่มีลมหายใจแล้ว แต่โนมเนื้อยังเต่งตึงเหมือนสาวรุ่น ปฏิกิริยาของสองหนุ่มแตกต่างกันโดยทันที ในขณะที่ริคกี้เห็นว่าพวกเขาควรจะไปแจ้งตำรวจ เพราะอะไรๆ ดูจะไม่ปกติ เจทีกลับมองต่างออกไป ชายหนุ่มแสดงความเห็นที่แทงใจดำผู้ชายหลายๆ คนว่า เราน่าจะซัดหล่อนก่อนสัก 1-2 รอบ แล้วค่อยไป
มันแทบจะเป็นการเปรียบเปรยอย่างทื่อๆ ถึงด้านที่มืดและสว่างในจิตใต้สำนึกของมนุษย์ ไม่นานนัก ความเห็นที่ตรงข้ามกันของริคกี้และเจที ก็เป็นเหตุให้เกิดความบาดหมางระหว่างเด็กหนุ่มทั้งสอง
แต่แทนที่จะใส่ฉากสยองขวัญผะอืดผะอม ลงในช่องว่างที่หนังได้ปูเอาไว้ Deadgirl กลับหันเหไปสำรวจความรู้สึกนึกคิดของริคกี้แทน เด็กหนุ่มใช้ชีวิตอย่างเปลี่ยวเหงาไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือที่บ้าน เขาสื่อสารกับใครไม่ได้เลย กลายเป็นคนที่อยู่นอกวงโคจรของทุกๆ อย่าง เขาแอบหลงรัก โจแอน (แคนดิซ แอคโคล่า) เด็กสาวข้างบ้านที่รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่สาวเจ้ามีคนรักอยู่แล้ว เป็นหนุ่มนักกีฬากล้ามโต ที่ออกอาการไม่พอใจริคกี้อยู่ตลอดเวลา
ตามประสาเด็กหนุ่มที่ฮอร์โมนไม่คงที่ ริคกี้ฝันกลางวันถึงการได้ร่วมรักกับนางในฝันของตนเอง พร้อมๆ กับที่เจที ได้ปลดเปลื้องความต้องการทางเพศกับหญิงนิรนามในห้องใต้ดินของโรงพยาบาลร้าง
หนังไม่ได้อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า หญิงปริศนานางนั้นเป็นใครมาจากไหน เธอหน้าตาสะสวย รูปร่างดีราวกับนางแบบชุดชั้นใน ไม่พูดไม่จา และที่สำคัญ ไม่ว่าเจทีจะลงมือกับหล่อนหนักหนาแค่ไหน หล่อนก็ไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวด หนหนึ่งหนังถึงกับให้เจทีทดลองเอาปืนจ่อยิงลงไปบนหน้าท้องของหญิงสาว 2-3 นัด และหล่อนก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาเลยแม้แต่น้อย
เจทีเริ่มต้นผจญภัยทางเพศของตนเองอย่างสนุกสนาน ทั้งแบบ S&M หรือการชักชวนเพื่อนมาชำเราหญิงคนดังกล่าว แล้วตนเองก็แอบมองอย่างมีความสุข
โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก ผู้ชมที่เสพหนังลักษณะนี้มาพอสมควร คงจะอนุมานได้ว่า หญิงปริศนาคนดังกล่าว ไม่น่าจะใช่มนุษย์ปกติทั่วไป หล่อนแทบจะเหมือนนางเอกหนังเรื่อง Return of the Living Dead ซึ่งฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย และเหยื่อที่โดนหล่อนกัด ก็จะกลายสภาพมาเป็นอย่างเดียวกัน หล่อนคือซอมบี้!
