คาดว่ามีเยอะแต่เพิ่งเห็นสัญญาณดาวเคราะห์นอกกาแลกซีเรา

June 20, 2009

   

 

 

อาศัยปรากฏการณ์ “เลนส์โน้มถ่วง” ซึ่งวัตถุที่อยู่ใกล้ จะเบนแสงจากดาวที่ไกลๆ หากวัตถุทั้งสองเรียงเป็นเส้นตรงตั้งฉากกับผู้สังเกต ทำให้นักดาราศาสตร์จากอิตาลีเชื่อว่า ได้ส่งพบสัญญาณของดาวเคราะห์นอกกาแลกซีทางช้างผือกเป็นครั้งแรกในกาแลกซีแอนโดรมีดา ซึ่งคาดว่าดาวเคราะห์ดังกล่าวมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดี 6 เท่า  
 
 ทั้งนี้ ทีมวิจัยจากสถาบันนิวเคลียร์ฟิสิกส์แห่งอิตาลี (National Institute of Nuclear Physics: INFN) พร้อมด้วยผู้ร่วมวิจัยจากสวิตเซอร์แลนด์ สเปน รัสเซีย ได้อาศัยเทคนิคเลนส์โน้มถ่วง (gravitational lensing) ที่เรียกว่า “ไมโครเลนซิง” (microlensing) สำรวจดาวเคราะห์นอกกาแลกซีของเรา และได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาในส่วนประกาศประจำเดือนของวารสารสมาคมดาราศาสตร์แห่งราชบัณฑิต (Royal Astronomical Society: MNRAS) 
 
 ผลของวัตถุที่มีมวลมากขนาดใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างผู้สังเกตและดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลโพ้นหรือแม้แต่ดวงดาวนั้น ทำให้เกิดการบิดเบี้ยวหรือภาพซ้อน ราวกับว่าความโน้มถ่วงของวัตถุที่อยู่ตรงกลางนั้นได้เบนแสงที่เดินทางผ่านออกไป สำหรับปรากฏการณ์ไมโครเลนซิงนั้นก็คล้ายๆ กัน เพียงแต่วัตถุที่อยู่ตรงกลางนั้นมีมวลน้อยกว่า มีสิ่งที่เห็นได้ชัดว่ามีการเพิ่มขึ้นของความเข้มแสงที่สังเกตได้ ซึ่งมาจากวัตถุคุ่ที่เรียงตัวกันอยู่ ราวกับวัตถุที่อยู่ตรงกลางนั้นเป็นจุดรวมแสงของดาวที่อยู่ไกลโพ้น 
 
 เนื่องจากผลดังกล่าวขึ้นอยู่กับวัตถุที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับวัตถุที่เป็นคู่ ดังนั้นเหตุการณ์ไมโครเลนส์จึงเป็นปรากฏการณ์เพียงชั่วครู่ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนี้ การเรียงตัวของวัตถุขนาดเล็กที่อยู่ไกลจากผู้สังเกตบนโลกมากก็ยังเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ด้วยเหตุนี้ กาแลกซีแอนโดรมีดาซึ่งมีดาวหนาแน่นหลายล้านดวงจึงได้รับเลือกให้เป็นเป้าหมายในการสำรวจ 
 
 ฟรานซิสโก เดอ เปาลิส (Francesco De Paolis) จากสถาบันนิวเคลียร์ฟิสิกส์แห่งอิตาลี และผู้ร่วมงานของได้ช่วยกันพัฒนาแบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการตรวจพบดาวเคราะห์นอกกาแลกซีด้วยเหตุการณ์ไมโครเลนส์ในกาแลกซีแอนโดรมีดา โดยทำแบบจำลอง “แนวโค้งแสง” ซึ่งเป็นความหลากหลายของแสงที่ดาวซึ่งทำหน้าที่เป็นไมโครเลนส์จะแสดงออกมา เมื่อมีดาวหรือดาวเคราะห์โคจรรอบๆ 
 
 เพื่อประเมินร่องรอยที่ดาวเคราะห์ในแอนโดรมีดาแสดงออกมา ทีมวิจัยต้องย้อนกลับไปยังการสำรวจของทีมนักดาราศาสตร์ “พอยท์-เอเกพ” (Point-Agape) ที่เสร็จสิ้นเมื่อปี 2547 ซึ่งได้เผยให้เห็นเส้นโค้งของแสดงที่ไม่เหมือนปกติ ซึ่งผลจากการสำรวจล่าสุดนี้ทำให้ทีมวิจัยสรุปว่าเป็นความลงตัวกับทฤษฎี และยังนำทฤษฎีนี้ไปใช้ได้กับดาวคู่เปรียบเทียบในการเรียงตัวซึ่งมีมวลมากกว่าดาวพฤหัสถึง 6 เท่าได้ ซึ่งเป็นได้ทั้งดาวเคราะห์หรือดาวแคระน้ำตาล (brown dwarf) 
 
 โชคร้ายที่ปรากฏการณ์ไมโครเลนซิงจากคู่วัตถุเกิดข้นเพียงครั้งเดียว และนักดาราศาสตร์ไม่สามารถย้อนกลับ เพื่อยืนยันแนวคิดได้ แต่ ดร.เดอ เปาลิส ก็ให้ความคิดในแง่บวกถึงความเป็นไปได้ที่จะพบดาวเคราะห์ในระยะที่เกิดปรากฏการณ์เช่นเดียวกันนี้อีก 
 
 “สิ่งที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีนี้ทำให้เห็นดาวเคราะห์ที่มีมวลพอๆ กับดาวพฤหัสหรือแม้แต่ดาวที่มีมวลน้อยกว่าได้ในกาแลกซีอื่นๆ นับเป็นสิ่งที่พิเศษจริงๆ” ดร.เดอ เปาลิสบอกกับบีบีซีนิวส์ 
 
 การปฏิบัติหน้าที่พร้อมทฤษฎีใหม่นั้น ผู้มีหน้าที่ในงานนี้กำลังมองหาเวลาที่แน่นอนในการใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เพื่อเดินหน้าการสำรวจด้วยความหวังที่จะพบดาวเคราะห์อื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งระบบสุริยะกว่า 350 ระบบที่พบแล้วในกาแลกซีเพื่อนบ้านนั้น จึงเป็นไปได้ที่จะพบดาวเคราะห์มากมาย แต่ความยากคือการจับสัญญาณของดาวเคราะห์เหล่านั้นด้วยเทคนิคเลนส์โน้มถ่วง 
 
 “มันไม่ง่ายเลยจริงๆ ปัญหาคือเราไม่ทราบว่าปรากฏการณ์ไมโครเลนส์นี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่” ดร.เดอ เปาลิสกล่าว. 

