เอกชนห่วงแผนไทยเข้มแข็ง 2555 ล้มเหลว อาจต้องพึ่งไอเอ็มเอฟ
June 20, 2009
ผู้ประกอบการยอมรับ ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น พร้อมประเมินแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 หากล้มเหลว ไม่สามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ อาจต้องหันไปพึ่ง “ไอเอ็มเอฟ” อีกครั้ง
นายศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ผู้ประกอบธุรกิจศิริวัฒน์แซนด์วิช กล่าวถึง การเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบธุรกิจในขณะนี้ โดยยอมรับว่า ตอนนี้ ธุรกิจต่างๆ เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น จากการเข้มงวดของสถาบันการเงิน ซึ่งมีประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ส่งผลทำให้มีสภาพคล่องเหลือในระบบของสถาบันการเงินสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท และการตัดสินใจกู้เงินในประเทศ เพื่อชดเชยเงินคงคลังของรัฐบาลจะทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง
อย่างไรก็ตาม การกู้เงินเพื่อชดเชยเงินคงคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 นั้น หากไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ ตามแผนภายในปี 2555 จะส่งผลต่อหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ให้ขยายตัวมากขึ้นจากร้อยละ 40-50 ต่อจีดีพี เป็นร้อยละ 60-70 ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประเทศไทย อาจต้องมีการพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อีกครั้ง
นอกจากนี้ นายศิริวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า การกู้เงินของรัฐบาลในขณะนี้ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องที่จำเป็นและไม่สามารหลีกเลี่ยงได้ของรัฐบาลไทย

เบรกแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มาร์ค ห่วงผูกขาดสูบกำไรเมินสังคม
June 20, 2009
นายกรัฐมนตรี ยืนยัน รัฐบาลไม่เร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจในช่วงนี้ เพราะภาวะตลาดยังไม่เหมาะสมให้ดำเนินการ ขณะที่กิจการที่มีความพร้อม ยังมีลักษณะผูกขาด หากเร่งแปรรูปประชาชนจะไม่ได้รับผลประโยชน์ เพราะมุ่งแต่กำไร ไม่เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ วานนี้ ในหัวข้อ การแก้วิกฤตและการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ให้กับนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับ สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยระบุว่า บทบาทของตลาดทุนในประเทศไทยยังเป็นสิ่งที่ประชาชนมีความรู้เข้าใจค่อนข้างน้อย และมีบางสิ่งที่อาจเป็นภาพที่คนส่วนใหญ่คิดไม่ออกว่า เกี่ยวกับตัวเองอย่างไร
ผมเคยหารือกับผู้บริหารจากสหรัฐฯ เรื่องเศรษฐกิจ มีประเด็นเรื่องของธนาคารที่ไม่ปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเขาบอกว่า แหล่งทุนสำคัญไม่ได้อยู่ที่ธนาคาร ซึ่งตรงข้ามกับเราและภูมิภาคเอเซียที่เวลาระบบสถาบันการเงินมีปัญหา ก็จะเกิดวิกฤตเหมือนรอบที่แล้ว ดังนั้น ถ้าเราไม่พึ่งระบบธนาคารมากเกินไป ก็คงจะไม่เกิดวิกฤตมากขนาดนั้น
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยระบุว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจและภาวะตลาดโดยทั่วไป ขณะนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะสามารถดำเนินการได้ ส่วนรัฐวิสาหกิจที่พร้อมจะนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่ก็ยังมีลักษณะผูกขาดอยู่ ดังนั้น เมื่อมีการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว ก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนรวมถึงเศรษฐกิจโดยรวม