ด้วยตรรกะนั้นเอง หนังจึงปูทางสู่ความวิตถารที่ไกลกว่าเดิม เจทีและ วีลเลอร์ (เอริค พอดนาร์) เพื่อนขี้แพ้อีกคนของเขา คิดแผนการในการสนองตอบอารมณ์ทางเพศอันพุ่งพล่านของตนเองด้วยการออกไปลักพาตัวหญิงสาวที่ตนเอง อยากฟัน แล้วมาทำให้หล่อน ติดเชื้อ เพื่อกลายเป็น วัตถุทางเพศ ตัวต่อไป
มาร์เซล ซาร์มิเอนโต้, เกดี้ ฮาเรล และ เทรนต์ ฮาก้า สามหนุ่มผู้เป็นกำลังหลักในหนังเรื่อง Deadgirl รู้จักกันเพราะวนเวียนอยู่ในวงการหนังอิสระในเวลาใกล้ๆ กัน ซาร์มิเอนโต้นั้นสนใจหนังฆาตกรรม ส่วนฮาเรลและฮาก้า รู้จักกันมาก่อนแล้ว จากการเป็นหนึ่งในทีมงานของ โทรม่า สตูดิโอ บริษัททำหนังสยองขวัญทุนต่ำ ที่คอหนังน่าจะรู้จักกันดี
จากบทสัมภาษณ์ ไอเดียเริ่มแรกของ Deadgirl คือการทำหนังว่าด้วยการก้าวผ่านวัย หรือ Coming-of-age แต่ทุกคนเห็นว่ามันจะต้องมีความสยองขวัญเจือปนอยู่ในระดับที่มากกว่าหนังแนวนี้ทั่วๆ ไป พวกเขานึกถึงหนังที่ตนเองชอบอย่าง Over the Edge และ Rivers Edge จนได้คำถามที่กลายมาเป็นจุดตั้งต้นของทั้งหมด จะเป็นอย่างไรหากผู้กำกับ Stand by Me คือ เดวิด โครเนนเบิร์ก
Deadgirl ดูจะบรรลุเป้าหมายทุกอย่างที่พวกเขาอยากให้มันเป็น ท้ายที่สุดแล้วตัวละครก็ได้เติบโตขึ้นหลังจากเรื่องร้ายๆ ได้ยุติลง แต่อย่างไรก็ดี จุดคลี่คลายของหนังก็ค่อนข้างโหดร้ายและเจ็บปวด แบบที่สตีเฟ่น คิงเองก็คงคาดไม่ถึง

พลอย ยันไม่เคยง้อ โดม แต่อนาคตไม่แน่ ฟุ้งหนุ่มจีบเพียบ
June 20, 2009
พลอย โต้ข่าวตามง้อ โดม เผยยังโทรคุยกันปกติตามประสาเพื่อน แต่จะรีเทิร์นหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต เผยตอนนี้ไม่ได้รอใคร เพราะเข็ดการสูญเสียความรัก รับมีหนุ่มมาจีบเพียบแต่ขออยู่คนเดียวดีกว่า
ดอดเข้าแก๊งค์รุ่นน้องร่วมปาร์ตี้สังสรรค์กับ หญิงแม้น ม.ร.ว.แม้นนฤมาศ ยุคล ,กอล์ฟ ไมค์ นิธิไพศาลกุลฯลฯ อยู่พักใหญ่ แต่ตอนนี้ดูเหมือน พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ จะกลับใจ เพราะมีข่าวว่าโทรไปง้อขอคืนดีกับอดีตแฟนหนุ่ม โดม ปกรณ์ ลัม ซะแล้ว ด้านเจ้าตัวเลยโต้ว่าไม่เคยตามง้อ แต่รับว่ายังมีคุยโทรหากันตลอด
พลอยไม่ได้ง้อค่ะ ปกติก็มีเขาโทรมาบ้าง พลอยโทรไปบ้าง อย่าใช้คำว่าง้อดีกว่า เรารู้จักกันมา 5 ปีแล้ว เหมือนเป็นเพื่อนกันมานาน พลอยมองว่าถ้ามันเป็นแฟนกันไม่ได้ มันก็น่าจะเป็นเพื่อนกันได้ เราก็เป็นเพื่อนกันอยู่ค่ะ ก็ยังพูดคุยกันอยู่เรื่อยๆ โทรหากัน นานๆ ทีเขาก็จะโทรมาบอกว่าเป็นห่วง พลอยเป็นยังไงบ้าง พลอยก็โทรหาพี่เขาว่าพี่เขาเป็นยังไงบ้าง