 

เนคเทคร่วม 2 สถาบัน ตั้งศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน ดันไอทีสู่ชุมชน

June 20, 2009

 

 

ม.เกษตรฯ จับมือเนคเทค ตั้งศูนย์ความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมความรู้ เน้นพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการเกษตร ช่วยเกษตรลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิต ด้าน ม.วลัยลักษณ์ ตั้งศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาร่วมกับเนคเทค หวังใช้ไอทีและอิเล็กทรอนิกส์จับตาดูการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อม พร้อมทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า 
 
 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการจัดตั้งเครือข่ายศูนย์ความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมความรู้และวิศวกรรมภาษา และศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์เข้าร่วมในการแถลงข่าวที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ (วท.) เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.52 ที่ผ่านมา 
 
 ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า เนคเทคมีเป้าหมายพัฒนาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายวิจัยด้วยความร่วมมือกันในรูปแบบของเครือข่ายศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน หรือ ซีโออี (Center of Excellence: CoE) โดยมุ่งพัฒนารูปแบบการทำงานที่เหมาะสมของศูนย์เฉพาะด้านในแต่ละมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม ด้วยการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อสร้างบุคลากรทางการวิจัยด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนจำนวนมาก และยังเป็นการพัฒนาบุคลากรที่จะออกไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลกได้ 
 
 ”ความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายการทำงานวิจัยอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ทรัพยากรวิจัยของประเทศ เป็นการใช้เงินทุนวิจัยที่มีอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถพัฒนานักวิจัยเฉพาะด้านให้มีความเชี่ยวชาญในเชิงลึกได้ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาอุตสากรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้และนำไปใช้ประโยชน์กับชุมชนในท้องถิ่นได้” ดร.พันธ์ศักดิ์ กล่าว 
 
 ความร่วมมือของเนคเทคกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นความร่วมมือในการจัดตั้งศูนย์ความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมความรู้และวิศวกรรมภาษา ซึ่งผู้อำนวยการเนคเทคให้ข้อมูลว่า เป็นศูนย์ที่จะเน้นการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้านการเกษตร ที่ทางมหาวิทยาลัยมีความเชี่ยวชาญอยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับการพัฒนาระบบเครือข่ายสารสนเทศ เครือข่ายความรู้ ไซเบอร์เบรน (Cyberbrain) ด้วยการเชื่อมโยงแบบกริด ตลอดจนพัฒนาระบบและกระบวนการถ่ายทอดความรู้และการให้บริการวิชาการ เพื่อผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ เช่น ปุ๋ยสั่งตัดผ่านมือถือ, ระบบเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับการระบาดของโรคพืช เป็นต้น 
 
 ส่วนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นการจัดตั้งศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ เพื่อพัฒนาการใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ในการศึกษาระบบนิเวศ ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยเข้าใจสภาพแวดล้อมได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลง และคาดการณ์สิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้และให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม เช่น ใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ประเมินสภาพแวดล้อม, สร้างแบบจำลองสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ 
 
 ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวนี้มีระยะเวลา 5 ปี โดยเนคเทคมีงบประมาณสนับสนุนแต่ละแห่งปีละ 1 ล้านบาท เพื่อพัฒนาให้ศูนย์ความรู้เฉพาะด้านแต่ละแห่งสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองต่อไปหลังจากนั้น โดยก่อนหน้านี้เนคเทคได้จัดตั้ง CoE แล้ว 2 สาขาความเชี่ยวชาญ ได้แก่ ศูนย์ความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมฟื้นฟู โดยร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์ความรู้เฉพาะด้านอินเทอร์เน็ตยุคหน้า ที่ร่วมกับสถานวิจัยเทคโนโลยีเครือข่าย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมทั้งจัดตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยร่วมเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 
 
 ผู้อำนวยการเนคเทคยังได้เชิญชวนสถาบันการศึกษาทั่วประเทศที่สนใจจะพัฒนาศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน สามารถเข้าร่วมเป็นเครือข่ายพันธมิตรกับเนคเทคได้ โดยการเสนอโครงการความร่วมมือเข้ามาได้ที่เนคเทค ซึ่งจะพิจารณาเพื่อให้การสนับสนุนและสร้างความร่วมมือพัฒนาศูนย์ความรู้เฉพาะด้านอื่นๆ ต่อไป. 

 

สำรวจ “หน้ากากอนามัย” เลือกแบบไหนป้องกันได้ตรงใจ

June 20, 2009

             

 

เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ ในยามนี้คือ เมื่อป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจก็สวมหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อแพร่กระจายสู่ผู้อื่น ซึ่งองค์การอนามัยโลกบอกว่าจะช่วยลดเชื้อโรคแพร่กระจายได้มากถึง 80% (ภาพ AFP)

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้ากากอนามัยกลายเป็นสินค้าขายดีขึ้นมาทันทีในหมู่คนไทย เมื่อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่กระจายไปในกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น แต่หน้ากากอนามัยไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว และหลายคนเชื่อว่าหน้ากากอนามัยช่วยป้องกันได้ ขณะที่บางคนอาจสงสัยว่าจะช่วยป้องกันเชื้อโรคได้มากน้อยแค่ไหนกันเชียว 
 
 ในช่วงระหว่างวันที่ 22-28 มิ.ย.52 นี้ กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้เป็นสัปดาห์แห่งการรณรงค์การใช้หน้ากากอนามัยในโรงพยาบาล เพื่อรณรงค์ให้ผู้ป่วยโรคติดต่อทางเดินหายใจสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อมาติดต่อกับโรงพยาบาล และส่งเสริมให้บุคคลากรในโรงพยาบาล เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนในการสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจ ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่า การใส่หน้ากากอนามัยจะช่วยลดการแพร่กระจายของละอองเล็กๆ จากการไอจามที่มีเชื้อโรคอยู่ ได้ถึงร้อยละ 80  
 
 หน้ากากอนามัยสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยาหรือร้านชายเวชภัณฑ์ทั่วไป ซึ่งบางร้านอาจมีจำหน่ายเพียงชนิดเดียว ขณะที่บางร้านอาจมีให้เลือกมากมายหลายชนิด ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ จึงได้ลงพื้นที่สำรวจหน้ากากอนามัยในร้านขายยาและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พบว่าร้านค้าส่วนใหญ่จะจำหน่ายหน้ากากอนามัยชนิดที่ทำจากเยื่อกระดาษ 3 ชั้น และหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าฝ้าย และมีบางร้าน เช่น ร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรม และร้านมงกุฎเวชภัณฑ์ ที่จำหน่ายหน้ากากอนามัยแบบ N95 ด้วย 
 
 หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นได้ดี สามารถป้องกันของเหลวซึมผ่านได้ ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคจากการไอหรือจาม ซึ่งหน้ากากอนามัยประเภทนี้ อาจสามารถป้องกันผู้สวมใส่จากเชื้อโรคได้ในจำพวกเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรา แต่หากเป็นเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากในระดับไมครอน อาจจะไม่สามารถป้องกันได้ และไม่ควรมีการนำมาใช้ซ้ำ ควรเปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกวัน โดยมีราคาชิ้นละประมาณ 5 บาท 
 
 หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าฝ้าย เน้นใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลายจากการไอจาม แต่อาจไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากๆ ได้เช่นเดียวกับหน้ากากอนามัยกระดาษ และสามารถซักทำความสะอาดด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อโรคแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยราคาประมาณชิ้นละ 5-10 บาท 
 
