วรพงษ์ สั่งตำรวจทุกโรงพักใช้ มธุรสวาจา กับประชาชน!

June 20, 2009

 

 

ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีคำสั่งให้ บก.น.1-9 กำชับให้พนักงานสอบสวนปรับปรุงเกี่ยวกับการใช้กิริยาวาจาให้เหมาะสมกับประชาชนที่ไปติดต่อราชการบนโรงพักทุกโรงพักทั่วกรุง หลังจาก กต.ตร.ท้วงติงมา รวมทั้งให้กวดขันการประพฤติปฏิบัติที่ไม่ชอบของผู้ใต้บังคับบัญชามิให้ออกนอกลู่นอกทางอย่างเคร่งครัด 
 
 
 
 วันนี้ (19 มิ.ย.) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. มีหนังสือแจ้งไปยัง บก.น.1-9 ถึงผลการประชุม กต.ตร.กทม.ครั้งที่ 2/2552 เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิบัติงาน การบริหารงานตำรวจของ บช.น. และให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิบัติงานของ กต.ตร.สน.เพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุม กต.ตร.กทม. จึงให้ บก.น. 1-9 สั่งการให้ ผกก.สน.ประสานงานกับประธาน กต.ตร.สน.เพื่อทราบข้อเสนอแนะและนำเข้าที่ประชุม กต.ตร.สน.เพื่อทราบและพิจารณาดำเนินการ รวมถึงหน่วยอื่นๆ ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 
 
 1.การให้บริการของพนักงานสอบสวนควรมีการปรับปรุงเกี่ยวกับการใช้กิริยาวาจาให้เหมาะสม รวมถึงการปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงประสิทธิภาพในการนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 
 
 2.การกวดขัน กำกับดูแลพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้บังคับบัญชาควรดูแลพฤติกรรมของผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เพื่อมิให้มีการประพฤติปฏิบัติโดยมิชอบ 
 
 3.การให้บริการนักท่องเที่ยวในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชาวต่างชาติมาแจ้งความร้องทุกข์ที่ สน. เจ้าหน้าที่ตำรวจควรให้ความสนใจให้บริการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เช่น ใช้ความพยายามติดตามจับกุมคนร้ายและทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายคืนมาให้ได้ นอกจากนี้ ควรจัดให้มีผู้มีความรู้ด้านภาษาเป็นล่าม โดยอาจฝึกอบรมด้านภาษาให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจใน สน.ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก หรือการจัดหาบุคคลภายนอกที่มีความรู้ด้านภาษาไว้เป็นอาสาสมัคร 
 
 4.การมีส่วนร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจกับชุมชน สน.ต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับชุมชน สร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุทชนและให้ความสำคัญกับการรับแจ้งเบาะแสจากชุมชน แล้วดำเนินการอย่างจริงจัง รวมถึงรักษาความลับเพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้ง 5.ในระดับ บก.ผู้บังคับบัญชาของ บก.น.1-9 ควรมีความส่วนร่วมในงาน กต.ตร.สน.เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 
 
 ทั้งนี้ ให้แต่ละ บก.รายงานผลการดำเนินการ 1-5 ในภาพรวมของ บก.ให้ บช.น.ทราบภายใน 30 มิ.ย.เพื่อรวบรวมรายงานให้ กต.ตร.กทม.ทราบ จึงแจ้งมาเพื่อทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 

 

ตร.ฝึกสุนัขพันธุ์ใหญ่ช่วยจับโจร ดาราดังแห่ร่วมแจมเพียบ

June 20, 2009

     

 

 

 

นครบาลเปิดโครงการสุนัขประชาอาสา (PK-9) ฝึกสุนัขพันธุ์ใหญ่ “ลาบาดอร์-ลอร์ดไลเลอร์-อัลเซเชี่ยน” จากผู้สนใจส่งร่วมฝึกทำตามคำสั่งสามารถปราบอาชญากรรมสะกดรอยตามจับคนร้าย ดมกลิ่นหายาเสพติดได้ ดาราตลกชื่อดังนำสุนัขร่วมฝึกเพียบ 
 
 
 วันนี้(20 มิ.ย.) ที่กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ได้เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดโครงการ สุนัขประชาอาสา (PK-9) โดยมี พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผบก.ตปพ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ตปพ. ให้การต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีประชาชนผู้สนใจเดินทางมาร่วมโครงการพร้อมกับนำสุนัขมาเข้ารับการฝึกเป็นจำนวนมาก 
 
 พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ กล่าวว่า โครงการนี้มีชื่อว่า โครงการ สุนัขประชาอาสา (PK-9) จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนนำสุนัขที่เลี้ยงไว้มาเข้ารับการฝึกที่ บก.ตปพ. ซึ่งหลังจากการฝึกจะนำสุนัขที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเข้าร่วมปฏิบัติงานจริงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การฝึกครั้งนี้จะฝึกให้สุนัขสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้อย่างถูกต้อง เช่น นั่ง หมอบ คอย ยืน หรือเรียกให้เข้ามาหา เพื่อที่จะให้สุนัขคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเดินเท้า สามารถสะกดรอยตามคนร้าย หาตัวคนร้ายที่หลบซ่อน ตลอดจนค้นหาคนพลัดหลงและค้นหาบุคคล หรือศพที่ถูกซุกซ่อนอยู่ และสิ่งสำคัญคือการฝึกให้ดมกลิ่นหายาเสพติด 
 
 พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับสุนัขที่เข้าในร่วมโครงการนี้มีด้วยกันหลายสายพันธุ์และมีตั้งแต่พันธุ์เล็กไปจนถึงพันธ์ใหญ่ ซึ่งเกณฑ์การคัดเลือกจะเลือกเฉพาะสุนัขพันธุ์ใหญ่เท่านั้น เช่น ลาบาดอร์ ลอร์ดไลเลอร์ อัลเซเชี่ยน ส่วนสุนัขพันธ์เล็กก็จะฝึกให้เป็นสายตรวจเช่นกันแต่จะมีลักษณะคล้ายกับตำรวจบ้าน คือไม่ลงพื้นที่มากนัก เพื่อให้ประชาชนที่พามาได้เห็นว่าสุนัขของตนก็มีส่วนร่วม สำหรับระยะเวลาในการฝึกจะฝึกทั้งหมด 3 เดือน โดยใน 1 เดือนแรกจะฝึกขั้นพื้นฐานก่อนพัฒนาไปจนถึงขั้นที่สามารถปฏิบัติงานได้ 
 
