พม่าฮึดฟื้นฟูท่องเที่ยวหาดเบงกอล 1 ปีหลังพายุพัดถล่ม
June 20, 2009
ภาพจาก Flickr.com หาดเงวซอง (Ngwe Saung) ทางตะวันตกของพม่า ในเวลาเที่ยงวันที่คลื่นลมสงบ หาดทรายขวาทอดยาวไปตามชายฝั่งทะเลเบงกอล ที่นี่ไม่ได้รับความเสียหายจากพายุนาร์กิสโดยตรง แต่นักท่องเที่ยวขวัญผวา ทุกฝ่ายกำลังพยายามฟื้นฟูให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ASTVผู้จัดการรายวัน– ธุรกิจโรงแรมกับรีสอร์ตในเขตหาดทรายริมทะเลเบงกองกำลังพยายามฟื้นฟูการท่องเที่ยวริมหาดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากไซโคลนนาร์กิส ในเดือน พ.ค.ปีที่แล้วทำให้ธุรกิจต่างๆ ซบเซาลง ขณะที่ทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี
ผู้บริหารสมาคมโรงแรมที่นั่นบอกกับนิตยสารข่าวรายสัปดาห์ “เมียนมาร์ไทมส์” ว่า การฟื้นฟูถนนจากกรุงย่างกุ้งไปยังเมืองพะสิม (Patein) จนถึงหาดเงวซอง (Ngwe Saung) และ หาดชองตา (Chaung Tha) เสร็จเรียบร้อยแล้ว
สิ่งปลูกสร้างในแหล่งท่องเที่ยวหาดทรายริมทะเลเบงกอลไม่ได้รับความเสียหายจากพายุนาร์กิสโดยตรง เพราะอยู่ห่างจากเขตที่ราบปากแม่น้ำอิรวดีขึ้นไปทางเหนือ แต่ผลกระทบทางจิตวิทยาส่งผลทางลบต่อธุรกิจท่องเที่ยวรุนแรงยิ่งกว่า
แผนที่แสดงอาณาบริเวณแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลเบงกอลในพม่า
สมาคมโรงแรมกำลังจัดเตรียมทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับฤดูการท่องเที่ยวปลายปีนี้ รวมทั้งการได้พยายามให้มีการขยายข่ายบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปที่นั่นด้วย
นายโก๊ะเมียวลินซอ (Ko Myo Lin Zaw) ผู้ช่วยผู้จัดการโรงแรมเอมเมอรัลด์ซีรีสอร์ต (Emerald Sea Resort Hotel) ซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นบอกกับสื่อกึ่งทางการของพม่าว่า ช่วง 9 ปีมานี้แหล่งท่องเที่ยวริมหาดเบงกอลพัฒนาไปรวดเร็วมาก
ช่วงปี 2541-2542 ชาวบ้านแถบเงวซองที่จะเดินทางไปเมืองพะสิม จะต้องลงเรือไปเริ่มต้นที่หาดชองตาที่อยู่ถัดขึ้นไป จากนั้นจะใช้เวลาอีก 2 วันเดินเท้า เนื่องจากยังไม่มีถนนจัดเชื่อม แต่ปัจจุบันสามารถเดินทางไปกลับเมืองพะสิมได้วันละ 3-4 เที่ยวโดยรถจักรยานยนต์ นับตั้งแต่มีการสร้างถนนเชื่อมหาดกับตัวเมืองปี 2543 เป็นต้นมา
ปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างสถานีเครือข่ายโทรศัพท์แคลื่อนที่ระบบจีเอสเอ็ม เชื่อมพะสิมกับบริเวณหาดทราย ซึ่งที่ผ่านมาใช้โทรศัพท์พื้นฐานติดต่อกับตัวเมือง แต่ก็ให้บริการได้ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงสี่ทุ่มเท่านั้น เนื่องจากชุมสายจะต้องปิดลงตามเวลาที่ทางการหยุดให้บริการกระแสไฟฟ้า
ปัจจุบันสถานีเครือข่ายระบบจีเอสเอ็มในเมืองใช้เครื่องปั่นไฟของตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับโรงแรมแห่งต่างๆ ริมหาดเงวซอง ชองตา และหาดงาปาลี (Ngapali) ที่อยู่ถัดขึ้นไปอีก
อย่างไรก็ตามโรงแรมกับรีสอร์ตหลายแห่งได้จำกัดเวลาให้บริการกระแสไฟฟ้า เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้นสูงอีกรอบหนึ่ง หลายแห่งปั่นไฟเฉพาะช่วงเวลา หกโมงเย็นถึงหกโมงเช้าเท่านั้น บางแห่งเพิ่มเวลาให้ระหว่างบ่ายโมงถึงบ่ายสามของทุกวัน
สมาคมโรงแรมกล่าวว่า การขาดระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นปัญหาสำคัญในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวริมหาดที่ยังคงบริสุทธิ์เป็นธรรมชาติ แม้ว่าถนนหนทางจะสะดวกมากขึ้นแล้วก็ตาม
เจ้าหน้าที่สมาคมโรงแรมหาดเงวซองอีกคนหนึ่งกล่าวว่า มีการหารือกับชุมสายโทรศัพท์ในพะสิม เพื่อหาทางติดตั้งเครื่องปั่นไฟที่นั่นตลอด 24 ชั่วโมง แทนที่โรงแรมทุกแห่งจะต้องปั่นไฟเองเพื่อการโทรคมนาคมสื่อสาร โดยสมาชิกสมาคมช่วยกันเฉลี่ยออกค่าใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกิจลงได้อย่างมาก
สมาคมโรงแรมที่นั่นกล่าวอีกว่า หาดเงวซองมีศักยภาพอย่างสูงที่พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวริมทะเลระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีโรงแรมที่ให้บริการได้มาตรฐานโลก รวมทั้งมีภัตตาคารระดับหรู อาหารทะเลอร่อยและการคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น และรัฐบาลกำลังเร่งสร้างสนามบินที่บริเวณใกล้กับหาดชองตาที่อยู่เหนือขึ้นไป
ภาพจาก Flickr.com รีสอร์ตที่ดูสงบเงียบแห่งนี้ ซุกตัวอยู่ใต้ทิวมะพร้าวที่หาดเงวซอง ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางตะวันตก 200 กว่า กม.แต่ยังต้องใช้เวลาเดินทาง 4-5 ชั่วโมง
เมื่อ ปี 2550 สมาคมโรงแรมเคยจัดรถบัสให้บริการระหว่างหาดทรายกับเมืองพะสิมและกรุงย่างกุ้ง บริการได้หยุดลงนับตั้งแต่พายุนาร์กิสพัดทำลาย ปัจจุบันกำลังพยายามฟื้นรถโดยสารขึ้นมาใหม่ เพื่อรับฤดูท่องเที่ยว