 หน้ากากอนามัยชนิด N95 เป็นหน้ากากอนามัยที่ยอมรับกันในขณะนี้ว่าสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ดีที่สุด เพราะป้องกันได้ทั้งฝุ่นละอองและเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอน และมีอายุการใช้งานนานประมาณ 3 สัปดาห์ แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรจะเปลี่ยนใหม่ทุกวัน ราคาชิ้นละประมาณ 30-50 บาท 
 
 สำหรับหน้ากากป้องกันมลพิษ สามารถป้องกันฝุ่นละออง ควันพิษ ไอเสียรถยนต์ และไอระเหยของสารเคมีต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ทว่าไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ ฉะนั้นจึงไม่เหมาะที่จะนำมาสวมใส่เพื่อป้องกันโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ 
 
 เมื่อหน้ากากอนามัยในท้องตลาดมีให้เลือกมากมายเช่นนี้ ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ จึงได้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจาก ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน ซึ่งบอกว่า หน้ากากอนามัยสามารถช่วยป้องกันเชื้อโรคได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากขอบของหน้ากากอนามัยทั่วไป (หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น/หน้ากากผ่าตัด หรือ surgical mask) ยังไม่มิดชิดเข้ากับผิวหน้าของผู้สวมใส่ เชื้อโรคจึงสามารถเล็ดลอดผ่านบริเวณดังกล่าวได้ ทั้งนี้ หน้ากากอนามัยแบบN95 ถือว่ามีความมิดชิดมากที่สุด  
 
 นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมใหม่อย่าง เครื่องกรองอากาศแบบสอดจมูก ซึ่งฉีกไปจากหน้ากากอนามัยรูปแบบเดิม เพราะมีขนาดเล็กที่สามารถสอดเข้ากับรูจมูกได้โดยตรง แถมผู้ผลิตยังให้ข้อมูลว่ามีระบบฟิลเตอร์นาโน (Nano Filter) ที่สามารถกรองฝุ่นละอองและยับยั้งเชื้อโรคในอากาศชนิดต่างๆ ได้ทั้งเชื้อราและเชื้อไวรัส โดยมีราคาประมาณ 3 ชิ้น 50 บาท และอายุการใช้งานนานประมาณ 40-50 ชั่วโมง ซึ่ง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกว่า ถ้าจะใช้ป้องกันเชื้อโรคอาจได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากเชื้อโรคยังสามารถเข้าทางปากได้ ทางที่ดีจึงควรปิดทั้งปากและจมูก 
 
 ที่สำคัญการสวมใส่หน้ากากอนามัยสำหรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ สามารถช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากการไอจามได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นผู้ที่ป่วยหรือไม่สบายจึงควรสวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นอย่างยิ่ง และควรเปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำของเดิม และก่อนการสวมใส่หรือถอดหน้ากากอนามัยนั้นควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง เนื่องจากมือของเราสัมผัสกับสิ่งต่างๆ มากมาย จึงเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคจำนวนมาก 
 
 ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า หน้ากากอนามัยประเภทไหนป้องกันเชื้อโรคขนาดเล็กได้กี่ไมครอน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ชี้ว่าควรจะมีหน่วยงานกลางตรวจสอบและให้การรับรองด้วย เช่นเดียวกับยาทากันยุง ที่ต้องตรวจสอบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันยุงเข้าใกล้ได้ในระยะกี่เมตร และนานกี่ชั่วโมง เป็นต้น 
 
 อย่างไรก็ตาม โรคไข้หวัดใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคติดเชื้อที่เกิดจากการหายใจเอาอนุภาคที่ติดเชื้อเข้าไป โดยอนุภาคที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อนี้มีขนาดใหญ่กว่า 5 ไมครอน และเมื่อผู้ป่วยไอหรือจามออกมาอนุภาคมักกระจายไปในระยะไม่เกิน 3 ฟุต (Droplet precautions) ฉะนั้นเชื้อไวรัสส่วนใหญ่จึงมักปนเปื้อนมากกับละอองน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย ซึ่งหน้ากากอนามัยทั่วไปสามารถป้องกันละอองเหล่านี้ได้ 
 
 ส่วนโรคติดเชื้ออื่นๆ ที่เกิดจากการหายใจเอาอนุภาคที่ติดเชื้อเข้าไป โดยอนุภาคที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อนี้มีขนาดเล็กกว่า 5 ไมครอน เช่น วัณโรค และ โรคทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (ซาร์ส) อนุภาคเหล่านี้สามารถฟุ้งกระจายไปได้ไกลและอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน (Airborne precautions) ซึ่งหน้ากากแบบ N95 จะสามารถช่วยป้องกันได้ แต่หน้ากากอนามัยทั่วไปอาจไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคในกลุ่มนี้ได้. 

 

มหิดลใช้คณิตศาสตร์ช่วยผ่าตัดบายพาส ลดปัญหาผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจอุดตันซ้ำ

June 20, 2009

 

 

ทีมแพทย์และนักวิจัยมหิดลพัฒนาแบบจำลองคณิตศาสตร์ ช่วยผ่าตัดบายพาสผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ใช้ข้อมูลภาพซีทีสแกนสร้างหลอดเลือดจำลองเสมือนจริงได้สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก ช่วยแพทย์เข้าใจปัญหาของโรคและเห็นการไหลของเลือด พร้อมออกแบบการทำบายพาสที่เหมาะสม เห็นผลการผ่าตัดก่อนลงมือจริง ช่วยลดปัญหาผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดใหม่ 
 
 รศ.ดร.เบญจวรรณ วิวัฒนปฐพี อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมกับ ผศ.นพ.ทนงชัย สิริอภิสิทธิ์ ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงผลสำเร็จของโครงการวิจัย “เทคนิคการจำลองแบบคณิตศาสตร์เพื่อช่วยการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ” ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (พญาไท) เมื่อต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา 
 
 ผศ.นพ.ทนงชัย กล่าวว่า จากปัญหาการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจที่ผ่านมา ของศิริราชพยาบาลที่มีผู้ป่วยเฉลี่ยปีละกว่า 1,200 ราย พบว่า 25% ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดบายพาส จะต้องกลับมาเข้ารับการผ่าตัดใหม่อีกครั้งภายใน 1 ปี ขณะที่ผู้ป่วยอีกกว่า 50% ต้องกลับมารับการผ่าตัดใหม่อีกครั้งภายใน 10 ปี เพราะหลอดเลือดหัวใจอุดตันซ้ำ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะแพทย์ยังไม่เข้าใจกลไกและปัญหาของโรค รวมถึงผลที่เกิดจากการผ่าตัดบายพาสอย่างละเอียดลึกซึ้งมากพอ 
 
 จึงได้ร่วมกับ รศ.ดร.เบญจวรรณ พัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในหลอดเลือดหัวใจทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด เพื่อช่วยในการวางแผนการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดเวลาก่อนลงมือผ่าตัดจริง 
 