โอกาสจะรีเทิร์นคือพลอยตอบอะไรไม่ได้สำหรับอนาคตนะคะ แต่พลอยมองว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และอนาคตมันจะเป็นยังไงก็ปล่อยให้มันเป็นไป ตอนนี้พลอยไม่รู้อนาคตจริงๆ แต่ตอนนี้เราก็รักกันแบบเป็นเพื่อน เป็นพี่ เพราะแค่นี้มันก็โอเคแล้ว ส่วนเรื่องส่วนตัวของเขาก็ให้เป็นเรื่องของเขาไป
เรื่องที่เขามีคนรู้ใจคนใหม่พลอยไม่รู้ เขาไม่ได้บอกค่ะ แต่นักข่าวมาถามพลอยแล้ว พลอยก็มองว่าเป็นเรื่องเขานะคะ ทุกคนก็ต่างมีชีวิต ต่างมีสิทธิที่จะมีเพื่อนใหม่ มีคนรู้ใจคนใหม่ได้ เพราะว่ายังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่ได้ผูกมัด คือทุกคนมีสิทธิ พลอยเองก็มีสิทธิ แต่พลอยมองว่าถ้าเรายังรักกันเป็นเพื่อนกันหวังดีต่อกันมันก็เป็นเรื่องที่ดี ส่วนเรื่องส่วนตัวพลอยคงไม่ก้าวก่ายเขาน่ะค่ะ
แต่พลอยก็ส่งแมสเสจไปว่าเป็นไงบ้าง ได้ข่าวว่ามีนิวเกิร์ลเขาก็เงียบ(หัวเราะ) เพิ่งส่งไปเมื่อวันก่อนนี้เอง เขาก็บอกว่าเขายุ่งๆ อยู่ พลอยรู้ได้ยังไง แต่ว่าพลอยก็ไม่ได้อะไร เขาคงยุ่งน่ะค่ะ พลอยไม่ได้รอค่ะ พลอยไม่ได้สนใจเรื่องอะไรอย่างนี้เลย(หัวเราะ) พลอยมองว่าอนาคตถ้าจะเกิดอะไรขึ้นก็เกิด ไม่ได้รอใคร แล้วก็ไม่ได้คิดเรื่องแฟน ขอชิลล์ก่อน
เผยว่าตอนนี้มีคนเข้ามาคุยด้วยหลายคน แต่ไม่ได้ถึงกับต้องสับราง เพราะยังไม่มีใครพิเศษ
ส่วนของพลอยก็ยังไม่มีใครนะคะ คือพลอยเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะ มีคนเข้ามาทำความรู้จักเยอะ แต่ว่าทุกคนก็เป็นเพื่อนกันหมด ยังไม่มีใครมาเป็นที่หนึ่งหรือว่ามีใครพิเศษ พลอยก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะชีวิตนี้ออกแบบไม่ได้ ไม่สามารถเลือกอะไรได้ พลอยก็เรื่อยๆ ไปก่อน
จริงๆ ก็มีคุยๆ บ้าง ทั้งในและนอกวงการเลยเยอะแยะ ก็มีสนใจบ้าง แต่ว่ายังไม่อยากรีบ อยากเอาตัวเองก่อน ตัวเองมาที่หนึ่งก่อน งาน ครอบครัว เพื่อน ตัวเราเอง ความสุขของพลอยต้องมาที่หนึ่ง ไม่ได้สับรางค่ะเพราะไม่มีแฟน ไม่มีกิ๊กด้วย แต่ว่ามีคนเข้ามาคุยแบบส่งดอกไม้ให้ แต่เราก็คุยในฐานะเพื่อนแค่นั้นจบ ไม่ถึงขั้นสับราง เพราะว่าไม่อยากมีแฟน มีแฟนแล้วเหนื่อย ไม่รู้จะมีทำไม อยู่คนเดียวดีกว่า ดอกไม้ก็มีส่งมาเรื่อยๆ เป็นเพื่อนกันบ้างอะไรบ้าง ก็เฉยๆ ค่ะ