 จากการสอบถามประชาชนที่เข้าร่วมงาน กล่าวว่า ทราบข่าวโครงการสุนัขอาสา จากทางทีวี ซึ่งเห็นว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจและอยากให้สัตว์เลี้ยงของตนเองมีส่วนร่วม จึงพาสุนัขมาเข้ารับการฝึกในวันนี้ หากสุนัขผ่านการคัดเลือกคงรู้สึกดีใจมาก แต่หากไม่ผ่านการคัดเลือกก็จะนำกลับมาฝึกหัดเองที่บ้านต่อ เนื่องจากพอจะได้รับความรู้มาบ้างแล้ว และหากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้สุนัขตนมาช่วยงานในราชการก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ 
 
 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการนี้มีนักแสดง รวมถึงตลกชื่อดังต่างพากันนำสุนัขเข้ามาร่วมรับการฝึกอบรมในครั้งนี้ด้วย อาทิ เจี๊ยบ เชิญยิ้ม ระหว่างที่เจ้าหน้าที่จะทำการฝึกสุนัขก็มีสุนัขที่มารอรับการฝึก จำนวนมากบางตัวเห็นหน้ากันก็กระโจนเข้าหากันทันที ทางเจ้าของจึงต้องพยายามห้ามปรามแต่ก็ไม่มีใครถูกกัดได้รับบาดเจ็บหรือมีสุนัขด้วยกันเองได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด 

 

ดีเอสไอเตรียมยกสำนักคดีอาญาพิเศษสอบโครงการปลูกต้นตะกู

June 20, 2009

 

 

ดีเอสไอ เตรียมยกสำนักคดีอาญาพิเศษ กระจายลงพื้นที่สอบโครงการปลูกต้นตะกู เหตุมีผู้เสียหายถึง 31 จังหวัด พร้อมประสานขอข้อมูลโครงการจากเกษตรอำเภอทุกจังหวัด 
 
 วันนี้ (20 มิ.ย.)ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีชาวบ้านจังหวัด มหาสารคาม อุดรธานี หนองคาย และ ขอนแก่น ร้องต่อดีเอสไอให้ตรวจสอบบริษัทยูนิโก้ จำกัดที่หลอกให้ลงทุนปลูกต้นตะกู ซึ่งเป็นไม้เศรษฐกิจชนิดใหม่โดยระบุจะซื้อคืนเมื่อโตเต็มที่แล้วในราคาสูง แต่กลับถูกบ่ายเบี่ยงอ้างบริษัทขาดสภาพคล่อง ทำให้มีชาวบ้านหลงเชื่อกว่า 20,000 ราย แต่ละรายต้องสูญเงินลงทุนไปรายละไม่ต่ำกว่า 4-10 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท ว่า หลังจากที่รับเรื่องร้องเรียนได้ทําเรื่องเสนอต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อเรียกประชุมวางแผนแบ่งหน้าที่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย ทั้ง 31 จังหวัด ซึ่งอาจต้องใช้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอทั้งสํานักคดีอาญาพิเศษลงพื้นที่หาข้อมูล เนื่องจากเกิดความเสียหายขึ้นในหลายจังหวัด ส่วนการตรวจสอบข้อมูลโครงการนั้น ทางดีเอสไอจะประสานกับเกษตรอําเภอในแต่ละจังหวัดด้วย เพื่อขอข้อมูลความเป็นมาของโครงการและผู้ดูแลโครงการนี้ 
 
 พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของบริษัทเอกชนที่เป็นตัวกลางเชิญชวนให้ชาวบ้านมาร่วมปลูกไม้ตะกู เบื้องต้นพบว่าบริษัทดังกล่าวได้เข้ามาเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกต้นตะกู โดยอ้างว่าเป็นไม้เศรษฐกิจ โตเร็ว รายได้ดี ชาวบ้านจึงหลงเชื่อ และเข้าร่วมเป็นสมาชิกจํานวนมาก หลังจากเข้าเป็นสมาชิกแล้วชาวบ้านแต่ละรายได้ลงทุนปรับที่ดิน สวน ไร่ นา ไปกว่า 100,000 ไร่ พร้อมกับพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อรองรับการปลูกต้นตะกู โดยเงินลงทุนในการพัฒนาพื้นที่นั้นทางกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนฯได้เป็นผู้จ่ายล่วงหน้าให้กับชาวบ้านไปแล้ว แต่เมื่อครบกำหนดต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับชาวบ้านผู้ลงทุนตามสัญญา บริษัทกลับไม่จ่ายเงินให้กับกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนฯโดยอ้างว่าบริษัทขาดสภาพคล่องทางการเงิน 
 
 รายงานข่าวระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังของบริษัท ยูนิโก้ จำกัด พบว่ามีการจัดทําโครงการไปแล้ว 3 โครงการ คือ 1.โครงการมายช๊อพ ศูนย์ธุรกิจและร้านค้าชุมชน ประจําตําบล 2.โครงการสวนป่าชุมชนครบวงจร ร่วมกับกรมป่าไม้ ในการจัดสรรที่ดินให้กับสมาชิกที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และ 3.โครงการอุตสาหกรรมการเกษตร เพื่อแปรรูปผลิตผลการเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมาชิก ซึ่งโครงการเหล่านี้ดีเอสไอ จะตรวจสอบด้วยว่ามีการดําเนินการไปแล้ 

 

รวบแก๊งไต้หวันตระเวนกดบัตรเครดิตฉกเงินตู้เอทีเอ็ม!

June 20, 2009

 

 

ตร.ปากน้ำรวบยกแก๊งไต้หวันเข้าประเทศรูปแบบนักท่องเที่ยว แล้วไปรับบัตรเครดิตจากเอเยนต์แฮกข้อมูลบัตรก่อนนำไปตระเวนกระจายกันกดเงินตามตู้ ATM พอได้เงินมาจะโอนไปยังแก๊งในต่างประเทศ เสียหายกว่า 10 ล้านบาท 
 
 วานนี้ (19 มิ.ย.) ที่ห้องประชุม สภ.บางปู อ.เมืองสมุทรปราการ พล.ต.ต.ชิษณุพงศ์ ยุกตะทัต ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ภวัต พรมมะกฤต รอง ผบก. พ.ต.อ.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย ผกก.สภ.สมุทจปราการ พ.ต.ท.วิชิต บุญชินวุฒิกุล รอง ผกก.( ป ) พ.ต.ท.พิสุทธิ์ จันทร์สุวรรณ รอง ผกก.( สส ) พ.ต.ต.วัชระ ชัยเพ็ชร์ สว.สป. พ.ต.ต.ธรรศกร ก้อนทอง สว.สส. ร.ต.ท.ตุลชัย สมใจ รอง สว.สป. ร่วมกันแถลงผลการจับกุมแก๊งบัตรเครดิตชาวไต้หวัน ที่นำบัตรเครดิตต่างชาติมาทำการรูดเงินสดไทยจำนวนหลายล้านบาท 
 