 รศ.ดร.เบญจวรรณ อธิบายกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า ได้นำข้อมูลจริงจากผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจจำนวน 50 ราย มาพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ และใช้ข้อมูลภาพซีทีสแกน (CT scan) มาสร้างแบบจำลองหลอดเลือดหัวใจเสมือนจริงสามมิติ และใช้เทคนิคพิเศษในการปรับแต่งผิวหลอดเลือดหัวใจให้เรียบ ทำให้ได้ภาพสามมิติเสมือนจริงของหลอดเลือดหัวใจที่มีแขนงหลอดเลือดสมบูรณ์ที่สุดในขณะนี้ เพื่อใช้อธิบายการไหลของเลือด แรงดันเลือด และแรงเค้นที่หลอดเลือด ได้อย่างเข้าใจและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น 
 
 ”แบบจำลองคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้น จะช่วยอธิบายกลไกการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยแต่ละรายได้ โดยแพทย์จะต้องวัดแรงดันและอัตราการไหลของเลือดในหลอดเลือดหัวใจมาใช้คำนวณในแบบจำลอง และนำภาพซีทีสแกนหลอดเลือดหัวใจมาสร้างแบบจำลองสามมิติ เพื่อศึกษากลไกต่างๆ ซึ่งจะทำให้แพทย์เข้าใจการไหลของเลือด แรงดันเลือด แรงเค้นที่ผนังหลอดเลือดของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น แล้ววางแผนว่าควรจะทำการผ่าตัดบายพาสอย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุดในผู้ป่วยแต่ละราย” รศ.ดร.เบญจวรรรณ 
 
 ”ในอดีตการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจอาศัยประสบการณ์ของแพทย์เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้การรักษาไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ทำให้ผู้ป่วยต้องกลับมาเข้ารับการผ่าตัดใหม่ภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี แต่หลังจากนี้เราสามารถใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์ช่วยในการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม แพทย์สามารถเห็นผลการรักษาก่อนการผ่าตัดจริงได้ และช่วยลดเวลาในการผ่าตัดบายพาสด้วย” ผศ.นพ.ทนงชัย กล่าว 
 
 ทั้งนี้ ทีมวิจัยใช้เวลาพัฒนาเทคนิคดังกล่าวมากว่า 2 ปี โดยได้รับทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล 1.3 ล้านบาท และได้ตีพิมพ์ผลวิจัยในวารสารนานาชาติหลายฉบับ เช่น ไบโอเมดิคัล ไซน์ (Biomedical Science) และ แมทเทอมาติคัล ไบโอไซน์ แอนด์ เอนจิเนียริง (Mathematical Bioscience and Engineering) 
 
 อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การใช้เทคนิคการจำลองแบบคณิตศาสตร์เพื่อช่วยการผ่าตัดบายพาสดังกล่าวจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แพทย์จึงจะลงมือผ่าตัดได้ แต่ทีมวิจัยจะพัฒนาต่อไปอีกเพื่อให้ใช้เวลาลดลงเหลือ 2-3 ชั่วโมง หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นคือใช้เวลาเพียง 5-10 นาที เพราะผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน. 

 

สองนักวิทย์มะกันรับรางวัล “ชอว์ไพรซ์” จากงานการพบฮอร์โมนต้นเหตุอ้วน

June 20, 2009

 

 

นักวิทย์มะกันควงคู่รับรางวัลโนเบลตะวันออก “ชอว์ไพรซ์” จากผลการศึกษาวิจัยที่ทำให้ค้นพบฮอร์โมนเลปติน ไขความกระจ่างในกลไกการอ้วน พร้อมนำไปสู่วิธีรักษาโรคอ้วน-เบาหวานในรูปแบบใหม่ ส่วนรางวัลสาขาดาราศาสตร์เป็นของนักวิทย์สหรัฐฯ เชื้อสายจีน และสาขาคณิตศาสตร์มอบให้ศาสตราจารย์จากฮาร์วาร์ดและอิมพีเรียลคอลเลจ 
 
 ดักลาส โคลแมน (Douglas Coleman) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่ง เดอะ แจคสัน แลบอราตอรี (The Jackson Laboratory) และเจฟฟรีย์ ฟรีดแมน (Jeffrey Friedman) นักวิทยาศาสตร์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการพันธุศาสตร์โมเลกุล (Laboratory of Molecular Genetics) มหาวิทยาลัยรอคเฟลเลอร์ (Rockefeller University) สหรัฐอเมริกา รับรางวัลชอว์ไพรซ์ (Shaw Prize) สาขาชีววิทยาศาสตร์และการแพทย์ร่วมกัน จากผลงานการค้นพบฮอร์โมนตัวสำคัญอันเป็นสาเหตุของโรคอ้วน 
 
 นักวิทยาศาสตร์เจ้าของรางวัลชอว์ไพรซ์ทั้งสองคนนี้ ต่างคนต่างทำงานวิจัยที่นำไปสู่การค้นพบฮอร์โมน เลปติน (leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการบริโภคอาหารและน้ำหนักตัวของคนเรา ซึ่งเมดิคัลนิวส์ระบุว่าการค้นพบนี้ยังช่วยให้คำอธิบายเกี่ยวกับโรคอ้วนได้ในระดับยีน และสร้างความท้าทายกับความรู้และความเชื่อเดิมๆ ที่คนทั่วไปมักเข้าใจกันว่าโรคอ้วนมีสาเหตุมาจากการขาดความตั้งใจจริง 
 
 นอกจากช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเกิดโรคอ้วนแล้ว ยังเป็นแนวทางให้นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าหาวิธีการรักษาโรคดังกล่าวในรูปแบบใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมได้ รวมถึงพัฒนาวิธีการรักษาภาวะอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญในร่างกายของเรา เช่น โรคเบาหวาน และภาวะไร้ประจำเดือนที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน (hypothalamic amenorrhea) 
 
 ”สำหรับคนที่ถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่มาจากโรคอ้วน การค้นพบครั้งนี้นับเป็นอีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญมาก และแสดงให้เห็นว่าความตั้งใจไม่ใช่สารสำคัญที่เป็นรากฐานของปัญหาโรคอ้วน แต่ที่จริงมันคือกระบวนการทางเคมี” ศ.หยาง เฉิน หนิง (Yang Chen-ning) ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลชอว์ไพรซ์ ประจำปี 2552 หรือรางวัลโนเบลแห่งตะวันออก กล่าวในขณะแถลงข่าวผลการตัดสินที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามรายงานในเอเอฟพี 
 
 ทั้งนี้ เมดิคัลนิวส์ให้ข้อมูลว่า ในปี 2493 ทีมวิจัยของ เดอะ แจคสัน แลบบอราตอรี ค้นพบยีนโอบี (obese: ob) เป็นครั้งแรกในหนู จากนั้นในปี 2509 เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์ทดลองสังเกตเห็นหนูบางตัวที่ผ่าเหล่าและเป็นโรคเบาหวาน มีลักษณะอ้วนกว่าพวกพี่น้องของมัน ทำให้โคลแมนเกิดความสนใจนำหนูเหล่านี้มาศึกษากระบวนการเมทาบอลิซึม แ 
 