”ถนนช่วงย่างกุ้ง-พะสิม-เงวซองมีสภาพดีเหมือนเดิมแล้ว หลังการฟื้นฟูบูรณะ ขับรถจากย่างกุ้งไปยังหาดใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง ปัจจุบันเข้าถึงได้ทุกจุด” นายหลาเอ (Hla Aye) ผู้อำนวยการบริษัทท่องเที่ยวชานโยมา (Shan Yoma Travel) ในย่างกุ้งกล่าว
บริษัทท่องเที่ยวแห่งนี้กำลังเตรียมการร่วมกับสมาคมโรงแรมเงวซองกับพันธมิตรธุรกิจอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูจัดนำเที่ยวหาดทรายโดยรถโค้ชอีกรอบหนึ่ง โดยจัดเป็นแพ็คเกจทัวร์สองคืนสามวัน ในฤดูท่องเที่ยวที่จะเริ่มประมาณเดือน ก.ย.ของทุกปี
นายเอกล่าวว่าต้นปี 2551 มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวหาดริมทะเลเบงกอลจำนวนมาก แต่ทั้งหมดหยุดลงและหยุดนิ่งต่อมาอีกยาวนาน หลังพายุนาร์กิสพัดเข้าเขตที่ราบปากแม่น้ำ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายเกือบ 3 แสนคน
ที่เหงวซอง ชองตา (Chaung Tha) และ งาปาลี นักท่องเที่ยวยังหาความดื่มด่ำกับธรรมชาติที่สงบเงียบ กับชีวิตที่ราบเรียบของผู้คนในท้องถิ่นได้
พายุนาร์กิสสร้างความเสียหายให้แก่การท่องเที่ยวของพม่าอย่างหนักซ้ำเติมสถานการณ์ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมาเป็นลำดับหลังจากทางการได้ปราบปรามผู้เดินขบวนประท้วงอย่างรุนแรงในเดือน ก.ย.2550
ทางการพม่าเริ่มเข้าสำรวจพื้นที่ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2551เพื่อก่อสร้างสนามบินเงวซอง ในแผนการสนับสนุนการท่องเที่ยวทางทะเลและหาดทรายที่สวยงามริมฝั่งทะเลเบงกอลทั้งหมด แต่ยังไม่ทราบความคืบหน้าการดำเนินการเรื่องนี้
ตามรายงานของนิตยสารข่าวเมียนมาร์ไทมส์ก่อนหน้านี้ พื้นที่ที่จะสร้างสนามบินอยู่ห่างจากบริเวณหาดเงวซองราว 1.5 กิโลเมตร
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเปิดเผยว่าสนามบินเงวซองจะมีความกว้าง 2,256 เมตร ความยาว 4,570 เมตร โดยสร้างทางวิ่งขึ้นลงของเครื่องบินขนานกับชายฝั่งทะเล คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี
ภาพจาก Flickr.com ห่างจากเงวซองขึ้นไปทางเหนือเป็นหาดงาปาลี (Ngapali) มีที่พักเงียบสงบและสะดวกสบาย สวยงามไม่แพ้กัน
หาดเงวซองได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อปี 2542 แต่เนื่องจากขาดระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทำให้การพัฒนาค่อนข้างล่าช้า และอยู่ไกลจากย่างกุ้งราว 230 กม. ส่วนใหญ่เป็นถนนที่ยังไม่ได้ลาดยาง
นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้เลือกขึ้นเครื่องบินจากย่างกุ้งไปลงเมืองพะสิม (Patein) และเดินทางโดยรถยนต์เป็นระยะทางอีก 48 กม.ไปยังหาด
ปัจจุบันนักลงทุนทั้งชาวพม่าและชาวต่างชาติได้เข้าไปลงทุนสร้างโรงแรม รีสอร์ตระดับคุณภาพต่างๆ ตามหาดทรายหลายแห่ง ตั้งแต่เงวซอง ขึ้นไปยังชองตา และงาปาลี ซึ่งทำให้เกิดบริการต่างๆ ขึ้นมามากมาย นำรายได้เข้าถึงราษฎรในท้องถิ่น.

เวียดนามเร่งระบายข้าวยอดส่งออก 5 เดือนพุ่ง 87%
June 20, 2009
ภาพรอยเตอร์วันที่ 3 มิ.ย.2552 ชาวนาที่หมู่บ้านหง็อกหนือ (Ngoc Nu) ชานกรุงฮานอยกำลังเร่งเก็บเกี่ยว เตรียมทำนาปรังฤดูแรกของปี ยอดส่งออกข้าวถึงวันที่ 10 เดือนนี้ขยายตัวกว่า 80% เทียบกับช่วยเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว คาดว่ายอดส่งออกรวมตลอดทั้งปีอาจทะลุ 6 ล้านตัน
ASTVผู้จัดการรายวัน– ผู้ค้าข้าวในเวียดนามเร่งเซ็นสัญญาซื้อขายกับลูกค้าต่างประเทศหลังจากได้รับไฟเขียวซึ่งทำให้ยอดเซ็นซื้อขายจนถึงวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา พุ่งเป็น 4.76 ล้านตัน คิดเป็นอัตราขยายตัว 87% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว กระทรวงที่เกี่ยวข้องรวมทั้งธนาคารกลางกำลังเตรียมหลายมาตรการดันส่งออกทะลุเป้า
การเซ็นสัญญาซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ มีขึ้นหลังจากสัปดาห์ก่อนผู้ค้าข้าวได้ออกเรียกร้องไปยังรัฐบาล เพื่อกดดันให้สมาคมอาหารเวียดนามหรือ VietFood ขยายเพดานส่งออกตลอดปีขึ้นเป็น 6 ล้านตันจากเป้าหมายเดิม 4.5-5 ล้านตัน เนื่องจากมีข้าวค้างสตอกอยู่จำนวนมหาศาล
ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าและรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของข้าวที่เซ็นซื้อขาย แต่หนังสือพิมพ์เตื๋อยแจ๋ (Tuoi Tre) รายงานโดยอ้างตัวเลขของ VietFood ระบุว่า สัญญาซื้อขายในขณะนี้มีมูลค่ารวม 1,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 51% จากช่วงเดียวกันของปี 2551 ถึงต้นเดือน มิ.ย.มีการส่งมอบข้าวให้ลูกค้าจำนวน 3.2 ล้านตัน
ผู้ค้ากับผู้ส่งออกหลายจังหวัดในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงได้รวมตัวกันเรียกร้องไห้เพิ่มโควตาส่งออก เนื่องจากมีข้าวเหลือในตลาดจำนวนมาก ไม่เป็นผลดีต่อชาวนานและต่อประเทศโดยรวม ราคาตลาดโลกก็เริ่มตกลง และ ไทยกับอินเดียกำลังจะส่งออกข้าวหลายล้านตันในช่วงเดือนข้างหน้านี้