หากจะนำรัฐวิสาหกิจเข้าจดทะเบียนในอนาคต จำเป็นที่จะต้องมีการจัดโครงสร้างการแข่งขันให้ดี เพื่อให้ธุรกิจของรัฐวิสาหกิจมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับธุรกิจแบบเดียวกันในตลาด ซึ่งแม้จะทำให้รัฐวิสาหกิจมีมูลค่าลดลงเมื่อนำเข้ามาจดทะเบียน แต่ก็มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ
ด้าน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลท.กล่าวว่า ตนเองเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรี เพราะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ เราจะต้องสร้างความพร้อมของการแข่งขันให้เกิดขึ้นก่อน อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า รัฐวิสาหกิจบางแห่งอาจทำได้ไม่ง่ายนัก โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค แต่ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่บริการพื้นฐาน เช่น ธุรกิจคมนาคม ก็ยังน่าจะมีโอกาสอยู่
สำหรับประเด็นการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์นั้น โดยส่วนตัวไม่สนับสนุนให้เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันตลาดหลักทรัยพ์ยังมีทุนที่เพียงพอในการทำธุรกิจอยู่ และจากการที่ตลาดหลักทรัพย์ดำเนินกิจการมานาน ทำให้ไม่มีใครเป็นคู่แข่ง จึงเสมือนว่า ตลาดหลักทรัพย์เป็นผู้ผูกขาดในตลาดนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นห่วงว่าหากมีการแปรรูปเกิดขึ้นจะทำให้ตลาดหลักทรัพย์มุ่งแต่แสวงหากำไร จนละเลยการพัฒนาในส่วนอื่นๆ ที่เคยทำ เช่น ด้านการศึกษา

บอร์ดJASให้ใช้เงิน615ล้านซื้อหุ้นคืน กำหนดราคาที่0.44บ.เริ่ม3-13ก.ค.นี้
June 20, 2009
จัสมิน เตรียมเงิน 615 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนระหว่าง 3 ถึง 13 กรกฎาคม 2552 จำนวนไม่เกิน 1,397,727,272 หุ้น หรือ 16.79% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยจะเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป ในราคา 0.44 บาทต่อหุ้น
นายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ( JAS ) แจ้งมติที่ประชุมมติคณะกรรมการบริษัท เมื่อ วันที่ 17 มิถุนายน 2552 ว่าบอร์ดอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงิน โดยเสนอซื้อคืนจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป
โดย ณ สิ้น 31 มีนาคม 2552 บริษัทมีกำไรสะสม 616 ล้านบาท และหนี้สินที่ถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่จะซื้อหุ้นคืนเท่ากับ 36 ล้านบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาเงินสดคงเหลือของบริษัทฯ ณ ปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,038 ล้านบาท เทียบกับภาระหนี้ เงินต้นและดอกเบี้ยที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 6 เดือน (ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม-พฤศจิกายน) จำนวน 36 ล้านบาท จะเห็นว่า บริษัทฯ ยังคงมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการชำระหนี้ที่จะถึงกำหนดดังกล่าว
สำหรับวงเงินที่ใช้ในการซื้อคืนไม่เกิน 615 ล้านบาท ส่วนจำนวนผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อย (Free float) ณ วันปิดสมุดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 เท่ากับ 4,060,199,607 หุ้น หรือ 48.78 % ของทุนชำระแล้วของบริษัทการซื้อหุ้นคืนดังกล่าวเพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพิ่มอัตราผลตอบแทนให้แก่ส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) รวมถึงเพิ่มอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เป็นการส่งสัญญาณแก่ผู้ลงทุนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทฯ
โดยจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 1,397,727,272 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 16.79 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด กำหนดระยะเวลาจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2553 ( ภายหลัง 6 เดือนนับแต่การซื้อหุ้นคืนเสร็จสิ้นแต่ต้องไม่เกิน 3 ปี ) การที่บริษัทฯ กำหนดระยะเวลาจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนไม่ถึง 3 ปี เนื่องจากบริษัทฯ ต้องการให้โครงการซื้อหุ้นคืนเสร็จสิ้นโดยเร็ว ซึ่งเมื่อพ้นกำหนดนั้นแล้วบริษัทฯ จะลดทุนที่ชำระแล้วโดยวิธีตัดหุ้นจดทะเบียนที่ซื้อคืนและยังมิได้จำหน่ายทั้งหมด ตามกฎระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป และกำหนดระยะเวลาที่จะซื้อหุ้นคืน ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2552 ถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2552
สำหรับเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไปในราคา 0.44 บาท ต่อหุ้น (ต้องเป็นราคาเดียวกัน) โดยผู้แสดงเจตนาขายมีภาระค่าธรรมเนียมในการเสนอขายในอัตรา 0.25% ของราคาเสนอซื้อ และภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7 % ของค่าธรรมเนียมในการเสนอขาย ดังนั้น ราคาสุทธิที่ผู้เสนอขายจะได้รับเท่ากับ 0.438823 บาทต่อหุ้น ส่วนวิธีการกำหนดราคาหุ้นที่จะซื้อคืน โดยให้นำราคาหุ้นเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันก่อนวันที่บริษัทจะทำการเปิดเผยข้อมูลมาเปรียบเทียบด้วย ซึ่ง (1) ราคาที่จะเสนอซื้อหุ้นคืนจะต้องไม่สูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาหุ้นสามัญของบริษัทฯ เฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันก่อนวันประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2552 ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับหุ้นละ 0.39 บาท (บวกหรือลบ 0.04 บาท) และ
( 2) ราคาที่จะเสนอซื้อคืนนั้นต้องอยู่ในช่วง 0.35-0.45 บาทต่อหุ้น จากการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ใน 1) และ 2) ที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 4/2552 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 ได้มีมติกำหนดราคาที่จะเสนอซื้อหุ้นคืนเท่ากับ 0.40 บาทต่อหุ้น อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2552 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2552 ได้มีมติกำหนดราคาที่จะเสนอซื้อหุ้นคืนเท่ากับ 0.44 บาทต่อหุ้น

ยอดภาษีสรรพสามิตวูบ15% หวังงบไทยเข้มแข็งดันรายได้
June 20, 2009
รมช.คลังคาดรายได้สรรพสามิตปีนี้วูบ 15% ตามผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ยังหวังราคาน้ำมันพุ่งดันยอดจัดเก็บกระเตื้อง ส่วนภาษีจากเหล้าบุหรี่มีทิศทางดีหลังงบไทยเข้มแข็งอัดฉีดเข้าสู่ระบบ
น.พ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีงบประมาณ 52 คาดว่าจะจัดเก็บได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 3.22 แสนล้านบาท ประมาณ 10-15% หรือต่ำกว่าเป้าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้จัดเก็บภาษีได้ลดลง โดยรายได้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบนี้ หรือต.ค. 51-พ.ค.52 ติดลบ 15-17%
อย่างไรก็ตามขณะนี้ยอดรายได้ของเดือนที่ผ่านมาเริ่มปรับขึ้นมาใกล้เคียงเป้า เนื่องจากราคาน้ำมันปรับขึ้นซึ่งอาจส่งผลให้รายได้ทั้งปีของกรมสรรพสามิตปรับตัวดีขึ้นบ้าง อีกทั้งอยู่ระหว่างรอรายได้ที่เกิดจากการปรับภาษีสรรพสามิตเหล้า บุหรี่ว่าจะส่งผลต่อการจัดเก็บในปีงบ 52 อย่างไร