 ต่อมาในปี 2516 โคลแมนก็นำเสนอผลการศึกษาว่าในร่างกายสิ่งมีชีวิตนั้นมีปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้สึกอิ่ม (satiety factor) (ซึ่งภายหลังได้รับการระบุว่าคือฮอร์โมนเลปติน) และในหนูอ้วนเหล่านั้นไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้ ขณะที่ในหนูที่เป็นเบาหวานมีการสร้างปัจจัยนี้ แต่ไม่มีผลต่อร่างกาย และให้ข้อสรุปว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับยีนที่ควบคุมการแสดงออกของปัจจัยดังกล่าว 
 
 จากนั้นปี 2537 ฟรีดแมนได้ทำการทดลองร่วมกับทีมวิจัยที่สถาบันการแพทย์ โฮเวิร์ด ฮิวจ์ส (Howard Hughes Medical Institute) และสามารถแยกยีนโอบีได้จากทั้งในหนูและในคน ซึ่งเป็นยีนที่ควบคุมการสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ให้ชื่อฮอร์โมนนี้ว่า “เลปติน” และตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ (Nature) ซึ่งฮอร์โมนดังกล่าวสร้างขึ้นโดยเซลล์ไขมันในร่างกาย เพื่อส่งสัญญาณในการควบคุมการบริโภคอาหารและการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยจะมีผลมากกับระบบสืบพันธุ์, เมทาบอลิซึม, ต่อมไร้ท่อ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน 
 
 หนูที่ขาดยีนโอบี จะไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเลปตินได้ และจะอ้วน มีน้ำหนักตัวมาก อาจมากกว่าปกติถึง 3 เท่า เมื่อฟรีดแมนทดลองฉีดเลปตินสังเคราะห์ให้กับหนูปกติและหนูที่ขาดยีนโอบี หนูทั้งสองกลุ่มจะมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้นและน้ำหนักลดลง 
 
 เช่นเดียวกัน ในคนที่ขาดฮอร์โมนเลปติน จะกินจุและมีน้ำหนักตัวมาก และการรักษาคนที่เป็นโรคอ้วนด้วยฮอร์โมนเลปติน จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ ทว่าในคนอ้วนจำนวนไม่น้อยมีเลปตินในกระแสเลือดอยู่มาก ซึ่งเลปตินปริมาณมากก็มีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดการต้านเลปติน แต่ก็สามารถนำไปสู่การพัฒนาฮอร์โมนเลปตินที่สามารถตอบสนองต่อการต้านเลปตินในร่างกายของแต่ละคนได้ 
 
 นอกจากนี้ รางวัลชอว์ไพรซ์ยังมอบให้นักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆด้วย โดย แฟรงก์ ซู (Frank Shu) นักวิทยาศาสตร์เชื้อสายจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านกำเนิดดวงดาวจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในซานดิเอโก (University of California in San Diego) ได้รับรางวัลชอว์ไพรซ์ สาขา ดาราศาสตร์ 
 
 ขณะที่ไซมอน โดนัลด์สัน (Simon Donaldson) ศาสตราจารย์จากอิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน (Imperial College, London) สหราชอาณาจักร และ คลิฟฟอร์ด ทอเบส (Clifford Taubes) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) สหรัฐฯ ได้รับรางวัลในสาขาคณิตศาสตร์ร่วมกัน จากการศึกษาเรื่องเรขาคณิต 3 และ 4 มิติ ซึ่งมูลนิธิชอว์ไพรซ์ (Shaw Prize Foundation) จะมอบเงินรางวัลในแต่ละสาขาจำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยจะพิธีมอบรางวัลอย่างสมเกียรติขึ้นในฮ่องกงเร็วๆ นี้ 

 

สังคมไทยได้อะไรจากนิวเคลียร์? ไปเคลียร์ในงานประชุม 2-3 ก.ค.

June 20, 2009

   

 

 

สทน.จัดงานประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ครั้งที่ 11 พร้อมเชิญนักนิวเคลียร์อาวุโสจากญี่ปุ่นมาบรรยายพิเศษ และนำเสนอผลงานวิจัยด้านนิวเคลียร์กว่า 70 ผลงาน และร่วมหาคำตอบสังคมไทยได้อะไรจากนิวเคลียร์ภายในงาน  
 
 สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. แถลงข่าวการจัดงานประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ ครั้งที่ 11 ในหัวข้อ “เทคโนโลยีนิวเคลียร์สู่สังคมไทย” เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.52 ณ ห้องโถงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยงานประชุมดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-3 ก.ค.52 ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร 
 
 ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ กล่าวว่าสังคมได้ใช้ประโยชน์จากนิวเคลียร์มาแล้ว 40-50 ปี โดยการฉายรังสีเอกซ์ตามโรงพยาบาลต่างๆ เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์นิวเคลียร์ โดยทั่วประเทศมีเครื่องฉายรงัสีประมาณ 10,000 เครื่อง นอกจากนี้การตรวจโรคมะเร็งตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาทิ สมอง ต่อมไทรอยด์และทรวงอก ยังต้องอาศัยเภสัชรังสี และในการรักษามะเร็งยังต้องใช้รังสีแกมมาจากโคบอลต์-60 (Co-60) 
 
 สำหรับการประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์นั้นจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี โดยปีนี้ได้รับพระกรุณาจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีและทรงบรรยายพิเศษในหัวข้อเกี่ยวกับนิวเคลียร์ ทั้งนี้สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์เป็นสถาบันที่เน้นทางด้านการรักษามะเร็ง และมีความร่วมมือด้านงานวิจัยนิวเคลียร์กับ สทน.อยู่หลายครั้ง 
 
 ส่วนกิจกรรมภายในการประชุมทั้ง 2 วันนั้น ดร.สิรินาฎ เลาหะโรจนพันธ์ ประธานคณะกรรมการการจัดงานประชุม จาก สทน.แจงว่าภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษจาก ดร.ซูโอะ มาชิ (Dr.Sueo Machi) นักนิวเคลียร์ชาวญี่ปุ่นวัยกว่า 70 ปี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีรังสีและนำมาสร้างโปรดักส์โพลีเมอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่า 25 ปี นอกจากนี้ยังมีการบรรายเรื่องการเปลี่ยนสีพลอยด้วยนิวเคลียร์ การเรียนการสอนนิวเคลียร์ในไทย การจัดการของเสียในภาคอุตสาหกรรมด้วยลำอิเล็กตรอน และการเสวนาเรื่อง “สังคมไทยจะได้อะไรจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์” 
 
 พร้อมกันนี้ภายในงานแถลงข่าว ยังได้ประกาศผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดาวรุ่ง โดยผู้ได้รับตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดีเด่น ได้แก่ รศ.ดร.อรุณี วงศ์ปิยะสถิตย์ อาจารย์ภาควิชารังสีประยุกต์และไอโซโทป คณะวิทยาศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เนื่องจากติดภารกิจจึงไม่สามารถมาร่วมงานแถลงข่าวได้ และผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดาวรุ่ง ได้แก่ ผศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเดินทางมาร่วมในงานแถลงข่าวด้วย 
 
 ดร.สิรินาฎกล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า ทั้งสองตำแหน่งมอบขึ้นในปีนี้เป็นปีแรก โดยเน้นให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ดังนั้นในส่วนของผู้ได้รับตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดีเด่นจึงได้รับเพียง “กล่อง” หรือตำแหน่ง ส่วนนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ดาวรุ่งนอกจากได้รับตำแหน่งแล้ว ยังได้รับกำลังใจเป็นเงินทุน 50,000 บาท ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลภายในงานประชุมที่จะถึงนี้. 