จนถึงสิ้นปีนี้ชาวนาทั่วประเทศเวียดนามยังจะมีฤดูเก็บเกี่ยวอีก 2 ฤดู ซึ่งจะทำให้มีข้าวเหลือตกค้างในสตอกเพิ่มขึ้นอีก ราคาจะตกต่ำลงยิ่งกว่านี้ ถ้าหากไม่รีบระบายออก
ภาพรอยเตอร์วันที่ 7 มิ.ย.2552 ชาวนากำลังเก็บเกี่ยวข้าวที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชานเมืองสิลีกูรี (Siliguri) ทางภาคตะวันออกของประเทศ ปีนี้อินเดียผลิตข้าวได้มากและกำลังจะส่งออกอีกนับล้านตันในเดือนข้างหน้า ปีที่แล้วอินเดียปีนขึ้นมาครองตำแหน่งแทนเวียดนามในฐานะประเทศส่งออกข้าวมากอันดับ 2 ของโลก
เขตที่ราบปากแม่น้ำโขงเป็นแหล่งผลิตข้าวราว 60% ของทั้งประเทศ และ ประมาณ 99% ของข้าวที่ส่งออก
หนังสือพิมพ์ไซ่ง่อนเตี๊ยบถี (Saigon Tiep Thi) รายงานปลายสัปดาห์ที่แล้วว่า อ้างตัวเลขประมาณการของกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทว่า ฤดูนาปรังที่จะเก็บเกี่ยวในไตรมาสที่สามของปีนี้ เขตที่ราบใหญ่จะผลิตข้าวได้อีกประมาณ 2 ล้านตัน
การส่งออกข้าวได้กลายเป็นกระทู้ที่เผ็ดร้อนในการประชุมรัฐสภา (National Assembly) เวียดนามสัปดาห์ที่แล้ว โดยผู้แทนราษฎรจากจังหวัดภาคใต้ได้ ตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการที่จำเป็นในการจัดการกับการส่งออกสินค้าการเกษตรหลักสำคัญที่สุดของประเทศ
ตามรายงานของสำนักข่าวเวียดนามเน็ต สส.หลายคนได้ยกประเด็นราคาข้าวในประเทศตกต่ำลงอย่างน่าใจหายในปัจจุบัน รวมทั้งปัญหาการส่งออกข้าวที่สะท้อนให้เห็นความไม่ปกติอยู่หลายประการ
นายหวูฮวีหว่าง (Vu Huy Hoang) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ได้ยอมรับในความไม่สมประกอบเกี่ยวกับการส่งออกข้าวในปีนี้
รัฐมนตรีผู้นี้กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการหารือกับ VietFood หลายครั้ง หน่วยงานนี้ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ติดามดูการส่งออกข้าวและสถานการณ์ข้าวโลก แต่ถูกกล่าวหาจากทุกฝ่ายว่า พยากรณ์อะไรต่างๆ ไม่เที่ยงตรงและให้คำแนะนำไม่เพียงพอแก่ผู้ค้าและผู้ส่งออก
ในการตอบกระทู้ผู้แทนราษฎรเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) นายหว่างยอมรับว่า มีความอ่อนด้อยหลายประการในการส่งออกข้าวของประเทศซึ่งตนเองมีส่วนรับผิดชอบอยู่ด้วย แต่จะทำงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องอื่นๆ หาทางแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้น
นายหว่างกล่าวว่า ถึงอย่างไร 5 เดือนแรกของปีนี้เวียดนามส่งออกข้าวทะลุเป้าหมาย และส่งออกมากอย่างเป็นประวัติการณ์ อันเป็นความพยายามร่วมกันของทุกฝ่าย แม้ว่าราคาในตลาดโลกจะผันผวน และไม่ขยับขึ้นสูงเช่นเมื่อปีที่แล้วก็ตาม
การส่งออกข้าวของเวียดนามขึ้นอยู่กับผลผลิตการเกษตรในแต่ละปี ทั้งนี้เพื่อให้มีความมั่นคงด้านเสบียงอาหารสำหรับประชากร 87 ล้านคน และ ป้องกันมิให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อ พุ่งขึ้นสูง
นายหว่างกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา VietFood มีความอ่อนด้อยในเรื่องนี้ ทำให้มีข้าวค้างสตอกประมาณมหาศาล ส่งผลกระทบต่อราคาในประเทศ รวมทั่งราคารับซื้อจากนา นายกรัฐมนสตรีได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมฯ กระทรวงเกษตรฯ เข้าไปมีบทบาทในเรื่องนี้มากขึ้น แม้ VietFood จะเป็นเจ้างานอยู่ก็ตาม
ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 6 พ.ค.2552 คนงานกำลังขนกระสอบข้าวจากกุดังเก็บของรัฐบาลในกรุงมะนิลา ทั้งหมดเป็นข้าวที่นำเข้าจากเวียดนาม ต้นปี 2552 ฟิลิปปินส์เซ็นซื้ออีก 1.5 ล้านตัน รัฐบาลได้ไฟเขียวให้เอกชนทำสัญญาซื้อขายได้อีกครั้งหนึ่งถึงวันที่ 10 มิ.ย.นี้ทำให้ยอดรวมขยายตัวกว่า 80% เทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว
สัปดาห์ที่แล้วเช่นกันนายเหวียน-วัน-ซโหย่ว (Nguyen Van Giau) ผู้ว่าการธนาคารแห่งรัฐได้ตอบคำถามในรัฐสภาเกี่ยวกับเรื่องข้าว ระบุว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งยังไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้แก่ชาวนา ทั้งๆ ที่ได้รับการสนับสนุนเกี่ยวกับดอกเบี้ยจากธนาคารแห่งรัฐ (State Bank of Vietnam) ไปแล้ว
ถ้าหากแบงก์พาณิชย์แห่งใด ไม่ปฏิบัติภาระหน้าที่ตามข้อตกลง ก็จะถูกลงโทษ ผู้ว่าฯ แบงก์แห่งรัฐกล่าว
จนถึงปัจจุบันแบงก์พาณิชย์ได้ปล่อยกู้ให้กับชาวนา เป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย สารปราบศัตรูข้าว ตลอดจนค่าจ้างแรงงานปักดำและเก็บเกี่ยว รวมประมาณ 84.3 ล้านดอลลาร์ เป็นจำนวนน้อยหากเทียบกับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 8,000 ล้านดอลลาร์ และ น้อยมากหากเทียบกับการปล่อยกู้ให้แก่แขนงเศรษฐกิจอื่น
รัฐบาลเวียดนามได้เพิ่มวงเงินงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์ปลายปีที่แล้ว เป็น 8,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป่าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5 ในปีนี้.