คือบอกตรงๆ ว่าชีวิตคนเรามันไม่รู้อนาคตจริงๆ น่ะค่ะว่าเราจะไปเจออะไร ความรักมันไม่เข้าใครออกใคร มันไม่มีแบบอย่างที่ลงตัว หรือว่าแฮปปี้เอนดิ้งเหมือนในดิสนี่แลนด์มันไม่ใช่ นี่มันคือชีวิตจริง พลอยก็ไม่รู้ว่าชีวิตรักของพลอยจะเจออะไรต่อ ก็ต้องเผชิญต่อไป เพราะยังไม่รู้เหมือนกัน ตอบไม่ได้เลย พลอยเองก็อยากมีความสุข อยากมีแฟนที่ดี อยู่กับเราตลอด แต่ว่าพลอยก็สูญเสียไปแล้ว พลอยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีอะไรที่มันยั่งยืนรึเปล่า เพราะทุกอย่างมันไม่ยั่งยืนเลยสำหรับพลอย
อยากให้หยุดเรื่องความรักสามเส้ากับพระเอกหนุ่มรุ่นน้อง มาริโอ้ เมาเร่อ ซะที เพราะตนกับแฟนของหนุ่มโอ้อย่าง กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย ก็สนิทกันมาก เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากพี่น้องเท่านั้น
กับโอ้เหรอ พี่น้องกัน โอ้ พลอยกับกุ๊บกิ๊บสนิทกันมาก(ลากเสียง) คือเรารักกันเหมือนครอบครัว เพราะโอ้กับพลอยทำงานก็ทำด้วยกัน นี่ก็จะไปกินข้าวด้วยกัน 3 คน ก็คือไปไหนมาไหนด้วยกัน 3 คน กับโอ้ถ้าจะให้พลิกแพลงไปเป็นแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้ เขาเป็นน้องมากๆ แล้วเรารักเคารพกันแบบพี่แบบน้อง
เรื่องขึ้นคอนโดพลอยก็บอกไปแล้วค่ะว่าพี่น้อง เป็นเพื่อน ไม่มีจริงๆ ก็เห็นอยู่ว่ามีงานบุปผาราตรี แล้วเราไปไหนก็ไปกัน 3 คน ไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ไป 3 คน คือไม่มีอะไรจริงๆ ข่าวเรื่องโปรโมทแล้วพยายามจะเขี่ยให้เป็นแฟนกัน เลิกเหอะ เพราะว่ายังไงพลอยกับโอ้ความรู้สึกของเราที่มีให้กันมันเป็นพี่น้องจริงๆ

ก้อย ปลื้มถ่ายเซ็กซี่ ด้าน “เป้” ชมสวยมาก ไฟเขียวเต็มที่
June 20, 2009
ก้อย รัชวิน ปลื้มถ่ายเซ็กซี่คนชมสวย ด้าน เป้ อารักษ์บอกเป็นภาพอาร์ทไม่ได้เซ็กซี่มาก ไฟเขียวแฟนสาวรับงานเต็มที่
กลายเป็นสาวฮอตที่งานเข้าไม่เลิกจริงๆ ล่าสุดก็เห็นมาดใหม่ของ ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ ที่หันมาถ่ายเซ็กซี่กับเขาบ้าง งานนี้เจ้าตัวยอมรับว่าก่อนถ่ายแอบมีกลัวบ้าง เพราะหวั่นฟีดแบคกลับมาไม่ดี
คือช่างภาพเขาถ่ายดีค่ะ เขาสามารถถ่ายให้คนที่ดูไม่เซ็กซี่สามารถที่จะกลับมีเซ็กซี่ได้ เรียกว่าเป็นงานที่เซ็กซี่ที่สุดตั้งแต่ก้อยเคยถ่ายมา
เห็นแล้วก็ถือว่าโอเคนะคะ คือด้วยช่างภาพเขาถ่ายออกมาสวยอยู่แล้ว แต่เราก็แอบกังวลนิดหน่อย(หัวเราะ) ว่าเดี๋ยวมันจะโป๊ไปรึเปล่า แต่ว่าด้วยภาพที่มันออกมาคือเหมือนกับคอนเซ็ปท์ของเรื่องนี้มันจะเป็นภาพขาวดำ แล้วก็ด้วยช่างภาพพี่เขาก็จัดให้มันดูออกมามีความเป็นศิลปะด้วยก็จะดูอาร์ทด้วย ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเซ็กซี่อล่างฉ่างหรือว่าโชว์อะไรขนาดนั้นอยู่แล้ว และก้อยเองก่อนทำงานก็คุยคอนเซ็ปท์กับเขาให้เรียบร้อยว่าเรามีลิมิทแค่ไหน เราพอใจแค่ไหน และก็ขอดูภาพก่อนที่จะวางแผง