 ผู้ต้องหาประกอบไปด้วย นาย Wo Po-Cheng อายุ 32 ปี นาย Jhang Jing-Sian อายุ 35 ปี นาย Lu Chun-I อายุ 49 ปี และ นาย Chao Tzu-Chung อายุ 32 ปี พร้อมของกลาง บัตรเดบิตของธนาคาร Agrecultural bank of Chinaในประเทศจีนจำนวน 63 ใบ บัตรเดบิต ธนาคาร China Construction bank จำนวน 58 ใบ เงินสดจำนวน 360,000 บาท โทรศัพท์มือถือจำนวน 9 เครื่อง หนังสือเดินทางจำนวน 3 ฉบับ โดยมีคณะทำงานจากชมรมป้องกันและป้องกันการทุจริตบัตรเครดิต และตัวแทนฝ่ายปราบปรามการทุจริตบัตรเครดิต จากธนาคารหลายแห่งในประเทศไทยร่วมตรวจสอบ 
 
 พล.ต.ต.ชิษณุพงศ์ เปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.บางปู ได้รับแจ้งว่ามีการยักยอกเงินจากบัญชีธนาคารผ่านตู้ ATM ในพื้นที่จำนวนหลายครั้งจึงมีการกำชับเฝ้าสืบสวนอย่างต่อเนื่องหลังได้รับเบาะแสสำคัญว่ากลุ่มแก๊งคนร้ายที่ก่อเหตุ คาดว่าเป็นชาวต่างชาติลักษณะเป็นคนจีนแอบลักลอบเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ จนกระทั่งในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ ได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มชาวจีน สัญชาติไต้หวัน ได้นั่งรถตู้ โตโยต้า ทะเบียน ฮจ 6483 กทม. ของ บ.พิ้งก์ออร์คิด ทัวร์ กำลังจอดรถเข้าไปกดเงินในตู้เอทีเอ็ม ปั้มน้ำมัน ถ.พุทธรักษา ม.5 ต.แพรกษาใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ จึงได้นำกำลังเข้าตรวจสอบก่อนจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 คนได้ขณะกำลังใช้บัตรเดบิตของกลางกดเงินผ่านตู้ ATM ของธนาคารกรุงเทพ และนครหลวง ได้ควบคุมตัวพร้อมของกลางสอบปากคำผ่านล่าม พร้อมประสานคณะทำงานจากชมรมป้องกันปราบปรามการทุจริตบัตรเครดิต เข้าตรวจสอบบัตรที่ใช้ก่อเหตุ ก่อนกำลังเจ้าหน้าที่อีกชุด เข้าตรวจค้นห้องพักภายในอาคารนัมเบอร์วันอาพารต์เมนต์ ตึก 1 ย่าน ม.รามคำแหง-บางนา พบของกลางบัตรเครดิตดังกล่าวอีกจำนวนมากและเงินสดจำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบัตรดังกล่าวเป็นบัตรที่มีเจ้าของเป็นชาวจีนและชาวไต้หวัน 
 
 พ.ต.อ.สามารถ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบว่าบัตรเดบิตของกลางนั้นเป็นบัตรที่ถูกขโมยมา ซึ่งพฤติกรรมของคนร้ายกลุ่มนี้จะทำเป็นขบวนการ โดยเดินทางเข้าประเทศลักษณะของนักท่องเที่ยว ก่อนไปรับบัตรเดบิตดังกล่าวจากเอเยนต์ หรือหัวหน้าขบวนการ พร้อมทั้งแฮกข้อมูลบัตรก่อนนำไปตระเวนกดเงินตามตู้ ATM พอได้เงินมาแล้วก็จะโอนไปยังกลุ่มแก๊งหรือขบวนการในต่างประเทศ ทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างมหาศาลคาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท เบื้องต้นแจ้งข้อกล่าวหา มีบัตรเครดิตของผู้อื่นและนำมาใช้โดยมีชอบ ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย ชั้นสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ 

 

ตร.ยัน คาร์ราดีน ไม่ได้ถูกกะเทยฆ่า-สัปดาห์หน้ารู้ผลตรวจสิ่งเสพติด

June 20, 2009

 

 

ตำรวจที่รับผิดชอบคดีการเสียชีวิต เดวิด คาร์ราดีน ดารานักแสดงดังชาวสหรัฐ โต้เพื่อนผู้กำกับ-อดีตเอฟบีไอสันนิษฐานผ่านสื่อว่าดาราดังถูกกะเทยขายบริการทางเพศฆาตกรรมอำพราง ชี้กล้องวงจรปิดยันก่อนตายเข้าห้องคนเดียว ผลตรวจศพ หลักฐานรู้ผลชัดเจนในสัปดาห์หน้า 
 
 จากรณีที่นายเดวิด วินเทอร์ ผู้กำกับเพื่อนสนิทของนายเดวิด คาร์ราดีน ดารานักแสดงแนวกังฟูชาวสหรัฐรวมถึงนายเท็ด แกนเดอร์สัน อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อว่า กะเทยขายบริการทางเพศเป็นคนลงมือฆาตกรรมโหดคาร์ราดีนตายคาห้องพักโรงแรมหรูในกรุงเทพฯ จากนั้นจัดฉากให้ดูเหมือนว่าผูกคอฆ่าตัวตายเอง จึงอยากดูเทปจากกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่เกิดเหตุมาก เพราะสงสัยว่าอาจมีการตัดต่ออำพราง 
 
 วันนี้(20 มิ.ย.) พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบก.น. 5 กล่าวถึงข้อสันนิษฐานขออดีตเอฟบีไอและเพื่อนผู้กำกับนายเดวิด คาราดีน ว่า ข่าวสารที่ได้รับมาจากสื่ออาจต้องกลั่นกรองให้ละเอียด เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยได้ตรวจสอบพยานแวดล้อมที่อยู่ใน และใกล้เคียงบริเวณที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่บริเวณลิฟต์หน้าห้องพักของผู้ตาย ก็ปรากฏชัดเจนว่าคืนวันเกิดเหตุผู้ตายเดินเข้าห้องคนเดียว ไม่ได้พาบุคคลใดเข้าไปในห้องด้วย ส่วนรอยเท้าที่พบบนเตียงนอนของผู้ตายต้องรอผลการพิสูจน์จากฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งผลดังกล่าวคาดว่าน่าจะรายงานได้พร้อมกับผลการพิสูจน์ศพการเสียชีวิตภายในอาทิตย์หน้า 
 
 ด้าน พ.ต.อ.สมประสงค์ เย็นท้วม ผกก.สน.ลุมพินี กล่าวว่า ตนไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดๆได้เนื่องจากว่าเกี่ยวข้องกับสำนวนคดี ซึ่งถ้าหากเปิดเผยข้อมูลต่างๆได้คงพูดไปนานแล้ว และหากมีการอ้างถึงข้อมูลดังกล่าวก็ให้ไปถามข้อมูลกับแหล่งข่าวคนนั้นเพราะตนเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ 
 