นอกจากนี้ หลังพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงกู้เงินฉุกเฉินมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ก็จะเงินลงในระบบเศรษฐกิจ การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนจะตามมา คาดจะทำให้การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงอาจจะช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง
น.พ.พฤฒิชัย กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา สรรพสามิตภาคที่ 7 สามารถจับกุมสุราชุมชนหนีภาษีในจังหวัดนครปฐมและราชบุรีได้ โดยของกลางเป็นสุราชุมชุมชนเถื่อน และแสตมป์สุราปลอม รวมมูลค่ากว่า 4.3 ล้านบาท หลังจากสืบทราบมาว่ามีการลักลอบผลิตสุราชุมชนโดยมิได้เสียภาษีสรรพสามิต จากการตรวจค้นพบของกลางเป็นสุรากลั่นชุมชนชนิด 30 และ 40 ดีกรี จำนวน 49,943 ขวด รวมน้ำสุรา 29,026.875 ลิตร และแสตมป์สุรากลั่นชุมชนปลอม ชนิด 30 และ 40 ดีกรี ขนาด 0.625 ลิตร จำนวน 3,500 ดวง คิดเป็นมูลค่าภาษีสุรา 1.17 ล้านบาท มูลค่าสินค้าสุรา 2.19 ล้านบาท เงินค่าปรับ 4.34 ล้านบาท ทั้งนี้ได้ส่งผู้ต้องหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากนโยบายของกระทรวงการคลังที่ได้เร่งรัดให้กรมสรรพสามิตปราบปรามบุหรี่ สุราและน้ำมันเถื่อน ที่อาจจะมีการลักลอบนำเข้า หลังจากรัฐบาลประกาศให้มีการขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิต นางสิรินุช พิศลยบุตร อธิบดีกรมสรรพสามิต จึงได้สั่งการให้สำนักงานสรรพสามิต ทั่วประเทศคุมเข้มด้านการป้องกัน และเร่งรัดปราบปรามสินค้าสรรพสามิตหนีภาษีอย่างจริงจัง หากทราบเบาะแสการกระทำความผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต สามารถแจ้งโดยตรงได้ที่กรมสรรพสามิต หรือสำนักงานสรรพสามิตทุกแห่งทั่วประเทศ หรือที่ศูนย์ประสานงานกรมสรรพสามิต hotline 1713 หรือที่ www.excise.go.th หรือแจ้งที่ ตู้ ป.ณ.10 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300

20รายแห่เสนอตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล ไอเอ็นจีผุดกองทุนฯหมื่นล.เจรจาซื้อ
June 20, 2009
ก.อุตฯจับมือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไอเอ็นจี หนุนตั้งกองทุนลงทุนในกิจการไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหมื่นล้านบาท วางเป้า 3 ปีผลิตไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ลงนามร่วมมือกับผู้ประกอบการ 20 ราย กองทุนไอเอ็นจีเผยรายแรกที่จะซื้อกิจการไฟฟ้าจากแกลบที่จ.อยุธยามูลค่า 700-800 ล้านบาท
นางพรรณี จารุสมบัติ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.)ร่วมมือศึกษากับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไอเอ็นจี (ประเทศไทย) หรือING FUNDS ศึกษาการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุนและบริหารและจัดการอุตสาหกรรมไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน มูลค่า 10,000 ล้านบาท วางเป้าลงทุน 3 ปี ผลิตไฟฟ้า100 เมกะวัตต์ ลงนาม 20 รายทั่วประเทศมูลค่า 2,000 ล้านบาท
โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิค
ปัจจุบันแนวทางการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเป็นที่สนใจของกลุ่มผู้ประกอบการอุตสาหกรรม กลุ่มสหกรณ์การเกษตร และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในท้องถิ่นต่าง ๆ จากทั่วประเทศส่งผลให้มีการลงนามแสดงเจตจำนงร่วมมือกับกองทุน ในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดย่อม กำลังผลิตรายละประมาณ 1 เมกะวัตต์ จำนวน 20 รายทั่วประเทศ คิดเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 2,000 ล้านบาท
ซึ่งผลจากการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กระจายอยู่ทั่วประเทศครั้งนี้จะเป็นการนำร่องให้เกิดโครงการในพื้นที่อื่น ๆ ตามมา
นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไอเอ็นจีกล่าวว่า กองทุนที่จะนำร่องก่อนคาดว่าจะเป็นรูปแบบลักษณะกองทุนอสังหาริมทรัพย์คือการเข้าไปซื้อกิจการโรงไฟฟ้ามูลค่าประมาณ 700-900 ล้านบาทที่คาดว่าจะเจรจาสำเร็จภายในก.ย.นี้รายแรกจาก 20 รายที่ลงนามครั้งนี้ โดยเป็นโรงไฟฟ้าจากแกลบที่จังหวัดอยุธยา ขนาดกำลังผลิต 9.9 เมกะวัตต์ต่อปี
ลักษณะกองทุนฯก็กำลังดูอยู่อาจจะเป็นรูปแบบกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรืออินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์ ซึ่งจะต้องดูกติกาของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือก.ล.ต.เป็นสำคัญ โดยกองทุนฯเป็นการระดมทุนจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ ประชาชนทั่วไป นายมาริษกล่าว
สำหรับผลตอบแทนการลงทุนหากเป็นกรณีการซื้อกิจการจะสูงกว่าจะอยู่ประมาณ 9-10% แต่ทั้งนี้จะเป็นการซื้อหรือร่วมทุนอย่างไรนั้นอยู่ที่การเจรจากับผู้ขายเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามกรณีที่กองทุนเข้ามาลงทุนในกิจการไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเนื่องจากเห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีผลตอบแทนสูงและเป็นทิศทางของโลก
นายพงษ์ศักดิ์ เลี้ยงศิริ กรรมการบริษัทเพาเวอร์ พอสเพ็ค จำกัด กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับกองทุนไอเอ็นจีในการขายโรงไฟฟ้าให้แต่ยังคงการบริหารไว้เหมือนเดิมแต่จะขาย 100% หรือไม่อยู่ในขั้นตอนเจรจา ลงทุนประมาณ 700-800 ล้านบาทซึ่งคาดว่าโรงงานจะสร้างเสร็จเดือนก.ย.นี้โดยมีขนาด 9.9 เมกะวัตต์ต่อปีใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงผลิต
บริษัทมีธุรกิจโรงสีข้าวอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาในเรื่องวัตถุดิบประกอบกับเครื่องจักรเองก็สามารถใช้เศษไม้ผลิตได้จึงมีความยืดหยุ่นในเรื่องของเชื้อเพลิง และเรากำลังมีแผนที่จะก่อสร้างโรงที่ 2 บริเวณเดียวกันคือที่จ.อยุธยาขนาดเท่ากับโรงแรก ซึ่งไฟฟ้าเราขายให้กับการไฟฟ้าสว่นภูมิภาค(กฟภ.) นายพงษ์ศักดิ์กล่าว

ศก.ชะลอ-การบริโภคหดตัวต่อเนื่อง กระทบอสังหาฯ ซบเซา
June 20, 2009
นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ระบุ ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ ยังทรงตัวจากการบริโภคภาคประชาชนที่ลดลงต่อเนื่อง หลังขาดสภาพคล่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เชื่อว่าจะเห็นสัญญานดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้
นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการลดการผลิตถึงร้อยละ 50 ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยปิดกิจการไปหลายราย จากการขาดสภาพคล่อง เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมทั้งความพร้อมของผู้บริโภคที่ลดลง ทำให้สมาคมฯคาดการณ์ว่าภาพรวมธุรกิจภาคอสังริมทรัพย์ของไทยในปีนี้ น่าจะเติบโตแบบทรงตัวใกล้เคียงกับปีก่อน โดยมียอดขายประมาณ 72,000 หน่วย ทั้งนี้มองว่าภาวะดังกล่าวน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว และน่าจะเห็นสัญญานที่ดีขึ้นในช่วงสิ้นปีนี้
นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ภาคเอกชน ต้องการเห็นเสถียรภาพทางการเมือง เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งหากสถานการณ์ทางการเมืองเป็นปกติ เชื่อว่าภาคธุรกิจจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

เอไอเอส วิ่งซบแบงก์ใหญ่หนุนสินเชื่อหมื่น ล.ชิงใบอนุญาต 3จี
June 20, 2009
เอไอเอส พล่านเจรจา 5 แบงก์ใหญ่ ขอเปิดวงเงินกู้หมื่นล้าน เตรียมความพร้อมช่วงขาลง ไม่หวั่นไร้แบ็กอัพทางการเมืองคุมกะลาหัว ยันโดดลงสนามประมูลใบอนุญาต 3G ของ กทช.แน่ แค่รอความชัดเจนเท่านั้น งัดแผนเด็ดรับมือการใช้นัมเบอร์พอร์ต เพื่อรักษาสถานเจ้าพ่อมือถือรายใหญ่ของไทย ไม่หวั่นลูกค้าไหลออก
นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC (เอไอเอส) เปิดเผยว่า บริษัทมีความพร้อมในการลงทุนในระบบเทคโนโลยี 3G โดยขณะนี้ได้เจรจากับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง เพื่อขอเปิดวงเงินกู้เตรียมไว้ประมาณหมื่นล้านบาท ที่จะใช้รองรับการประมูลใบอนุญาตจากคณะกรรมการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)
พร้อมกันนี้ เอไอเอส ก็จะมีการลงทุนประมาณ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเตรียมระบบไว้รองรับการใช้นัมเบอร์พอร์ต (การคงสิทธิเลขหมายเดิม) ซึ่งทางผู้ให้บริการทั้ง 3 รายพร้อมจะทำตามนโยบายของทางการมานานแล้ว รอเพียงความชัดเจนเท่านั้น
ทั้งนี้ เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ที่สุดของไทย ไม่กังวลว่า เมื่อรัฐบาลประกาศใช้นโยบายดังกล่าวแล้ว จะทำให้มีลูกค้าไหลออก เพราะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา โดยเชื่อว่าจะมีลูกค้าไหลเข้ามาด้วยซ้ำไป อีกทั้งบริษัทจะมีการทำโปรโมชั่นเพื่อดึงลูกค้าเอาไว้ด้วย

ใบโพธิ์ฟันธงค่าบาทแข็งแตะ 33 ผวาสหรัฐฯ ปั๊มดอลลาร์ท่วมตลาดโลก
June 20, 2009
ธ.ไทยพาณิชย์ คาดค่าเงินบาทสิ้นปีนี้ มีโอกาสแข็งค่าแตะ 33 บาท/ดอลลาร์ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ปั๊มเงินดอลลาร์อัดใส่ตลาดการเงิน
นายชาตรี โสตางกูร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทในปัจจุบันจนถึงสิ้นปีนี้จะทรงตัวอยู่ในระดับที่ 34 บาทต่อดอลลาร์ รวมทั้งมีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปถึง 33 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มมั่นใจและกล้าลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้การถือครองเงินดอลลาร์ที่ขณะนี้เหมือนไม่ใช่สินทรัพย์เสี่ยงมีสัดส่วนลดลง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อัดฉีดเงินเข้าระบบจำนวนมาก
อย่างไรก็ดี ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยมีทิศทางแข็งค่าขึ้นได้ในอนาคต รวมทั้งยังมีความต้องการเก็งกำไรค่าเงินบาทอยู่ทำให้ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่า ทั้งนี้ เชื่อว่า คงจะไม่มีโอกาสที่ค่าเงินบาทปีนี้อ่อนค่าไปอยู่ที่ 37-38 บาทต่อดอลลาร์ อย่างแน่นอน

ธปท.เตือนแบงก์รับมือโจรไซเบอร์เจาะเน็ตปล้นข้ามโลก
June 20, 2009
ธปท.เตือนแบงก์พาณิชย์ ดูแลธุรกรรมการเงินใกล้ชิดขึ้น ผวาโจรไซเบอร์ปล้นข้ามโลก ใช้เทคโนโลยียุคใหม่โจรกรรมเงินผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีระบบเครื่องถอนเงินอัตโมติ (เอทีเอ็ม) มีปัญหาล่มบ่อยมากในระยะหลังนี้ โดยมองว่า การล่มของระบบดังกล่าวเป็นช่วงเวลาปลายเดือน ซึ่งจะมีการทำธุรกรรมจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้ระบบเอทีเอ็มเกิดการผิดพลาดบ้าง ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้มีปัญหามากนัก
สำหรับกรณีมีการโจรกรรมผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อขโมยสินทรัพย์ของลูกค้าที่ทำธุรกรรมระบบอินเทอร์เน็ตของธนาคารนั้น นายสรสิทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมิชฉาชีพมีเทคนิคและเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งทางธนาคารต่างๆ ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น รวมทั้งมีการตรวจสอบภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว เช่น เว็บไซต์ของสถาบันการเงินที่มีการปลอมแปลงเว็บไซต์เกิดขึ้นทำให้ผู้ทำธุรกรรมเกิดการเข้าใจผิด ทางธนาคารต้องมีการเข้าไปตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวอย่างรวดเร็ว

กสิกรฯ ชี้หวัดใหญ่ 2009 ทำ GDP ปี 52 ลดลง 0.1-0.3%
June 20, 2009