เผยว่าก่อนถ่ายไม่ได้ปรึกษาแฟนหนุ่มมาดเซอร์ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ แต่แค่บอกไว้ว่าจะไปถ่ายคอนเซ็ปท์แนวเซ็กซี่เท่านั้น
ไม่ได้ปรึกษาค่ะ คือเป้เขาเข้าใจอยู่แล้วว่ามันเป็นงานๆ หนึ่งเหมือนเราไปถ่ายหนังสือน่ะค่ะ แต่ว่าตอนที่ไปถ่ายก็บอกเขาว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ นะ และอย่างที่บอกว่าพอภาพมันออกมาคือเราก็กังวลไปเองด้วย เพราะความที่เราไม่ค่อยได้ถ่ายอะไรแบบนี้ เราก็กลัวว่ามันจะออกมาเป็นยังไงเท่านั้นแหละ แต่ว่าพอออกมาแล้วก็กระแสค่อนข้างดี คนก็ชมเยอะก็เลยโล่ง(หัวเราะ)
ที่รับเพราะตัวพี่ช่างภาพน่ะค่ะ เพราะรู้จักกันมาก่อน และเขาถ่ายสวย คือไม่ได้ดูจงใจเซ็กซี่ ก่อนทำงานก้อยก็ค่อนข้างชัดเจนว่าคอนเซ็ปท์เป็นยังไง เรามากน้อยได้แค่ไหนเท่านั้นก็คือสบายใจต่อกัน ไม่ต้องกลัวว่าระหว่างถ่ายจะมีหลุดอะไร
ด้านหนุ่ม เป้ เผยว่าเห็นภาพแล้ว ยอมรับว่าสวยมาก และไม่ได้คิดว่าโป๊เกินเหตุ
ก็สวยครับ สวยมาก ชอบครับ ก็ไม่ได้เซ็กซี่เกินไปนะครับ ก็เป็นอาร์ท ก็สวยๆ ครับ ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอก้อยเขากังวลก็เลยจะบอกว่าไม่เป็นไรหรอก มันออกมาดีแล้ว คือผมค่อนข้างชิลล์ครับ แล้วแต่ก้อย ผมยังไงก็ได้ แล้วแต่ก้อยจะทำ ให้ก้อยเลือกเอง ซื้อแน่นอนครับ เอาเล่มเดียวแล้วกันครับ เยอะๆ เดี๋ยวหายครับ

บอล เดินเครื่องปั๊มลูก เตรียมพา ฟ้า เปลี่ยนบรรยากาศที่อังกฤษ
June 20, 2009
บอล ภราดร ควง นาตาลี ลุยอังกฤษ-ฝรั่งเศส 10 วันหวังปั๊มลูกสำเร็จเพราะบรรยากาศเป็นใจ ส่วนวันที่เจอ ทาทา แฟนเก่าเจ้าตัวเผยภรรยาเข้าใจ เจอแฟนเก่าก็ทักทายกันเป็นเรื่องธรรมดา
ตั้งแต่หมอดูทำนายทายทักว่าจะมีลูกภายในเดือนมิถุนายนนี้ บอล ภราดร ศรีชาพันธ์ ก็ดูจะมั่นอกมั่นใจมากขึ้น ล่าสุดก็เตรียมบินไปรายงานข่าวรายการเทนนิสวิมเบอร์ดันที่ประเทศอังกฤษ เจ้าตัวก็เลยถือโอกาสพา นาตาลี เกลโบว่า ภรรยาจักรวาลไปสวีตด้วย เผื่อว่าเปลี่ยนที่เปลี่ยนทางลูกน้อยจะมาเกิดสมใจ