 

ซ่อมแล้วรั่วได้อีก ! ถังไฮโดรเจนเจ้าปัญหาทำนาซาต้องปล่อย “เอนเดฟเวอร์” เดือนหน้า

June 20, 2009

 

 

ยานอวกาศเอนเดฟเวอร์เตรียมพร้อมอยู่บนฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. รอกำหนดออกเดินทางที่กำลังจะมาถึงในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 17 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น (รอยเตอร์)

 

 

ลูกเรือนเอนเดฟเวอร์รอเก้อรอบสอง หลังวิศวกรนาซาพบรูรั่วบนถังเชื้อเพลิงอีกครั้งระหว่างจะเติมไฮโดรเจน เป็นเหตุให้ต้องเลื่อนกำหนดการบินออกไปอีกถึงเดือนหน้า เพราะนาซาติดคิวส่งยานสำรวจดวงจันทร์แอลอาร์โอช่วงปลายสัปดาห์นี้ 
 
 องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ตรวจพบรอยรั่วบนถังเชื้อเพลิงไฮโดเจนของยานเอนเดฟเวอร์ (Endeavour) อีกครั้งเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนกำหนดการปล่อยยานเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ยานและนักบินอวกาศอีก 7 นาย ต้องเลื่อนการเดินทางออกไปเป็นครั้งที่ 2 ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ส่วนกำหนดการใหม่ต้องรอไปอีกในเดือนหน้า 
 
 รอยเตอร์รายงานว่าการตรวจพบรอยรั่วบนถังไฮโดรเจนของยานเอนเดฟเวอร์เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังจะทำการเติมเชื้อเพลิงเข้าไปในถังเชื้อเพลิงของเอนเดฟเวอร์ที่ขึ้นแท่นรออยู่บนฐานปล่อยจรวดของศูนย์อวกาศเคนเนดี้ (Kennedy Space Center) มลรัฐฟลอริดา ซึ่งล่าช้าไปกว่าเดิมถึง 3 ชั่วโมง เพราะพายุฝนเป็นเหตุ และขณะนั้นเป็นเวลาก่อนกำหนดการบินของยานเพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง โดยยานเอนเดฟเวอร์นั้นมีกำหนดเดินทางในเวลา 17.40 น. ของวันที่ 17 มิ.ย. 52 (ตามเวลาในประเทศไทย) 
 
 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ยานเอนเดฟเวอร์มีกำหนดการเดินทางมุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติหรือไอเอสเอส (International Space Station: ISS) ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 13 มิ.ย. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ทว่าวิศวกรนาซาตรวจพบปัญหาถังเชื้อเพลิงรั่วเสียก่อน จึงทำให้ต้องเลื่อนการเดินทางออกไปอีก 4 วัน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย และมาตรวจพบรูรั่วอีกเป็นครั้งที่ 2 ตรงบริเวณเดิม ทำให้เอนเดฟเวอร์ไม่สามารถทะยานฟ้าได้ตามกำหนดการใหม่ในวันเวลาดังกล่าว และต้องเลื่อนกำหนดเดินทางออกไปอีกเกือบเดือน เป็นวันที่ 11 ก.ค. 52 เนื่องจากในช่วงวันที่ 18-20 มิ.ย. นี้ นาซามีกำหนดปล่อยยานสำรวจดวงจันทร์ ลูนา รีคอนเนสซองซ์ ออร์บิเตอร์ หรือแอลอาร์โอ (Lunar Reconnaissance Orbiter: LRO) ต่อคิวรออยู่ 
 
 ด้านไมค์ ไลน์แบช (Mike Leinbach) ผู้ช่วยผู้อำนวยการภารกิจปล่อยยานเอนเดฟเวอร์ กล่าวในเอพีว่า ก่อนจะมีการปล่อยยานออกจากฐานปล่อยจรวด เจ้าหน้าที่ทุกคนรวมทั้งนักบินได้ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างดีเยี่ยมและสมควรที่จะได้รับรางวัลตอบแทนด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่การตรวจพบรอยรั่วบนถังเชื้อเพลิงนั้นอยู่เหนือความคาดหมาย และทำให้ทุกคนต้องอยู่ในภาวะกดดันอีกครั้ง 
 
 ขณะที่มาร์ค โปลันสกี (Mark Polansky) ผู้บังคับการการบินได้รายงานผ่านทวิตเตอร์ในขณะที่ลูกเรือเอนเดฟเวอร์ทั้งหมดกำลังเตรียมความพร้อมอยู่ในห้องเก็บตัวนักบินว่า “ผมแน่ใจว่าพวกคุณทุกคนคงรู้แล้วว่าพวกเราต้องเลื่อนการเดินทางออกไปอีกครั้ง มันเป็นสิ่งย้ำเตือนเราว่าเที่ยวบินอวกาศไม่ใช่งานรูทีน (ที่ใช่ว่าจะง่ายๆ เหมือนกันทุกวัน) และพวกเราก็คงจะต้องบินกลับฮุสตันกันในเช้านี้เลย” 
 
 ทั้งนี้ ลูกเรือทั้ง 7 นายของเอนเดฟเวอร์เที่ยวบินนี้ประกอบด้วย ผู้บังคับการโปลันสกี, ดัก เฮอร์ลีย์ (Doug Hurley) นักบิน, เดฟ วอล์ฟ (Dave Wolf), คริสโตเฟอร์ คาสซิดี (Christopher Cassidy), ทอม มาร์ชเบิร์น (Tom Marshburn), ทิม โคปรา (Tim Kopra) และ จูลี ปาเยตต์ (Julie Payette) นักบินอวกาศหนึ่งเดียวจากองค์การอวกาศแคนาดา (Canadian Space Agency) โดยทุกคนมีภารกิจที่จะต้องไปต่อเติมสถานีอวกาศนานาชาติเพิ่มเติมเพื่อให้แล้วเสร็จทันกำหนดภายในปีหน้า ก่อนที่นาซาจะปลดระวางยานอวกาศทั้ง 3 ลำ ที่ใช้งานอยู่ในขณะนี้ 

 

ไฮเทคสู่ท้องนา “เครื่องวัดความชื้นข้าวพกพา” ทีเมคย่อไซส์ถนัดมือขึ้น

June 20, 2009

       

 

 

 

 