 พ.ต.อ.สมประสงค์ กล่าวอีกว่า ทางทีมแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยืนยันว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะทราบผลการตรวจพิสูจน์หาสารเสพติด และแอลกอฮอลล์ในร่างกายของนายเดวิด คาราดีน รวมทั้งจะสามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้อย่างแน่นอน ส่วนผลการตรวจสอบที่เกิดเหตุของเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเกี่ยวกับรายละเอียดในห้องพัก จะมีความชัดเจนสัปดาห์หน้าเช่นกัน สำหรับกระแสข่าวแพทย์นิติเวช จากสหรัฐอเมริกา และเจ้าหน้าที่เอฟบีไอจะประสานขอข้อมูลสำนวนคดีนั้น ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดติดต่อมา 

 

“ผู้ลี้ภัย” เหยื่อ “แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ” ปัญหาที่รอการเยียวยา

June 20, 2009

 

 

ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นปัจจุบัน มีจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากชาวต่างชาติ ที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการก่ออาชญากรรมในรูปแบบของ การลักวิ่ง ชิงปล้น รวมถึงการก่ออาชกรรมในรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมาย 
 
 
 การไหลทะลักเข้ามาของชาวต่างชาติทีมาอาศัยแผ่นดินประเทศไทยนั้น มีทั้งการเข้ามาในรูปแบบของผู้ลี้ภัย หรือกระทั่งการหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งมีทั้งการหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเข้ามาใช้ แรงงานต่างชาติ และกลุ่มผู้ลี้ที่หนีภัยจากสงครามและภัยอื่น ๆ โดยได้รับการรับรองสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัยจากองค์กรระหว่างประเทศ 
 
 และผู้ที่ลี้ภัยและหลบหนีเข้าเมืองเหล่านี้มักจะตกเป็นเหยื่อของ แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติ แม้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ เนื่องจากปัญหาการค้ามนุษย์ทวีความรุนแรงและแพร่กระจายสู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย และยังมีการสร้างช่องทางสำหรับสร้างความรู้ความเข้าใจถึงภัยของการค้ามนุษย์ และสร้างการมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ 
 
 แต่ “ขบวนการค้ามนุษย์” เหล่านี้ได้กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และทวีความรุนแรงขึ้น เพราะเกิดจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้เกิดสภาวะไร้พรมแดนทั้งทางความคิด การติดต่อสื่อสาร บวกกับความก้าวหน้าด้านเส้นทางคมนาคมและเทคโนโลยี ปัญหาความยากจน รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ เช่น การขาดโอกาสทางการศึกษาและการฝึกอบรมอาชีพ การเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ปริมาณความต้องการในการใช้บริการทางเพศ 
 
 ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิชาการเพื่อสังเกตการณ์และวิจัยความสุขชุมชน หรือศูนย์วิจัยความสุขชุมชน (Academic Network for Community Happiness Observation and Research, ANCHOR) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย เอแบคเรียลไทม์โพลล์ พบว่าปัญหาที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ลี้ภัย ถ้ารัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศไม่มีนโยบายผู้ลี้ภัยที่ดีพอ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.3 ระบุตกเป็นเหยื่อพ่อค้ากินหัวคิว ขายแรงงานต่างชาติ รองลงมาคือ ร้อยละ 88.3 ระบุขายบริการทางเพศ ร้อยละ 86.0 ระบุถูกล่วงละเมิดทางเพศ ร้อยละ 84.9 ถูกนำไปเป็นขอทาน ร้อยละ 84.2 ขายยาเสพติด ร้อยละ 82.6 ก่ออาชญากรรม ร้อยละ 67.9 ขายอาวุธสงคราม และร้อยละ 58.4 ขายอวัยวะของร่างกาย 
 
 ขณะที่ ความเข้าใจของคนไทยต่อ กลุ่มผู้ลี้ภัย พบว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจต่อกลุ่มผู้ลี้ภัยที่ถูกต้องชัดเจน โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.6 ยังคงเข้าใจว่า กลุ่มผู้ลี้ภัยคือกลุ่มคนที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไป ในขณะที่เพียงร้อยละ 22.2 เท่านั้นที่เข้าใจว่ากลุ่มผู้ลี้ภัยคือกลุ่มคนที่หนีภัยจากสงครามและภัยอื่นๆ โดยได้รับการรับรองสถานภาพเป็นผู้ลี้ภัยจากองค์กรระหว่างประเทศ 
 
 เมื่อถามถึงบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น สมาคมอาเซียน และสหประชาชาติ ในการดูแลผู้ลี้ภัยในประเทศไทย พบว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต้องการให้สมาคมอาเซียน และสหประชาชาติเข้ามาดูแลสิทธิต่าง ๆ ของกลุ่มผู้ลี้ภัยดังนี้ คนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.0 และร้อยละ 71.9 ต้องการให้สมาคมอาเซียนและสหประชาชาติเข้ามาดูแลสิทธิในการรักษาพยาบาลของกลุ่มผู้ลี้ภัย ร้อยละ 60.2 และร้อยละ 67.4 ต้องการให้สมาคมอาเซียนและสหประชาชาติเข้ามาดูแลสิทธิด้านการศึกษา ร้อยละ 59.6 และร้อยละ 64.2 ต้องการให้สมาคมอาเซียนและสหประชาชาติเข้ามาดูแลเสรีภาพในการเดินทางของผู้ลี้ภัย ร้อยละ 59.1 และร้อยละ 60.1 ต้องการให้สมาคมอาเซียนและสหประชาชาติดูแลสิทธิด้านการประกอบอาชีพของกลุ่มผู้ลี้ภัย ร้อยละ 57.8 และร้อยละ 61.0 ต้องการให้สมาคมอาเซียนและสหประชาชาติดูแลเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร้อยละ 57.7 และร้อยละ 62.5 ต้องการให้สมาคมอาเซียนและสหประชาชาติดูแลด้านที่พักอาศัย และร้อยละ 63.0 และร้อยละ 67.1 ต้องการให้สมาคมอาเซียนและสหประชาชาติดูแลด้านอาหารของกลุ่มผู้ลี้ภัย 
 
 นอกจากนี้ สิ่งที่คนไทยอยากให้หน่วยงานระดับนานาชาติรณรงค์ให้กลุ่มผู้ลี้ภัยทำอะไรเพื่อสังคมไทยและคนไทย ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.7 อยากให้ผู้ลี้ภัยทำกิจกรรมแสดงความสำนึกต่อบุญคุณของแผ่นดินไทย และร้อยละ 92.7 เช่นกันระบุอยากให้เผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ร้อยละ 89.1 ให้ผู้ลี้ภัยในค่ายทำกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ให้กับชุมชนรอบข้าง ร้อยละ 87.3 ให้ผู้ลี้ภัยในประเทศที่สามกลับมาช่วยพัฒนาประเทศไทยและประเทศบ้านเกิดของพวกเขา ร้อยละ 85.0 ให้ผู้ลี้ภัยจัดตั้งกลุ่มต่อต้านปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมทุกรูปแบบให้หมดไปจากสังคมไทย ร้อยละ 81.9 ให้ผู้ลี้ภัยที่ศึกษาจบจากประเทศที่สาม กลับมาช่วยพัฒนาประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และร้อยละ 74.6 ให้ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทย 
 