กสิกรฯ ชี้ หวัดใหญ่ 2009 ทำ GDP ปี 52 ลดลง 0.1-0.3% ระบุ ท่องเที่ยวรับผลกระทบมากสุด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2552 ลดลง 0.1-0.3% จากที่คาดไว้ว่า ทั้งปี GDP จะติดลบราว 3.5-6.0% โดยธุรกิจท่องเที่ยว ค้าปลีก และบันเทิง ได้รับผลกระทบมากน้อยตามลำดับ
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นหลังจากที่ผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้วในช่วงไตรมาส 1 ปี 2552 ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหดตัวถึง 7.1% แต่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่แพร่กระจายในประเทศอย่างรวดเร็ว แต่ไม่น่าจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเหมือนในกรณีโรคซาร์ส
อย่างไรก็ดี การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ดังกล่าว อาจสร้างผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในการดำเนินชีวิตและการจับจ่ายใช้สอย เช่น ในด้านสันทนาการและการท่องเที่ยว เพราะอาจสร้างความกังวลต่อประชาชนที่พยายามหลีกเลี่ยง หรือลดการทำกิจกรรมในสถานที่ปิด หรือสถานที่มีผู้คนแออัด พลุกพล่าน โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก คือ การท่องเที่ยว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เชื่อว่า นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ส่วนหนึ่งอาจหลีกเลี่ยงการเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากกังวลต่อโอกาสการติดเชื้อ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน ซึ่งมีกรณีที่ติดเชื้อหลังจากมาท่องเที่ยวที่พัทยา ส่วนนักท่องเที่ยวคนไทยที่กังวลต่อการแพร่ระบาดของโรคอาจหลีกเลี่ยงการเดินทางในระยะนี้ ส่วนธุรกิจค้าปลีกอาจกระทบยอดขายของห้างสรรพสินค้า และโมเดิร์นเทรด โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิง ธุรกิจบริการโดยสารสาธารณะ และกิจกรรมอื่นๆ ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด พลุกพล่าน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ผลกระทบดังกล่าวจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมมูลค่าประมาณ 9,000-28,000 ล้านบาท โดย 65% เป็นความสูญเสียที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งอาจมีผลทำให้เศรษฐกิจปี 2552 ลดลง 0.1-0.3% จากที่เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะหดตัวที่ 3.5%
โดยการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2552 ลดลงประมาณ 0.2-0.3% จากที่คาดว่าเศรษฐกิจอาจหดตัวที่ 5.6% และส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ปี 2552 ลดลงประมาณ 0.2-0.9% จากที่คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวที่ 4%
ทั้งนี้ ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังคงมีความเสี่ยงที่อาจจะรุนแรงกว่าการประเมิน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและยาวนานของการระบาดของโรค แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจะยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่ยังคาดว่าจะหดตัว 3.5-6.0% ซึ่งเป็นกรอบที่น่าจะสามารถรองรับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ในขั้นรุนแรงได้
พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนะให้ภาครัฐควรเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใส รวมทั้งมีมาตรการรณรงค์สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนในการป้องกันการติดต่อของโรค เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคให้ได้เร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและชาวต่างชาติต่อแนวทางปฏิบัติ และมาตรการรับมือของประเทศไทย