สหรัฐฯ ยกลาว-เขมรพ้นบัญชีดำ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์อีกแล้ว
June 20, 2009
ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 9 พ.ย.2551 สมเด็จพระนโรดมสีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีฉลองวันแห่งเอกราช เมื่อปี 2536 กัมพูชาหันมายอมรับการปกครองแบบประชาธิปไตยเสรีนิยมโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญที่อำนวยการจัดร่างโดยองค์การสหประชาชาติ แต่ผู้นำ (แถวกลาง) ของประเทศนี้ล้วนเป็นกลุ่มคอมมิวนิสต์ลัทธิมาร์กซ์-เลนินเก่าและอยู่ในอำนาจมาเป็นปีที่ 24 โดยไม่ขาดช่วง
วอชิงตัน (เอเอฟพี)– รัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ได้นำเอาลาวกับกัมพูชาออกจากบัญชีดำทางการค้า โดยระบุว่า ทั้งสองประเทศไม่ใช่ประเทศที่ยึดถือแนวทางอุดมการณ์คอมมิวนิสต์อีกต่อไป การยกออกจากบัญชีดำดังกล่าวจะทำให้ทั้งสองประเทศที่ยังยากจนที่สุดในโลก ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจจากสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ได้พยายามปรับความสัมพันธ์กับสองประเทศสมาชิกประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับลาวได้รับการวิจารณ์อย่างมากจากประชาคมชาวลาวม้งในสหรัฐฯ ที่ยังต่อสู้กับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “รัฐบาลคอมมิวนิสต์ลาว”
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในคำประกาศสั้นๆ ที่ออกในวันศุกร์ 12 มิ.ย.) ว่า ทั้งกัมพูชาและลาว ได้ “หยุดเป็นประเทศมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์” แล้ว ซึ่งฐานะดังกล่าว ได้ทำให้ธนาคารเพื่อส่งออกและนำเข้าสหรัฐฯ จะไม่สามารถให้การร่วมมือช่วยเหลือ ในการทำธุรกิจระหว่างสองประเทศได้
ความเคลื่อนไหวที่ยังจะต้องผ่านขบวนการทางนิติบัญญัตินี้ จะทำให้ธุรกิจต่างๆ ของสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงเงินกู้ รวมทั้งการค้ำประกันทางด้านการเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการทำธุรกิจกับลาวและกัมพูชา
”โดยให้น้ำหนักต่อพันธะสัญญาของกัมพูชาและลาวในการเปิดเศรษฐกิจแบบตลาด ประธานาธิบดีได้เห็นว่าฐานะอั้นนี้ ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป” เจ้าหน้าที่รัฐบาลประธานาธิบดีโอบามากล่าว
เมื่อการตัดสินใจดังกล่าวกลายเป็นกฎหมาย สหรัฐฯ ก็จะเหลือเพียงคิวบา อิหร่าน พม่า เกาหลีเหนือ ซูดานกับซีเรีย ที่ยังอยู่ในแบล็กลิสต์
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับลาวมีความระหองระแหงกันเกี่ยวกับชะตากรรมของทหารสหรัฐฯ ที่สูญหายไปตั้งแต่ครั้งสงครามอินโดจีน ส่วนสัมพันธ์กับกัมพูชาขุ่นมัวเนื่องจากการคอร์รัปชั่นในประเทศนั้น รวมทั้งการดำเนินการเอาพวกอาชญากรรมเขมรแดงไปลงโทษ
แต่หลายปีมานี้สหรัฐฯ ก็เริ่มปรับตัวเข้าหาสองประเทศนี้มากขึ้น ในขณะที่จีนเริ่มแผ่นอิทธิพลเข้าไปเช่นเดียวกัน
สหรัฐฯ ได้ปรับความสัมพันธ์การค้าปกติกับลาวในปี 2547 อีกสามปีถัดมาก็ได้ยกเลิกเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือแก่กัมพูชา
ภาพรอยเตอร์วันที่ 23 เม.ย.2552 พล.ท.จูมมะลี ไซยะสอน ประธานประเทศ, เลขาธิการใหญ่พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากนายนงดึ๊กแหม่ง (Nong Duc Manh) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ลาวเพิ่งจะพ้นจาก “บัญชีดำ” ขณะที่สหรัฐฯ ยกเลิกเอ็มบาร์โกด้านการค้าและการลงทุนมากว่า 10 ปีแล้ว นักธุรกิจ-นักลงทุนจากสหรัฐฯ ทำธุรกิจในประเทศนี้อย่างสะดวก
แต่การตัดสินใจเกี่ยวกับลาวของ ปธน.สหรัฐฯ ถูกกลุ่มที่สนับสนุนประชาคมชาวม้งโจมตี โดยคนกลุ่มนี้ซึ่งเคยเป็นผู้ที่เคยช่วยสนับสนุนกองทัพสหรัฐฯ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน อ้างว่าในปัจจุบันรัฐบาลลาวก็ยังคงตามล่าตามล้างเข่นฆ่า สังหารชาวม้งในประเทศ
นายฟิลิปส์ สมิธ (Philips Smith) แห่งศูนย์วิเคราะห์นโยบายรัฐ (Center for Public Policy Analysis) ซึ่งส่งเสริมสิทธิ์ของชาวม้งกล่าวว่า ตนเองช็อกและขุ่นเคืองต่อการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐฯ ทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดว่าลาวเป็นประเทศที่ปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว และยังเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับระบอบทหารในพม่ากับเกาหลีเหนืออีกด้วย
นโยบายของสหรัฐฯ ยิ่งจะทำให้ทางการลาวทวีการเข่นฆ่าพลเรือนชาวม้งหนักข้อยิ่งขึ้น นายสมิธกล่าว
เมื่อเดือนที่องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières) หรือ “Medicine without Border” ที่มีสำนักงานในกรุงปารีส ได้ถอนตัวออกจากค่ายชาวม้งที่หลบหนีเข้าเมืองในประเทศไทย โดยกล่าวหาว่าทางการได้ผลักดันชาวม้งที่เหลืออยู่เกือบ 5,000 คน ขณะนี้กลับประเทศ
รัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาวได้มีความร่วมมือกันในเรื่องการส่งตัว “ผู้หลงผิด” จากการปลุกปั่นยุงให้เดินทางกลับถิ่นฐานเดิม โดยมีหน่วยงานระหว่างประเทศจำนวนหนึ่งติดตามดูแลให้ความช่วยเหลือ.