 ปัญหาที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ลี้ภัย ถ้ารัฐบาลและองค์กรระหว่างประเทศไม่มีนโยบายผู้ลี้ภัยที่ดีพอ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.3 ระบุตกเป็นเหยื่อพ่อค้ากินหัวคิว ขายแรงงานต่างชาติ รองลงมาคือ ร้อยละ 88.3 ระบุขายบริการทางเพศ ร้อยละ 86.0 ระบุถูกล่วงละเมิดทางเพศ ร้อยละ 84.9 ถูกนำไปเป็นขอทาน ร้อยละ 84.2 ขายยาเสพติด ร้อยละ 82.6 ก่ออาชญากรรม ร้อยละ 67.9 ขายอาวุธสงคราม และร้อยละ 58.4 ขายอวัยวะของร่างกาย ตามลำดับ 
 
 ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ของรัฐบาลไทย สมาคมอาเซียน และสหประชาชาติ ยังไม่ดีเพียงพอเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์แก้ปัญหากลุ่มผู้ลี้ภัย โดยพบว่า ร้อยละ 74.8 ร้อยละ 76.5 และร้อยละ 74.4 ที่คิดว่า รัฐบาลไทย สมาคมอาเซียน และสหประชาชาติ ตามลำดับ ยังไม่มีนโยบายและยุทธศาสตร์แก้ปัญหาผู้ลี้ภัยที่ดีเพียงพอ โดยผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.6 เห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะหยิบยกประเด็นปัญหาผู้ลี้ภัยเข้าสู่การประชุมอาเซียนเป็นวาระหลักในครั้งต่อไป 
 
 ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า เกือบ 60 ปีแล้วที่รัฐบาลไทยยังไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ส่งผลให้กลุ่มผู้ลี้ภัยในประเทศไทยไม่ได้รับสิทธิของความเป็นมนุษย์หลายประการ เช่น สิทธิการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถให้เป็นคนที่มีคุณภาพทำประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น สิทธิในการเข้าถึงระบบการบริการสุขภาพที่ดี และสิทธิการทำงานหาเลี้ยงชีพ เป็นต้น ตรงกันข้าม กลุ่มคนหลบหนีเข้าเมืองที่ผิดกฎหมายในประเทศไทยกลับได้รับสิทธิต่างๆ มากกว่า จนทำให้กลุ่มผู้ลี้ภัยหนีออกไปนอกค่ายและตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ สร้างปัญหาที่รุนแรงต่อประชาชนคนไทยและเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ 
 
 ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขที่ค้นพบจากการวิจัยครั้งนี้คือ รัฐบาลไทยควรร่วมกับสมาคมอาเซียนและสหประชาชาติหยิบยกประเด็นผู้ลี้ภัยเป็นวาระหลักในการประชุมอาเซียนครั้งต่อไป เพื่อกำหนดเป็นนโยบายและยุทธศาสตร์แก้ปัญหาผู้ลี้ภัยที่ครบวงจรเยียวยาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและพัฒนาศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถร่วมเสริมสร้างสันติวิธีพัฒนาประเทศไทยเพื่อประชาชนคนไทยและประชาคมอาเซียนในภูมิภาคนี้ได้ต่อไป” ดร.นพดล 
 
 ปัญหาที่เกิดขึ้นถือได้ว่าเป็นปัญหระดับชาติ ที่ต้องรอการแก้ไขจากทุกฝ่าย เพื่อให้ปัญหาที่เกิดขึ้นทุเลาเบาบางลง หรือ ไม่ให้เกิขึ้นเลยจากการหากินระหว่างมนุษย์ กับมนุษย์ด้วยกัน 

 

งมหาผลงานผ่านคอมเม้นต์ข่าวเด็ด กับ “พัชรวาท” ในวัยใกล้เกษียณ

June 20, 2009

                 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

00…ไล่เคาะทุกแสดงความคิดเห็นในรอบสัปดาห์นี้ โฟกัสไปที่ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ผบ.ตร. ซึ่งต้องนับถอยหลังรอดูผลงานเด่น ที่เหลืออายุราชการเพียง 3 เดือน ก็ต้องเปิดหมวกอำลาตำแหน่งเกษียณอายุราชการในปลายเดือนกันยายน นี้แล้ว….สะกิดนิด สะแกะ สะเกาหน่อย….ตรวจเช็กหน้าข่าวอาชญากรรม…สอยข้อความทีเด็ด….ที่ประชาชนเข้ามาโพสต์ท้ายข่าว…กับพาดหัว…สั่งตำรวจรายงานตรง เทพเทือก ไม่ต้องผ่าน ผบ.ตร.! เนื้อหาบอกถึงกรณี “พัชรวาท” สั่งการให้ระดับ รอง ผบ.ตร.ลงไปให้รายงานเรื่องสำคัญ งานคดีที่น่าสนใจให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทราบโดยตรงในทันที เพื่อ “เทพเทือก” จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการกำกับดูแลงาน สตช.และเป็นข้อมูลตอบข้อซักถามในที่ประชุมสภา เบื้องต้นรายงานเรื่องสำคัญไปแล้วกว่า 17 เรื่อง อาทิ คดีลอบยิงนายสนธิ คดี พธม.-นปช. เป็นต้น โดยให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เมื่อ “พัชรวาท” ถูกหักแข้งขา มือตีนซะขนาดนี้ ยุทธการกดดันลดบทบาทก่อนเกษียณอายุราชการหรือเปล่า…ไปติดตามหัวข้อแสดงความคิดเห็นดูว่า……จะต้องลุ้นผลงาน….หรือประชาชนเชื่อมือ ผบ.ตร. คนนี้แค่ไหน……… 
 
 “ผบ.ตร.ช่วงนี้งานว่างก็ไปหาหญ้าทานดิ” 
 
 ”สั่งตำรวจรายงานตรง”เทพเทือก”ไม่ต้องผ่านผบ.ตร.! แล้วจะจ้างทำไม” 
 
 ”จะเอาอะไรก็เอาไป ขอกรูนั่งเป็นผบ.ตร.จนเกษียณก็พอ” 
 