เนคเทคต่อยอด “เครื่องวัดความชื้นข้าว” ย่อขนาดจากใช้ติดตั้งในไซโลอบข้าว เหลือขนาดจับถนัดมือ ชาวนาพกพาได้ ตรวจสอบความชื้นในกองข้าวได้ เบื้องต้นทดสอบกับชาวนาในฉะเชิงเทราและ 5 จังหวัดในทุ่งกุลาร้องไห้ ตั้งความหวังภาคเกษตรใช้งานเซนเซอร์ได้ เพื่อมีตลาดรองรับไมโครอิเล็กทรอนิกส์กว้างขึ้น 
 
 ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ทีเมค) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เปิดบ้านต้อนรับคณะสื่อมวลชนและตัวแทนภาคอุตสาหกรรมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ ซึ่งตั้งอยู่ใน จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.52 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งนำผลงานวิจัยของศูนย์มาจัดแสดง โดยเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิข้าวเปลือกเป็นหนึ่งในผลงานที่นำจัดแสดง ซึ่งก่อนหน้านี้ทีเมคเคยนำเปิดตัวเซนเซอร์ดังกล่าวไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่เป็นรุ่นที่ติดตั้งในไซโลอบข้าว ส่วนรุ่นล่าสุดเป็นรุ่นที่สามารถพกพาได้ 
 
 นายนิมิต สมหวัง ซึ่งเป็น 1 ในทีมวิจัยและพัฒนาเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิข้าวเปลือกนี้ กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV- ผู้จัดการออนไลน์ ซึ่งร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์ทีเมคนี้ด้วยว่า หัววัดความชื้นข้าวเปลือกรุ่นแรกนั้นเป็นรุ่นที่ติดตั้งอย่างถาวรในไซโลอบข้าว ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต่อมาได้พัฒนาให้พกพาได้ โดยเน้นให้สามารถเสียบหัววัดในกองข้าวได้ โดยหลักการทำงานของเครื่องคล้ายกันแต่การทำงานไม่เหมือนกัน 
 
 
 ”จากเดิมจะแสดงผลผ่านจอที่ติดตั้งบนผนังในไซโล ก็ย่อให้เล็กลงและติดตั้งที่ปลาย ด้ามจับของหัววัด และแสดงค่าความชื้น อุณหภูมิและความถี่ทางไฟฟ้า ซึ่งอย่างหลังเป็นข้อมูลเพื่อการวิจัยและหากชาวนานำไปใช้งานจริงจะตัดการ แสดงผลความถี่ทางไฟฟ้าออก” นายนิมิตกล่าว 
 
 ด้านหลักการทำงานของเครื่องนั้น อาศัยหลักการตัวเก็บประจุ โดยบริเวณเซนเซอร์จะมีสนามไฟฟ้าวิ่งข้ามรอยต่อซึ่งเป็นช่องว่างรอบๆ แผ่นของเซนเซอร์ และมีกระแสไฟฟ้าค่าหนึ่งวิ่งไปแสดงที่จอแสดงผล เมื่อใส่หัววัดลงในกองเมล็ดพันธุ์ จะทำให้ค่าสนามไฟฟ้าหายไปเนื่องจากความเป็นฉนวน ซึ่งความเป็นฉนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความชื้น เมื่อความชื้นมากก็มีความฉนวนมาก เมื่อความชื้นน้อยก็มีความเป็นฉนวนน้อย และค่าความชื้นที่วัดได้อยู่ระหว่าง 10-30% ในช่วงรัศมีของกองข้าว 15 เมตร 
 
 นอกจาก ใช้วัดความชื้นข้าวเปลือกแล้ว ยังประยุกต์ใช้เซนเซอร์ดังกล่าวกับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดและรำข้าวได้อีกด้วย แต่หัววัดที่ใช้กับเมล็ดพันธุ์ชนิดใดชนิดหนึ่งจะรองรับเฉพาะเมล็ดพันธุ์ นั้นๆ โดยนิมิตอธิบายว่า เนื่องจากรูปร่างของเมล็ดพันธุ์ที่ต่างกันทำให้ได้กราฟความชื้นที่ต่างกัน การเขียนโปรแกรมสำหรับหัววัดนั้นๆ ก็ต่างกันด้วย ส่วนความไวในการอ่านค่าความชื้นและอุณหภูมินั้นอยู่ในช่วง 10-20 วินาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเมล็ดพันธุ์ 
 
 ทางด้าน ดร.อัมพร โพธิ์ใย ผอ.ทีเมค กล่าวว่าอุตสาหกรรมเกษตรของไทยนั้นสู้ต่างประเทศไม่ได้แล้ว และยังไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องนำเรื่องเซนเซอร์เข้าไปช่วย แต่หากนำเข้าจากต่างประเทศจะแพงมากและส่วนใหญ่ก็นำเข้า ขณะที่ทีเมคสามารถพัฒนาเซนเซอร์ที่ราคาถูกกว่า 10 เท่า อาทิ หัววัดความชื้นในดินที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาถึง 2,000-3,000 ล้านบาท แต่ทีเมคผลิตได้ในราคา 200-300 บาท และเท่าที่ทราบมูลค่าในการนำเข้าเซนเซอร์วัดความชื้นและเซนเซอร์ทางด้านการ เกษตรสูงถึงระดับพันล้านบาท 
 
 ในส่วนของหัววัดความชื้นข้าวเปลือกนั้น ผอ.ทีเมคกล่าวว่ารุ่นใหม่แบบพกพาที่พัฒนาขึ้นนี้เป็นรุ่นที่นักวิจัยชอบ เนื่องจากแสดงค่าทุกอย่าง แต่หลังจากรุ่นนี้จะได้พัฒนารุ่นที่เกษตรกรชอบ โดยตอนนี้อยู่ระหว่างทดสอบการใช้งานโดยเกษตรใน จ.ฉะเชิงเทรา และอีก 5 ในจังหวัดในแถบทุ่งกุลาร้องไห้ 
 
 พร้อมกันนี้ ดร.อัมพรกล่าวว่า ทีเมคสามารถผลิตแผ่นซิลิกอนเวเฟอร์ได้เดือนละ 500 แผ่น ทั้งนี้ได้พยายามแผ่นเวเฟอร์แต่ไม่สามารถสู้ราคาที่ถูกกว่าของเจ้าอื่นได้ จึงหันมาทางด้านการประยุกต์ใช้งาน โดยเน้นการเป็นศูนย์กลางของเซนเซอร์ประเภทซิลิกอนในระดับอาเซียน ทั้งนี้ขายแผ่นซิลิกอนเวเฟอร์ได้เดือนละ 100 แผ่น ส่วนที่เหลือนำไปใช้ด้านงานวิจัย 
 
 อย่างไรก็ดีทางศูนย์สามารขายซิลิกอนเวเฟอร์ได้แผ่นละ 1-2 แสนบาท หากจำหน่ายในตลาดที่มีความต้องการเฉพาะและต้องการในจำนวนไม่มาก ซึ่งโรงงานที่ผลิตขายจำนวนมากๆ ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่คุ้มทุน โดยตลาดทั่วไปขายได้แผ่นละ 4-5 หมื่นบาท 
 
 ”ในความหวังของเราคือภาคการเกษตรจะใช้งานเซนเซอร์ได้ ถ้าได้จะหมายความว่าตลาดกว้างขึ้น” ดร.อัมพรกล่าว. 