ผมจะพาน้องฟ้าไปอังกฤษ ไปงานวิมเบอร์ดัน คือเร็วๆ นี้ผมจะไปรายงานข่าวงานวิมเบอร์ดันของเช้านี้ที่หมอชิต ก็เลยถือโอกาสนี้พาน้องไปเที่ยวอังกฤษ แล้วก็พาเขาไปเที่ยวฝรั่งเศสสัก 2-3 วัน ก็ช่วงนี้แหละ ช่วงนี้เลย เดินเครื่องเต็มที่ เพราะเขาประเมินสถานการณ์ไว้ว่าน่าจะเป็นช่วงนี้แหละที่เราน่าจะประสบความสำเร็จ กลับมาก็อาจจะมีข่าวดี น่าจะเป็นไปได้ หมอดูเองก็บอกว่าน่าจะเป็นช่วงมิถุนายนที่จะมีลูก จังหวะพอดีเลยที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศ อาจจะเปลี่ยนที่เปลี่ยนอะไรหน่อยก็อาจจะมีสีสันขึ้น(หัวเราะ)
ฟิตครับ คือเราอยู่บ้านทุกวันบรรยากาศมันก็ชินแล้วนะครับ พอได้เปลี่ยนบรรยากาศใหม่ๆ มันก็ตื่นเต้นหน่อย เต็มที่ครับวันนี้ก็เก็บแรงเต็มที่ ทริปนี้ไป 10 วันครับ ก็อย่างที่บอกว่าไปงานด้วยและก็เดินทางไปเที่ยวในตัวด้วย
ไปครั้งนี้ก็น่าจะมีอะไรพิเศษๆ บ้างครับ เพราะว่าไปเที่ยวด้วยทั้งอังกฤษทั้งฝรั่งเศส ก็คงจะเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่งทุกวันนี้ก็ได้ใช้ชีวิตกันอยู่แล้ว เราไปไหนก็ไปด้วยกันอยู่แล้ว แต่คราวนี้คงจะต้องเทคแคร์มากขึ้น แล้วก็ได้ไปสัมผัสวิมเบอร์ดันที่อังกฤษที่น้องฟ้ายังไม่เคยไป ก็อาจจะได้เจอเพื่อนๆ นักเทนนิสที่สนิทๆ ที่เล่นอยู่ในระดับอาชีพซึ่งสนิทกัน ก็อาจจะมีการไปดินเนอร์กับเพื่อนบ้างครับ
ส่วนกรณีที่หนุ่ม บอล บังเอิญไปเจอะกับอดีตแฟนเก่าอย่างนักร้องซูเปอร์สตาร์ ทาทา ยัง ในงานเลี้ยงปาร์ตี้ของโทรศัพท์ Black Berry เจ้าตัวเผยว่า ไม่ได้ตกใจอะไร เพราะเจอกันก็ทักกันปกติ ส่วน น้องฟ้า ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่แฟนเก่าทักกัน
งานวันนั้นเจอก็ทักทายสวัสดีกันนิดหน่อย แล้วก็เป็นจังหวะที่เราจะกลับพอดีครับ ก็ไม่มีอะไร พอดีวันนั้นรีบด้วยครับ เพราะว่ามีนัดทานข้าวต่อพอเสร็จก็รีบไป ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากกว่านั้น ไม่ได้มีอะไร น้องเขา(ทาทา) ก็สวัสดีปกติครับ ถ้าเจอกันก็ทักทายกันปกติอยู่แล้วไม่ได้มีอะไร
ไม่ได้ตกใจอยู่แล้วครับ ธรรมดาคนรู้จักกันทักกันก็ธรรมดา จริงๆ ก็ไม่ได้มีการติดต่อกันเลย เพราะว่าไม่ได้เป็นแฟนกันแล้วก็เป็นเพื่อนที่เคยรู้จักกัน โทรคุยไม่มี ไม่ได้คุยกันครับ น้องฟ้าก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่มีอะไร แต่เขาไม่ได้รู้จักกันครับ คงไม่ใช่ข่าวใหญ่อะไรมั้ง ก็เหมือนกับเจอแฟนเก่าทักกันก็ไม่เห็นเป็นไร ปกติอยู่แล้ว

เพชร รับ โดนพ่อกระทำตั้งแต่อายุ 12 เผย “ญาติพุ่มพวง” รู้แต่ไม่เคยช่วยอะไร
June 20, 2009
เพชร รับ โดนพ่อกระทำตั้งแต่อายุ 12 เผย “ญาติพุ่มพวง” รู้แต่ไม่เคยช่วยอะไร