เปิด “ศึกใน” ผู้ส่งออกเวียดนามดันโควตาข้าว 6 ล้านตัน
June 20, 2009
จากแรงมาเป็นรวง.. ชาวนาที่หมู่บ้านหง็อกหนือ (Ngoc Nu) ชานกรุงฮานอย กำลังเร่งเก็บเกี่ยวเพื่อเตรียมทำนาปรังฤดูแรก ชาวนาในจังหวัดที่ราบปากแม่น้ำแดงที่อยู่ใกล้เคียงก็เช่นกัน แม้จะไม่ได้ส่งออกมากมาย แต่ที่นี่เป็นอู่ข้าวใหญ่ผลิตข้าวเลี้ยงคนทั้งภาคเหนือ ซึ่งต่างไปจากทางภาคใต้ของประเทศ
ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์– เดือน มิ.ย.นี้ ชาวนาหลายจังหวัดในเขตที่ราบปากแม่น้ำแดงทางภาคเหนือ กำลังเร่งเกี่ยวข้าวฤดูที่หนึ่ง ขณะที่ชาวนาในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้เริ่มเกี่ยวาข้าวาปรังฤดูแรก ซึ่งในปีนี้เชื่อว่าจะผลิตข้าวเปลือกได้มากกว่าทุกปี และ ควรจะเป็นปีทองของชาวนาด้วยซ้ำ ถ้าหากนโยบายของรัฐบาลไม่ปิดกั้นโควตาส่งออกเอาไว้
สัปดาห์ต้นเดือนเดียวกันทางการท้องถิ่นหลายจังหวัด รวมทั้งผู้ค้าและผู้ส่งออกในภาคใต้ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาปริมาณข้าวที่ให้ส่งออกได้ครั้งใหม่ ทางการหลายจังหวัดในแถบนี้ได้เสนอให้เพิ่มโควตาตลอดทั้งปีเป็น 5.5-6 ล้านตัน จาก 5 ล้านตัน ที่ตั้งเป็นเพดานเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าลืมเรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วได้เลย ราคาข้าวในตลาดโลกในขณะนี้ดิ่งหัวลง และยากที่จะโงขึ้นสูงไปกว่านี้อย่างมากมาย ต่างไปจากปี 2551 ปีแห่งข้าวยากหมากแพง ที่ราคาข้าวพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง
นายเหวียนวันซเวือง (Nguyen Van Duong) ผู้อำนวยการสำนักงานการเกษตรและพัฒนาชนบทที่ จ.ด่งท้าป (Dong Thap) กล่าวต่อที่ประชุมวิดีทัศน์ทางไกลที่จัดโดยผู้ค้าข้าวในจังหวัดภาคใต้ในสัปดาห์ต้นเดือน มิ.ย.ว่า กระทรวงที่เขาสังกัดควรจะเร่งสำรวจปริมาณข้าวเสียใหม่ และกำหนดเพดานส่งออกเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถตัดสินใจได้ถูกต้อง
จังหวัดที่ราบปากแม่น้ำโขงเก็บเกี่ยวข้าวได้ประมาณ 9.92 ล้านตัน ในการทำนาฤดูหนาว-ฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 1% จากฤดูการผลิตเดียวกันปีที่แล้ว คาดว่าอู่ข้าวใหญ่แห่งนี้จะเก็บเกี่ยวข้าวได้ทั้งหมด 20.7 ล้านตัน เมื่อรวมสามฤดูการผลิตตลอดปี
ตามข้อมูลของสมาคมอาหารเวียดนาม หรือ VietFood จนถึงเดือน มิ.ย.จังหวัดต่างๆ ในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงยังมีข้าวเก็บในสตอกอีกเกือบ 1.4 ล้านตัน ในนั้นเป็นของบริษัทเซ้าเทอร์นฟู้ดซึ่งเป็นบริษัทค้าข้าวของรัฐบาลในภาคใต้ เกือบ 6 แสนตัน
นายเหวียนแทงบี่ง (Nguyen Thanh Binh) ผู้อำนวยการสำนักงานอุตสาหกรรมและการค้า จ.อาน-ซยาง (An Giang) ก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า กระทรวงของเขาควรจะเร่งสำรวจปริมาณข้าวที่ส่งข้ามแดนจากกัมพูชาเข้าสู่จังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ขยายเพดานส่งออกปีนี้ เป็นระหว่าง 5-5.6 ล้านตัน
ภาพรอยเตอร์วันที่ 3 มิ.ย.2552 ชาวนาที่หมู่บ้านหง็อกหนือ (Ngoc Nu) ช่วยกันเก็บกระสอบข้าวที่นวดเสร็จแล้วขึ้นรถ เตรียมนำกลับเข้าหมู่บ้าน ห้าเดือนแรกของปีนี้เวียดนามส่งออกข้าวราว 3 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 70% เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ขณะที่ยังมีเหลือในสตอกมากมาย ผู้ค้าเริ่มกดดันรัฐบาลให้ขยายเพดานส่งออกขึ้นเป็น 5.5-6 ล้านตันในปีนี้ ขณะที่ราคาในตลาดโลกดิ่งหัวลง
รัฐบาลเวียดนามยังคงวิตกว่า สถานการณ์ภายในอาจจะซ้ำรอยปีที่แล้ว ถ้าหากพบในภายหลังว่าปริมาณข้าวสำรองลดลงต่ำกงอาจจะทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในสังคม เช่นเดียวกับเดือน เม.ย.2551 ท่ามกลางอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเกือบ 30% ราษฎรในเขตเมืองได้ออกกว้านซื้อข้าวจากซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านค้าต่างๆ จนเกลี้ยงเพื่อนำไปกักตุน
สภาพเช่นนั้นทำให้เงินเฟ้อกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ขณะที่เวียดนามสามารถควบคุมได้ในขณะนี้
อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ใน 4 เดือนแรกของปี 2552 มีการเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับลูกค้าในต่างประเทศแล้วถึง 4 ล้านตัน และ กระทรวงอุตสาหกรรมฯ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการส่งมอบให้กับลูกค้าไปประมาณ 3 ล้านตัน และ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3.6 ล้านตันภายในครึ่งแรกของปี ซึ่งก็คือสิ้นเดือน มิ.ย.
สามาคมอาหารเวียดนามซึ่งเป็นหน่วยงานกึ่งราชการที่กำกับดูแลการส่งออกข้าว ได้ถูกวิจารณ์อย่างหนักในช่วงไตรมาส 2 ฐานนิ่งเฉยไม่คิดคำนวณตัวเลขที่เป็นจริงออกมา เพื่อกำหนดปริมาณส่งออกให้ทันกับความต้องการในตลาดโลก
ผู้ส่งออกกล่าวว่า VietFood ได้ทำให้เวียดนามเสียโอกาสอีกครั้งหนึ่งเช่นเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งข้าวขาวผสมเมล็ดหัก 5% เคยพุ่งขึ้นสูง 600 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่เวียดนามหยุดส่งออก
นายหว่างจุงหาย (Hoang Trung Hai) รองนายกรัฐมนตรีกล่าวในสัปดาห์ต้นเดือน มิ.ย.ว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายกำหนดเพดานส่งออกตามที่เข้าใจกัน และ ได้ขอให้ผู้ค้าผู้ส่งออกเริ่มมองหาตลาดต่างประเทศ สำหรับเดือนที่เหลืออยู่ตลอดปีนี้
แต่ในขณะเดียวกันรองนายกฯ ผู้นี้ได้เตือนว่า การปรับเพดานส่งออกอย่างฉับพลันไม่อาจทำได้ง่ายๆ เพราะทันทีที่ประกาศเพิ่มโควตา ราคาข้าวในตลาดโลกและตลาดภายในประเทศก็จะตกลงทันที ผลเสียจะเกิดแก่ชาวนา
อย่างไรก็ตาม นายกาวดึกฟ๊าต (Cao Duc Phat) รัฐมนตรีเกษตรและพัฒนาชนบทกล่าวว่า ผู้ส่งออกควรจะรีบเจรจาขายล้าวลอตใหม่ให้กับลูกค้าในต่างแดน เพื่อลดภาสระการเก็บข้าวในยุ้งฉางของชาวนา และ ให้ราคากระเตื้องขึ้น
ภาพรอยเตอร์วันที่ 3 มิ.ย.2552 ไม่ไกลออกไปจากบ้านหง็อกหนือ (Ngoc Nu) ชาวนาในเขตหมู่บ้านเอียนฝู (Yen Phu) ชานกรุงฮานอย กำลังจัดเตรียมผืนนาสำหรับข้าวฤดูใหม่ ไม่ต่างไปจากชาวนาในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขงในภาคใต้ซึ่งกำลังเร่งทำนานปรังฤดูแรกของปีเช่นกัน ซึ่งทำให้เวียดนามมีข้าวส่งออกหมุนเวียนตลอดทั้งปี