 ”ด่ามันไปก็เท่านั้นครับ คนมันหน้าด้านครับ แก่เกินจะเอาไปทำอะไรแล้วให้มันปลดเกษียณไปเถอะครับ ผมขอสาปส่งมันไปที่ชอบที่ชอบเลยไอ้ ผบ.ตร. คนนี้” 
 
 ”อนาจใจจริง ๆๆ ประเทศไทย ยามนี้พูดถึง ทหาร พูดถึงตำรวจ พูดถึงนักการเมืองมีแต่คนรุมกัน ด่าๆๆๆๆๆๆๆๆ มานเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย” 
 
 ”แล้วท่านพัชรวาทจะอยู่กินเงินเดือนที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของประชาขนต่อไปทำไม??? ไม่อายตัวเองบ้างหรือไร เมื่อไหร่นักการเมืองขึ้ขลาด และข้าราชการตำรวจเลว ๆจะหมดไปซะที สงสารประเทศไทย” 
 
 00…ท่องไปกับโลกไร้พรมแดน ตามกระแสไอที ที่ทันสมัยพัฒนางานต่อไปไม่หยุดนิ่ง เมื่อมีเหตุก่ออาชญากรรมขึ้น ณ ที่ใด ทีมข่าวอาชญากรรม เว็บ WWW.MANAGER.CO.TH จะนำมาเสนอให้ทราบอย่างทันต่อเหตุการณ์ ลองช่วยกันวิเคราะห์เนื้อหาข่าวพาดหัว…ตามคาด! เด้ง 5 เสือห้วยขวางเซ่นเอฟเอ็มสตรีท -แถเป็นบ่อนวิ่ง!……รายละเอียดของข่าวแจ้งไว้ว่า….พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. สั่งโยกย้าย 5 นายตำรวจสน.ห้วยขวาง พ.ต.อ.อนุรักษ์ นาคพนม ผกก.สน.ห้วยขวาง….พ.ต.ท.วาสุเทพ คงกล่อม รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง…..พ.ต.ต.พยงค์ เอี่ยมสกุล สวป.สน.ห้วยขวาง….พ.ต.ต.ภูเมศ อั้งสุวรรณกูล สว.สส.สน.ห้วยขวาง และ…พ.ต.ต.ศานติ กรเกษม สว.สป.สน.ห้วยขวางให้ไปช่วยราชการ บก.อก.บช.น. 30 วันมีผลทันที เหตุปล่อยให้ท้องที่มีการลักลอบเล่นการพนันบาคาร่า และไพ่ป๊อก 8 ป๊อก 9 ภายใน อาคารเอฟเอ็มสตรีท เลขที่ 49/20/21/22 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงและเขตห้วยขวาง ซึ่งตำรวจ ปดส. สนธิกำลังกับตำรวจห้วยขวาง เข้าจับกุมได้ทั้งหมด 155 คน เป็นชาย 67 คน และหญิง 88 คน ….มันน่าจะจริง….ตามคำแสดงความคิดเห็นที่ประชาชนมองกัน…หรือว่าตำรวจถูกใส่ร้าย……กลั่นแกล้ง…… มองกันให้เสมอภาคและเป็นธรรมแล้ว แต่ละท่านก็ใช้วิจารณญานไตร่ตรองข้อมูลที่ได้รับรู้ และแสดงความคิดเห็นเข้ามาว่า……. 
 
 ”สน.นี้ รีดไถ อันดับหนึ่งในใจเลยยังจำไม่เคยลืมเลือน…..ชาตินี้ขออย่าเจอะอย่าเจอ” 
 
 “เด้งแหกตาประชาชน ลูกเล่นแบบนี้เลิกเถอะคนเค้าเอือมจะตายอ่าอยู่แล้ว” 
 
 ”น่าจะไล่ออกจากราชการนะไอ้พวกตำรวจเลวๆตำรวจดีๆ มีอีกเยอะครับพี่น้อง” 
 
 ”บ่อนที่เล่นเปิดเผยที่เตาปูนไม่มาจับละคะ” 
 
 ”ใครๆ ก็รู้ ห้วยขวาง….สน. เล็กติ๊ดนึง แต่…………เป็น 1 ใน สน. ที่แหล่งรายได้มหาศาลอาบ อบ นวด ผับ เธค สถานบันเทิงมากมายขอให้ 5 เสือโดนย้ายเพราะปล่อยปละละเลยจริงไม่ใช่ย้ายเพราะ 5 เสือนี้คนละพวกบางอย่างมาไม่ถึง ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยต้องจัดพวกตัวเองไปลง” 
 
 00…สร้างผลงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ตกกระแสที่ทุ่มงบโปรโมทชุดจู่โจมเคลื่อนที่เร็ว ที่ดึง หม่ำ จ๊กมก โก๊ะตี๋ มาเป็นพรีเซนเตอร์ กับพาดหัว…..ปะ-ฉะ-ดะ โชว์จับ 2 วายร้ายกระโจน สน.หนี อ้างขอหยิบบัตร ปชช……เนื้อในของข่าวบอกว่า…. ตำรวจ สน.ดุสิต ร่วมกับชุดจู่โจมเคลื่อนที่เร็ว ปะ ฉะ ดะ จับ 2 ผู้ต้องหา คือ นายพุฒิพงศ์ วรรณานิคม อายุ 33 ปี และนายสุรเชษฐ์ บุญพูล ในคดีค้างเก่าทำร้ายร่างกายขณะถูกควบคุมตัวมาสอบปากคำที่ สน.ดุสิต ผู้ต้องหาใช้อุบายอ้างว่าลืมบัตรประชาชนขอเดินไปหยิบหน่อย…จังหวะนั้นเอง ก็ฉวยโอกาสกระโดดจากชั้น 2 ของสน.หลบหนีไป อีกคนอาศัยช่วงชุลมุนวิ่งหนีตามกันไป แต่ไปไม่รอดตำรวจวิ่งตามไล่จับได้ทัน …..ประชาชนเข้ามาอ่านข่าวนี้ได้แสดงความคิดเห็นเพียงสั้น ๆ ว่า……. 
 
 “สุดยอดครับท่านไม่เสียแรงที่ใช้ภาษีประชาชนมาตั้งหน่วย” 
 
 
 “…ทำได้แค่จับ…โจรกระจอก…แถมยังปล่อยให้หนีอีกต่างหาก…เวรจริงๆๆๆ” 
 
 00…มาต่อกันที่พาดหัว……งามหน้า! ตร.ตุ๋นโปลิศ อ้างเป็นหลาน ผบ.ตร.หลอกติดดาวหัวละ 3-4 แสน รายละเอียดเนื้อหาข่าวบอกว่า…บก.น.1 จับด.ต.ชัยวิชิต หิตายะ อายุ 46 ปี ผบ.หมู่เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ดินแดง ตั้งแก๊งต้มตุ๋นตำรวจด้วยกันเอง โดยแอบอ้างตัวเป็นหลานชายพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.หลอกเงินเหยื่อที่เป็นตำรวจจบปริญญาตรี ด้านกฎหมาย และพลเรือน หัวละ 4 แสน…ว่าสามารถช่วยให้เป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้ มีคนหลงเชื่อเกือบ 100 ราย สูญเงินกว่า 30 ล้าน…..ประชาชนคอมเม้นต์โพสต์สะท้อนความคิดเห็น ประณามการทำงานตำรวจกันอย่างไรบ้าง ไปติดตาม…….. 
 