 

หนุนเอกชนดึง มทร. ธัญบุรี ร่วมพัฒนา กังหันลมผลิตไฟฟ้า เชิงพาณิชย์

June 20, 2009

 สนช. - พระพายเอ็นจิเนียริ่งจับมือ มทร.ธัญบุรี แปลงเทคโนโลยีเป็นทุน สนช. สนับสนุน 7 แสนบาท พัฒนากังหันลมผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชน์ ขนาด 2 กิโลกวัตต์ ใบพัดกังหันเหมาะใช้กับความเร็วลมต่ำในประเทศแถบเขตร้อน พร้อมหมุนส่ายหาลมได้ ต้นทุนการผลิตต่ำ ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง 
 
 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานแถลงข่าวพิธีมอบเงินค่าบริการวิชาการในโครงการ กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 2 กิโลวัตต์ชนิดเสาเดี่ยวร่วม ระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และบริษัท พระพายเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ 
 
 ดร. ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการ สนช. เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านพลังงานกำลังได้รับความสนใจจากประเทศต่างๆ เนื่องจากราคาน้ำมันที่มีความผันผวนและมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น ดังนั้น ในหลายประเทศจึงมุ่งพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นคว้าวิจัยที่จะนำพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์มากขึ้น ประเทศไทยก็มีความตื่นตัวทางด้านการใช้พลังงานทดแทนเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลมีนโยบายทั้งทางด้านการรณรงค์ให้มีการประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น 
 
 สนช. ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ริเริ่มและในการสนับสนุนโครงการนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกไปแล้วหลายโครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกิดจากความเชื่อมโยงระหว่างสามหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และสนช. โดยจะส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการ และ สนช. จะทำหน้าที่เป็นผู้ร่วมรังสรรค์ให้เกิดการลงทุนสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งโครงการ กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 2 กิโลวัตต์ ชนิดเสาเดี่ยวร่วม จัดเป็นหนึ่งในโครงการนวัตกรรมรายอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศ ด้านพลังงานสะอาด ซึ่ง สนช. ได้ให้การสนับสนุนด้านการเงินภายใต้โครงการ แปลงเทคโนโลยีเป็นทุน ในวงเงินไม่เกิน 708,000 บาท จากมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 1,208,000 บาท ให้กับบริษัท พระพายเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เพื่อใช้ในการพัฒนากังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 2 กิโลวัตต์ ชนิดเสาเดี่ยวร่วม ซึ่งได้ออกแบบใบกังหันที่เหมาะสมกับความเร็วลมต่ำในประเทศไทย รวมถึงออกแบบชุดหมุนส่ายหาลม ชุดหางกังหัน ชุดเพลาส่งกำลังและระบบเบรกพร้อมชุดผ่อนแรง (absorber) อีกทั้งสามารถลดต้นทุนในการผลิตและการติดตั้งเสา ค่าขนส่งและใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อย ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่ดีต่อแนวทางการดำเนินงานในการพัฒนาผลงานวิจัย ให้เห็นภาพเชิงรูปธรรมต่อโครงการอีกจำนวนมากจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ต่อไปในอนาคต 
 
 ในระยะเวลาที่ผ่านมา สนช. ได้ดำเนินการร่วมกับ มทร. ธัญบุรีในการร่วมเป็นเครือข่ายด้านวิชาการให้กับผู้ประกอบการธุรกิจนวัตกรรมไปแล้ว 4 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการแผ่นป้ายอะคริลิคประหยัดพลังงาน 2) โครงการเครื่องผลิตไฟฟ้าและน้ำมันจากขยะพลาสติกและขยะอุตสาหกรรม 3) โครงการหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ T5 นาโน ไร้ฝุ่น และ 4) โครงการสารสกัดจากสะเดาคุณภาพสูง รวมมูลค่าการสนับสนุนจำนวน 4,750,000 บาท ก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุน 51,098,000 บาท ดร. ศุภชัย กล่าว 
 
 รองศาสตราจารย์ ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีได้มุ่งเน้นในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้าและวิจัย เพื่อพัฒนาให้เกิดผลงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพ และสามารถนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง โดยโครงการ กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 2 กิโลวัตต์ชนิดเสาเดี่ยวร่วม นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการในการสร้างธุรกิจใหม่บนฐานความรู้ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ให้บริการวิชาการนี้กับบริษัท พระพายเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยได้รับค่าตอบแทนในการให้บริการวิชาการเป็นวงเงิน 200,000 บาท เพื่อร่วมกันพัฒนาต้นแบบกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า ขนาด 2 กิโลวัตต์ ชนิดเสาเดี่ยวร่วม แบบความเร็วลมต่ำ ความเร็วลมที่ต้องการ 2.5 3 เมตรต่อวินาที ซึ่งเป็นแบบที่มีความเหมาะสมกับความเร็วลมในประเทศไทย โดยผลงานดังกล่าวเป็นของดร. วิรชัย โรยนรินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มพลังงานทดแทน 
 
 ด้านนายสัญชัย อาจสามารถ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พระพายเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กล่าวว่า กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาด 2 กิโลวัตต์ชนิดเสาเดี่ยวร่วมที่ผลิตขึ้นนี้มีจุดมุ่งหมายหลักคือ ต้องการสร้างต้นแบบและใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมอย่างเหมาะสมด้วยการใช้เสาเดียวกันต่อหัวกังหันลม 2 ชุดทำให้สามารถลดการใช้เสาและวัสดุเหล็ก อีกทั้งยังสามารถทำงานได้ต่อเนื่องหากชุดใดต้องการซ่อมบำรุงหรือดูแลรักษา 
 
 นอกจากนี้ ยังสามารถออกแบบใบกังหันให้เหมาะสมกับความเร็วลมเฉลี่ยของประเทศไทยหรือประเทศในแถบร้อนที่มีความเร็วลมเฉลี่ยอยู่แค่เพียง 3-4 เมตรต่อวินาทีเท่านั้น โดยผลงานดังกล่าวเป็นการต่อยอดและประยุกต์จากเครื่องต้นแบบเดิมของทางทีมวิจัยศูนย์วิจัยพลังงานลม น้ำ และแสงอาทิตย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 
 

ทีเอ็มซีจัดอบรม นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในอุตสาหกรรมยาและสมุนไพร

June 20, 2009

 ทีเอ็มซี - ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) จัดโครงการอบรมเสริมสร้างความรู้และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในอุตสาหกรรมยาและสมุนไพร ระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน 2552 ณ ห้องวีนัส ชั้น 3 โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และเป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพกำลังคนระดับกลางและระดับสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและ วิศวกรรมเพื่อสร้างฐานการผลิตกำลังคนที่มีประสิทธิภาพและปัญหาที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม 
 
 ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมอบรมโดยมีค่าลงทะเบียนเพียงท่านละ 2,000 บาท ท่านผู้สนใจเข้าอบรมสามรถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 สนใจสามารถเข้าดูรายละเอียดได้ที่ http://www.learn.in.th/training หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ 02-564-7000 ต่อ 1422 
 

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!