**ราคาตลาดโลกดิ่งลง**
ตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นมา ราคาข้าวในเวียดนามตกต่ำลงมาเรื่อยๆ เนื่องจากการจำกัดการส่งออกของ VietFood รวมไปถึงการส่งมอบข้าวที่เชื่องช้า เกิดข้าวสะสมในสตอกจนล้น ซึ่งส่งผลให้ไม่มีการออกเก็บซื้อข้าวจากชาวนาด้วย
ปัจจุบันทุกฝ่ายรอคอยอย่างสิ้นหวังที่จะได้เห็นราคาในตลาดโลกพุ่งขึ้น
นายแทงฟ่งแห่ง VietFood กล่าวว่า ราคาข้าวในตลาดโลกจะทรงอยู่ในระดับต่ำเช่นขณะนี้ เนื่องจากไทยและอินเดีย ผู้ส่งออกหมายเลข 1 และ 3 กำลังจะขายข้าวออก 3.8 กับ 2 ล้านตันตามลำดับ ซึ่งทำให้ผู้ค้าในเวียดนามชะลอการรับซื้อเพื่อดูทิศทางราคา
หลายฝ่ายได้กล่าวโทษระบบการเก็บสตอกและการสำรวจปริมาณข้าว ซึ่งทำให้ยากต่อการกำหนดทิศทางและการตัดสินใจอย่างถูกต้อง ทั้งๆ ที่ประเทศนี้ครองอันดับสองผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกมาอย่างต่อเนื่อง
ใน จ.ลองอาน (Long An) ทางตอนบนของราบปากแม่น้ำโขง ราคาข้าวลดลงเหลือเพียง 4,000 ด่งต่อกิโลกรัมในขณะนี้ จาก 4,500-4,600 ด่ง/กก. (17,750 ด่ง/ดอลลาร์) เมื่อเดือนที่แล้ว ไม่มีการออกรับซื้อขณะที่ชาวนามีภาระต้องเก็บสตอก
ที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามได้ใช้วิธีสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำให้แก่ธนาคารพาณิชย์แห่งต่างๆ เพื่อปล่อยสินเชื่อให้ ชาวนาและผู้ซื้อ ผ่านกลไกธนาคารแห่งรัฐ (State Bank of Vietnam) โดยใช้เงินจากงบประมาณราว 1,000 ล้านดอลลาร์ในแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ
แต่หลายฝ่ายกล่าวว่า ถึงวันนี้สายเกินไปสำหรับเวียดนาม ในการพลิกสถานการณ์ขึ้นให้เป็นต่อทางด้านราคาในตลาดโลก.

ชาวเวียงจันทน์รวยขึ้นสวนกระแสเศรษฐกิจโลก
June 20, 2009
ประตูชัยเวียงจันทน์ สัญลักษณ์อันโดดเด่นของเมืองหลวง ในวันนี้สองข้างของถนนล้านช้างที่พาดผ่านใจกลางเมืองไม่มีที่ว่าง หากเต็มไปด้วยสำนักงาน ธนาคาร บริษัทธุรกิจ องค์การระหว่างประเทศและหน่วยงานรัฐ เวียงจันทน์ขยายออกไปยังย่านชานเมืองอย่างไม่หยุดยั้ง ประชากรเมืองหลวงมีเพียง 5 แสนคนเศษ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนทำตัวเลขอะไรมากมายก็สามารถเป็นอยู่อย่างมีความสุขได้ หากเฉลี่ยความมั่งคั่งอย่างยุติธรรมและทั่วถึง
ผู้จัดการ360องศารายสัปดาห์เศรษฐกิจเล็กๆ ของลาวยังคงไปได้ดี แม้ว่ารอบข้างจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกอย่างโงหัวไม่ขึ้น แต่คอมมิวนิสต์ลาวกลับได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเมืองหลวงมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเกินความคาดหมาย
นักวิเคราะห์กล่าวว่า นี่คือผลลัพธ์ที่คุ้มค่าจากการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ยั่งยืน
ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการผลผลิตมวลรวมภายในของเวียงจันทน์เพิ่มขึ้น 3.60 เป็น 11,000 ล้านกีบ (246 กีบ/บาท) ขนาดเล็กมาก แต่มีความหมายมหาศาลสำหรับชาวเมืองหลวงราว 5 แสนคน ซึ่งรายได้ต่อหัวได้เพิ่มจาก 1,300 ดอลลาร์เมื่อ 3 ปีก่อนเป็น 1,613 ดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 24.13% ซึ่งสูงกว่าทุกความคาดหมาย
”ตัวเลขที่เป็นบวกเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจของเวียงจันทน์ยังคงรุดหน้าต่อไป ในขณะที่เศรษฐกิจทั่วทั้งโลกกำลังได้รับผลกระทบอันโหดร้ายจากภาวะเศรษฐกิจ (ถดถอย) ทั่วโลก” สำนักข่าวสารปะเทดลาวกล่าว
เศรษฐกิจเวียงจันทน์มีการส่งออกเป็นกำลังขับเคลื่อนหลัก สินค้าสำคัญยังคงเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากไม้ กับรายได้จากการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างคงเส้นคงวา
นอกจากนั้นลาวซึ่งยังคงอยู่ในเกณฑ์เป็นประเทศรับความช่วยเหลือจากประชาคมโลก ยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ถึงปัจจุบันในเวียงจันทน์ยังมีโครงการที่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลและองค์การระหว่างประเทศกว่า 200 โครงการ ขณะที่มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) เป็นเงินทุนประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งหมดได้ร่วมเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจเมืองหลวง
ตัวเลขต่างๆเหล่านี้ได้รับการเปิดเผยในการประชุมทบทวนแผนห้าปีพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของเมืองหลวงช่วงปี 2006-2011 ขณะที่จะต้องจัดเตรียมทำแผนพัฒนาฉบับใหม่ ซึ่งกำลังจะเป็นฉบับที่ 7 สื่อของทางการกล่าว
ภาพจากเว็บไซต์ นายสมบัด เยียลีเฮอ (ซ้ายสุด) เลขาธิการพรรคนครและเจ้าครองนครเวียงจันทน์ นำคณะเจ้าหน้าที่ระดับสูงทำบุญตักบาตรเนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ การพัฒนาต้องดำเนินไปพร้อมกับการรักษารากเหง้าแห่งวัฒนธรรมและศาสนา คอมมิวนิสต์ลาวกำลังทำทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน.. ช้าๆ แต่ยั่งยืนกว่า
ตัวเลขบนกระดาษอาจจะไม่ช่วยพิสูจน์อะไรได้ แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้กลับไปเวียงจันทน์อีกเลยช่วง 2-3 ปีมานี้ กลับไปอีกทีจะพบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่ง
การก่อสร้างถนนหลายสายเพิ่งแล้วเสร็จ และ เมื่อต้นปีได้มีการวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างถนนอ้อมเมืองสายใหม่จากสะพานมิตรภาพ ไปยังดงโดก อำนวยความสะดวกให้แก่การขนส่งสินค้าและการเดินทางไปยังภาคเหนือของประเทศ ขณะที่เวียงจันทน์กำลังจะฉลองครบรอบปีที่ 450 การก่อตั้ง
เดือน มี.ค.ปีนี้ได้มีการเปิดใช้รถไฟไทย-ลาวอย่างเป็นทางการ ที่สถานีท่านาแล้ง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสำหรับโครงการสร้างเครือข่ายขนส่งระบบรางทั่วประเทศ รวมความยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร
นายกิดสะหนา วงไซ ประธานสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมลาวกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่าการทำธุรกิจในลาวปัจจุบันสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่สลับซับซ้อน เครือข่ายของสังคมธุรกิจกำลังขยายตัวอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันมีสมาคมธุรกิจหรือสภาหอการค้าฯ 11 แห่งใน 8 แขวง (จังหวัด) ทั่วประเทศ สามารถให้ข้อมูลกับความร่วมมือแก่นักลงทุนต่างชาติได้
นอกจากนั้นยังมีโครงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่เพิ่งได้รับอนุญาตปีที่แล้วกับปีนี้ รวมทั้งโครงการสร้างเขตการค้าใหม่ที่บริเวณสถานีรถไฟท่านาแล้ง ของนักลงทุนจากเวียดนามกับกลุ่มทุนจากมาเลเซีย ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมรีสอร์ตหรู สนามกอล์ฟ ศูนย์การค้าและสถานบริการด้านการท่องเที่ยวอีกจำนวนหนึ่ง
ก่อนหน้านี้รัฐบาลลาวได้อนุญาตให้กลุ่มนักลงทุนจากจีนเข้าสัมปทานพัฒนาเขตบึงธาตุหลวงของนครเวียงจันทน์ให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินอันฟู่ฟ่าของประเทศ การก่อสร้างอาจจะเริ่มขึ้นได้ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
ภาพจากหนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ใหม่ นายทหารระดับสูงของกองทัพประชาชนลาวในพิธีรำลึกครอบรอบปีที่ 60 การก่อตั้งกองทัพในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.สมเพ็ด ทิบมาลา (ซ้ายสุดแถวหน้า) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงป้องกันชาติคนที่ 1 เป็นผู้นำเบอร์ 2 ของกองทัพ ถัดมาอีกเป็น พล.จ.สัญญาฮัก พมวิหาน หัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพ เทียบเท่า “ผบ.ทบ.” เสถียรภาพการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของลาวทั้งประเทศที่มีประชากรไม่ถึง 6 ล้าน โดยรวมยังก้าวรุดไปข้างหน้า
”ความเสียหายไม่ได้รุนแรงออย่างที่รู้สึกได้ในประเทศอื่นๆ แต่ฐานเศรษฐกิจของประเทศเราก็ยังไม่แข็งแรงดีพอ” นายบัวสอน บุปผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว กล่าวถึงผลกระทบในลาว ต่อที่ประชุมสัมนาทางเศรษฐกิจในกรุงโตเกียว วันที่ 21 พ.ค.ระหว่างเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
นายบัวสอนกล่าวอีกว่าเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ทำให้ต้องลดเป้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจลง 1-2% เหลือประมาณ 6-7% ในปีนี้ ขณะที่การส่งออกแร่ธาตุสำคัญทางเศรษฐกิจ และการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ยังเป็นรายได้สำคัญของประเทศ
ไม่ต่างกับในเมืองหลวง เศรษฐกิจของเมืองและจังหวัดใหญ่แห่งต่างๆ ทั่วประเทศก็กำลังขับเคลื่อนต่อไป การลงทุน FDI กำลังแผ่ขยายครอบคลุมไปทั่ว ขณะที่หลายโครงการเริ่มออกดอกผล
เขื่อนน้ำเทิน 2 ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในขณะนี้ ยืนยันจะปั่นไฟเพื่อปล่อยเข้าสู่ข่ายไฟฟ้าของประเทศได้ตามกำหนดการในเดือน ธ.ค.ปีนี้ การก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่อีกหลายแห่งกำลังดำเนินไปตามกำหนด เช่นเดียวกับการสำรวจโครงการเหมืองทอง-ทองแดง และ บอกไซต์ทั้งในภาคเหนือและภาคใต้
ประเทศเล็กๆ ประชากรน้อยแต่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรล้ำค่า ขณะที่มีระบอบการเมืองเข้มแข็ง เป็นปัจจัยสำคัญสำสำหรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของลาว.

ลูกโลมาน้ำโขงตายเยอะ!! สงสัยเหมืองทองลาวตัวการ
June 20, 2009
ประชากรลดน่าใจหาย ภาพที่ WWF นำออกแจกจ่าย ถ่ายเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2552 โลมาฝูงนี้กำลังดำผุดดำว่ายในลำน้ำโขงช่วงที่ไหลผ่าน จ.กระแจ๊ะ (Kratie) ทางตะวันออกเฉียงเหนือกัมพูชา องค์การพิทักษ์สัตว์ป่ากล่าวว่า การปนเปื้อนและมลภาวะในลำน้ำเป็นสาเหตุให้ลูกโลมาอิรวดีเสียชีวิตมากในช่วงหลายปีมานี้ และ กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
เอเอฟพี/ASTVผู้จัดการออนไลน์– องค์การอนุรักษ์สัตว์ป่าโลกกล่าวว่าสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมจากสารฆ่าแมลงและสารพิษต่างๆ ที่ถูกปล่อยลงลำน้ำโขงเป็นสาเหตุทำให้โลมาอิรวดีซึ่งเป็นโลมาน้ำจืด สัตว์เลี้ยงด้วยนมที่ใกล้สูญพันธุ์ล้มตายไปจำนวนมาก ปัจจุบันเหลืออยู่น้อยเต็มที
ช่วง 5-6 ปีมานี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้พบลูกโลมาแม่น้ำโขงล้มตายไปกว่า ครึ่งร้อย โดยพบสารตะกั่วจำนวนมากตกค้างอยู่ในตัว ซึ่งสงสัยว่าจะถูกปล่อยจากเหมืองทอง
องค์การนี้ออกคำแถลงในเมืองหลวงของกัมพูชาวันพุธ (18 มิ.ย.) เตือนว่าสภาพการปนเปื้อนสารพิษในลำน้ำโขงกำลังทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายากชนิดนี้ใกล้หมดไปจากโลก ปัจจุบันเหลืออยู่แค่ 64-76 ตัว นอกจากนั้นยังได้พบสารพิษในตัวของลูกโลมาอิรวดีกว่า 50 ตัวที่ล้มตายลงตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา
จำนวนประชากรของ โลมาแม่น้ำโขงลดลงไปมากหากเทียบกับตัวเลขของ WWF เมื่อปี 2550 ที่เคยมีอยู่ระหว่าง 80-100 ตัว และ 127-161 ตัวจนถึงเดือน เม.ย.2548
”สารมลพิษเหล่านี้ถูกปล่อยลงสู่สภาพแวดล้อมจำนวนมาก แหล่งที่มาของสารมลพิษพวกนี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายประเทศ ที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน” นายสัตว์แพทย์เวิร์น โดฟว์ (Verne Dove) แพทย์ผ่าตัดของ WWF กล่าวในคำแถลง
องค์การอนุรักษ์สัตว์ป่านี้ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกำลังมีการสืบสวนเกี่ยวกับสารปนเปื้อนที่พบในลำน้ำโขง ที่ไหลผ่านกัมพูชา ลาว พม่า จีน เวียดนามและดินแดนมณฑลหยุนหนันของจีน
WWF สงสัยว่าสารตะกั่วที่พบในระดับสูงในตัวของลูกโลมาที่เสียชีวิตนั้น ถูกปล่อยมาจากกิจกรรมเกี่ยวกับเหมืองทอง
อาจจะไม่ได้เห็นอีก– ภาพที่ WWF นำออกแจกจ่ายเใมื่อวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) ถ่ายตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค.2552 โลมาแม่น้ำโขงโผล่ส่วนหัวขึ้นเหนือน้ำให้เห็น ในลำน้ำช่วงไหลผ่าน จ.กระแจ๊ะ (Kratie) ทางตะวันออกเฉียงเหนือกัมพูชา WWF กล่าวว่าหลายปีมานี้พบลูกโลมาน้ำโขงตายไปกว่า 50 ตัวและพบสารพิษปนเปื้อน.