 “ตำรวจ ไทย มันทำได้ทุกอย่าง..ยกเว้น….ทำดี” 
 
 “เดนสวะสังคมจริงๆ” 
 
 “มีอะไรที่ใหม่และแปลกกว่านี้มั้ย? เกลียดตำรวจมากๆ” 
 
 ”…วงการนี้จริยธรรมเสื่อมทรามมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นน่ามองว่าเป็นผลกรรมขององค์กรมากกว่า “โปลิศไถตำรวจ” 
 
 ”เรากำลังถูกตำรวจทำให้รู้สึกว่าตำรวจเลวเป็นเรื่องปรกติไปแล้วมั้งครับ” 
 
 ”สมควรแล้ว พวกตำรวจหัวขวดหน้าโง่ เอ็งลงทุนเพื่อยศต่ำแหน่ง เพื่อเอ็งจะได้มีรีดไถประชาชน เลวมาก ไล่ออกให้หมด” 
 
 00…ประชาชนผู้เข้ามาอ่านข่าว ผ่านโลกอินเตอร์เน็ต….เสริตซ์หาข่าวสารบ้านเมือง…. เหตุการณ์ใกล้ตัว…บ้างก็ชี้แนะแสดงความคิดเห็นแถมท้ายข่าว..ติเพื่อก่อกับการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้หัวเรือใหญ่ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ผบ.ตร. ผู้ที่ไม่ค่อยอยากจะเป็นข่าวนักเท่าไหร่…. เหตุนี้เป็นเพราะผลงานไม่ปรากฎชัด….หรือเกรงสื่อจะถามคำถามจี้แทงใจดำ…..ที่นั่งเป็นผบ.ตร.อยู่นานสองนาน….ขอรบกวน (ต้องใช้คำว่ารบกวน จริง ๆๆ) ให้วาดลวดลาย ฝีมือปราบโจรผู้ร้าย กวาดล้างอาชญากรรมรูปแบบสากล ก่อนที่จะส่งไม้ต่อให้กับ ผบ.ตร.คนที่ 7 ???? ให้เด่นชัดโดยไม่ต้องควานหาผลงาน กับการที่แขวนทั่นไว้ในตำแหน่งสำคัญกับการปราบปรามผู้ร้าย หรือจะนั่งรอให้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2552 ที่ครบ 60 ปี เกษียณอายุราชการตำรวจพอดี หรือจะรอลุ้นใจจดจ่อว่าจะอยู่ถึงเกษียณหรือไม่…..ก็อย่าลืมพิทักษ์สันติราษฎร์ให้ประชาชนได้กล่าวขาน…..กับการบริหารงานอีกเพียง 3 เดือน….. ฝากผลงานไว้ให้จดจำไปจนชั่วลูกชั่วหลาน….ทีเถอะ!!! 
 
 

 

“โยโกะ” โร่แจ้งความร้อง ตร.ตามหาเครื่องเพชรครึ่งล้านหาย

June 20, 2009

   

 

 

“โยโกะ ทาคาโน่” ดารานางแบบสาวชื่อดัง วิ่งโร่ขึ้นโรงพักทองหล่อ แจ้งความทำเครื่องเพชรกว่าครึ่งล้านหาย เจ้าตัวมึน ไม่รู้ทำหล่นหายไว้ในรถ หรือ ทำหายเอง กลับไม่ติดใจว่ามีคนขโมยไป ตร.รับเรื่องส่งทีมสืบตามหาโรงรับจำนำ 
 
 วันนี้(19 มิ.ย.) เมื่อเวลา 20.45 น.ที่สน.ทองหล่อ น.ส.พิมพ์ภา ทาคาโน่ อายุ 34 ปี หรือ โยโกะ ทาคาโน่ ดารานางแบบสาวชื่อดัง อยู่บ้านเลขที่ 18 ซอยนวมินทร์ 74 แขวงและเขตคันนายาว กทม. เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.ศราวุธ เดชศรี พนักงานสอบสวน(สบ 2) สน.ทองหล่อ ว่า ทรัพย์สินจำพวกเครื่องประดับ ได้แก่ สร้อยข้อมือเพชร 1 เส้น กำไลเพชร 1 อัน ตุ้มหูเพชร 1 อัน จี้แพลตตินัม 1 อัน และแหวนแพล็ตตินัม 2 วง รวมมูลค่ากว่า 5 แสนบาท ได้สูญหายไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 
 
 โยโกะ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนได้เช่ารถเก๋งยี่ห้อแคมรี่ จากบริษัทรถเช่าแห่งหนึ่งย่าน ถ.เพชรบุรี เพื่อนำมาใช้ เนื่องจากรถของตนเองเสียเข้าอู่ซ่อม ระหว่างนั้นได้ย้ายของจากคอนโดมีเนียมย่านทองหล่อ ไปยังบ้านของตนย่านนวมินทร์ โดยเอาทรัพย์สินดังกล่าวใส่ในถุงผ้าสีชมพู ระหว่างนั้นยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ครั้งสุดท้ายเมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนได้เปิดกระเป๋าเอากุญแจรถก็ ยังพบทรัพย์สินดังกล่าวอยู่ ต่อมาช่วงเย็นได้นำรถไปคืนบริษัท กลับบ้าน กระทั่งรุ่งเช้าวันที่ 16 มิ.ย.พบว่าทรัพย์สินสูญหายไป 
 
 โดยปกติใส่เครื่องประดับดังกล่าวเป็นประจำ โดยจะใส่ไว้ในถุงผ้าใส่เครื่องประดับสีชมพู เก็บรวมกับสิ่งของอื่นในกระเป๋าถือ แต่ตนเองไม่แน่ใจว่าสูญหายไประหว่างรื้อค้นเอกสาร หรือทำร่วงหล่นไว้ในรถ ก่อนนำไปคืน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สอบถามไปยังบริษัทรถเช่าได้รับแจ้งว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบ ส่วนเรื่องที่ว่าสงสัยใครหรือไม่ ตนไม่ได้ติดใจ และไม่อยากปรักปรำใครนางแบบสาวกล่าว 
 
 ด้านพ.ต.ตศราวุธ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ขณะเดียวกันให้ โยโกะเ อารูปภาพทรัพย์สินที่สูญหายไป เท่าที่จะพอหาได้ เพื่อให้ฝ่ายสืบสวนเอาไปสืบหาตามโรงรับจำนำ เพื่อจะได้ติดตามคืนมาต่อไป 

 

ชาวอีสานร้องดีเอสไอถูกตุ๋นปลูกต้นตะกู เสียหายกว่าพันล้าน!

June 20, 2009

 

 

อดีตกำนันตำบลชัยพร บึงกาฬ จ.หนองคาย นําชาวบ้านกว่า 30 ร้องดีเอสไอ ถูกบริษัท ยูนิโก้ จำกัด หลอกให้ปลูกต้นตะกู รับปากจะซื้อคืนในราคาสูง ชาวบ้านปลูกจนโตกลับบ่ายเบี่ยงไม่รับซื้อ ทำให้เสียหายกว่าพันล้านบาท 
 
 วันนี้ (19 มิ.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชาวบ้านจากจังหวัดมหาสารคาม อุดรธานี หนองคาย และขอนแก่น กว่า 30 คน นำโดย นายเดชศักดา วงศ์สาแก้ว อายุ 55 ปี อดีตกำนันตำบลชัยพร อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย เดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผอ.สำนักคดีอาญาพิเศษ กรณีถูกหลอกลวงให้ลงทุนปลูกต้นตะกู ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ บางรายต้องสูญเงินไปเกือบ 10 ล้านบาท คาดความเสียหายไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท 
 
 นายเดชศักดา กล่าวว่า บริษัท ยูนิโก้ จํากัด ได้เชิญชวนชาวบ้านจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมเป็นสมาชิกในโครงการปลูกไม้ตะกู ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิก กว่า 8,000 คน โดยโครงการนี้ทางบริษัทได้ให้ชาวบ้านปลูกต้นตะกู ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ และเมื่อปลูกแล้วทางบริษัทรับปากว่าจะรับซื้อคืนไม้ทั้งหมดจากชาวบ้านในราคาสูง แต่เมื่อชาวบ้านปลูกไม้จนโตแล้วบริษัทกลับบ่ายเบี่ยงไม่รับซื้อคืน ทำให้ชาวบ้านที่ลงทุนไปกับโครงการนี้ถึงกับหมดตัว จากการนำเงินมาร่วมลงทุนไม่ต่ำกว่า 5-10 ล้านบาท คาดว่าความเสียหายครั้งนี้ไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท ชาวบ้านจึงรวมตัวมาขอความเป็นธรรมกับดีเอสไอให้เข้าตรวจสอบโครงการดังกล่าวว่าเป็นการหลอกลวงชาวบ้านหรือไม่ 
 
 พ.อ.ปิยะวัฒก์ กล่าวว่า มีชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการปลูกไม้ตะกูกว่า 20,000 คน ดีเอสไอจะตรวจสอบถึงที่มาของโครงการว่าบุคคลใดเป็นผู้รับดำเนินโครงการ รวมทั้งมีการสัญญาจะจ่ายผลตอบแทนอย่างไร โดยชาวบ้านบางรายลงทุนไป 4-10 ล้านบาท พอลงทุนปลูกไปแล้วกลับไม่มีการรับซื้อคืนทำให้ชาวบ้านต่างเดือดร้อน ต้องหาเงินมาใช้หนี้ที่กู้ยืมมาลงทุน ทั้งนี้ หากชุดสืบสวนดีเอสไอตรวจสอบ พบว่า เป็นการหลอกลวงฉ้อโกงประชาชน จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป 

 

จับ 3 เวรตะไล ดักปล้นมือถือตบทรัพย์เหยื่อเด็กรายละ 20 บาท!

June 20, 2009

 

 

ตำรวจสายสืบบางซื่อ ตามจับกุมแก๊งเด็กเวรตะไล พร้อมพวกรวม 3 คน ดักปล้นโทรศัพท์มือถือของกลุ่มเด็กที่เข้าไปเดินเล่น ออกกำลังกายภายในสวนวชิรเบญจทัศ หรือสวนรถไฟ ย่านจตุจักร โดยหัวหน้าแก๊งสวมสนับมือเคาะเหล็กราวสะพานเป็นการข่มขู่ให้เหยื่อส่งเงินให้รายละ 20 บาท 
 
 วันนี้ (19 มิ.ย.) ร.ต.ท.ศักดิ์ หมู่ธิมา รองสว.ชุดปฏิบัติการ ศทส.บช.น.รายงานเหตุคดีอุกฉกรรจ์ให้ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น.ทราบ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. พ.ต.ท.ศุภัทร ศุภเจริญ สว.สส.สน.บางซื่อ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน ร่วมกันจับกุม นายชรินทร์ธร อายุ18 ปี นายเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี และ ด.ช.บี (นามสมมติ) อายุ 13 ปี ร่วมกันก่อเหตุปล้นทรัพย์ กทม. ผู้เสียหายประกอบด้วย ด.ช.นก (นามสมติ) อายุ 14 ปี ด.ช.ธน (นามสมมติ) อายุ 14 ปี และ ด.ช.ธรพ (นามสมมติ) อายุ 13 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.เวลาประมาณ 16.30 น. ที่บริเวณสวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม. 
 
 ตามวันเวลาที่เกิดเหตุ ขณะที่ผู้เสียหายทั้ง 3 คนเดินอยู่ในสวนรถไฟ มีคนร้าย 3 คนเดินเข้ามาหากลุ่มผู้เสียหาย โดย ด.ช.เอ และ ด.ช.บี เดินมาดักหน้าสั่งให้หยุดและสั่งให้ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน โดยนายชนิทร์ธรซึ่งใส่สนับมือเคาะเหล็กราวสะพานเสียงดังข่มขู่ผู้เสียหายกับพวก ขณะนั้น ด.ช.กนก ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา ด.ช.บี จึงสั่งให้ส่งโทรศัพท์มือถือให้ เมื่อได้แล้วก็ปิดเครื่องทันที จากนั้นถามว่าใครมีเงิน 20 บาท โดยหันไปทาง ด.ช.ธนพจน์ และ ด.ช.นพัฒนธร ผู้เสียหายทั้งสองจึงหยิบเงินให้คนละ 20 บาท จากนั้นได้พุดจาข่มขู่ไม่ให้ไปบอกตำรวจ แล้วสั่งให้ผู้เสียหายทั้งสามเดินกลับไป 
 
 ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางซื่อ ได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่าทั้ง 3 คนเป็นกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุ จึงเชิญตัวมาทำการให้ปากคำที่ สน.บางซื่อ และนำตัวไปตรวจยึดโทรศัพท์ของกลางได้ที่ร้านเคโฟน ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว โดย พ.ต.ท.ธรรมภณ วงษ์จันทร์เพ็ญ พงส.(สบ 3) สน.บางซื่อ ได้ขอหมายจับดำเนินคดีต่อไปแล้ว 

 

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!