กองทุนเพื่อพิทักษ์สัตว์ป่า หรือ WWF (World Wildlife Fund) ไม่ได้ระบุว่า เหมืองทองจากที่ใดที่ปล่อยสารตะกั่วลงสู่ลำน้ำโขงและเป็นต้นเหตุทำให้เปลาตาย แต่ข้อเท็จจริงก็คือ เหนือลำน้ำขึ้นไปมีในปัจจุบันมีเหมืองทอง-ทองแดงเซโปน ในแขวงสะหวันนะเขต กับเหมืองภูเบี้ยในแขวงเวียงจันทน์ของลาว ที่เปิดสายการผลิตแล้วเหมืองทุกแห่งจะปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำน้ำสาขาและไหลลง แม่น้ำโขงในที่สุด
สารตะกั่วกับสารพิษอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง อันเป็นผลจากการสกัดสินแร่เพื่อให้ได้แร่ล้ำค่าเชิงเศรษฐกิจ ถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำโดยอาจจะไม่ได้ผ่านการบำบัดหรือบำบัดไม่เพียงพอ
คำแถลงระบุอีกว่า ปัจจุบันโลมาแม่น้ำโขงทั้งในกัมพูชาและลาวต้องการโครงการด้านสุขอนามัยอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขผลกระทบจากสภาพเน่าเสียที่มีต่อระบบต้านทานในตัวของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดนี้
การผสมพันธุ์ในกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวกัน อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอลงในหมู่ลูกโลมาที่ล้มตาย ซึ่งทั้งหมดมีอายุเพียง 2 สัปดาห์
”โลมาแม่น้ำโขง นั้นอยู่โดดเดี่ยวจากสายพันธุ์พวกเดียวกัน พวกนี้กำลัง ต้องการความช่วยเหลือ” ผู้อำนวยการของ WWF ในกัมพูชากล่าวพร้อมทั้งชี้ว่า สัตว์สายพันธุ์นี้อดทนสูงมาก ถ้าหากถิ่นที่อยู่ของพวกมันได้รับการปกป้อง
โลมาอิรวดีที่อาศัยอยู่ในลำน้ำโขงช่วงความยาว 190 กิโลเมตรระหว่างกัมพูชาและลาว ถูกขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เมื่อปี 2547
ครั้งหนึ่งเคยมีโลมาสายพันธุ์นี้แหวกว่ายในลำน้ำโขงนับพันๆ ตัว ถึงแม้จะได้รับการนับถือให้เป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งในกัมพูชาและลาว แต่จำนวนได้ลดลงเรื่อยๆ จาก การติดตาข่ายที่ลักลอบจับปลาอย่างผิดกฎหมายในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองในกัมพูชา ซึ่งใช้ไขมันของโลมาหล่อลื่นเครื่องจักรชนิดต่างๆ รวมทั้งใช้เป็นน้ำมันตะเกียงอีกด้วย
ภาพจากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกถ่ายเอาไว้เมื่อปีที่แล้ว คู่นี้กำลังดำผุดดำว่ายในลำน้ำโขงช่วง จ.กระแจ๊ะ (Kratie) ของกัมพูชาเช่นกัน สหประชาชาติช่วยกัมพูชาพัฒนาที่นั่นตั้งแต่ปี 2550 เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์
รัฐบาลกัมพูชาได้พยายามเฝ้าดูแลโลมาอิรวดี และส่งเสริมให้แหล่งที่อยู่ของพวกมันเป็นแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งปราบปรามพวกลักลอบจับปลาโดยใช้อวนและตาข่ายที่ผิดกฎหมายด้วย
ทุกฝ่ายได้แต่หวังว่าการห้ามใช้อวนที่ผิดกฎหมายในการจับปลา จะช่วยเพิ่มจำนวนโลมาอิรวดีในสองประเทศนี้เป็นประมาณ 170 ตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
แม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในห้าสายแม่น้ำทั่วโลกซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของโลมาอิรวดี เชื่อกันว่าปัจจุบันลำน้ำโขงช่วงที่อยู่ในกัมพูชาเป็นถิ่นที่อยู่ของโลมาฝูงใหญ่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่
เป็นที่ทราบกันดีว่าโลมาตัวเมียใช้เวลาตั้งท้องนาน 11 เดือน และ ตกลูกได้ 2 ปีต่อ 1 ตัวเท่านั้น
โลมาอิรวดีอาศัยรวมกันเป็นกลุ่มในแหล่งน้ำลึก ในลำน้ำโขงที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งหนังสีเทาซีด ตัวโตจะมีความยาว 2-3 เมตร เมื่อดูเผินๆ ก็จะละม้ายคล้ายกับวาฬเบลูกา (beluga whale) ยังพบโลมาอิรวดีในลำน้ำอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในพม่า อินโดนีเซีย หรือกระทั่งภาคเหนือของออสเตรเลีย แต่ก็มีจำนวนน้อย
ในแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของลาว เคยมีโลมาอิรวดีชุกชุม ที่นั่นเรียกกันว่า ปลาข่า ซึ่งในปัจจุบันเกือบจะไม่มีเหลือให้เห็นอีกแล้ว
แม่น้ำโขงเป็นลำน้ำที่มีการประมงมากที่สุดของโลก แต่ละปีจับปลารวมกันได้ประมาณ 2.5 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ลำน้ำสายนี้ยังเป็นแหล่งโปรตีนจากสัตว์ราว 80% สำหรับประชา กรประมาณ 60 ล้านคนที่อาศัยทำกินอยู่ตามลุ่มน้ำตลอดสองฟากฝั่ง
ไม่มีพิษมีภัยต่อผู้ใด อุปนิสัยขี้เล่น ซุกซน ซึ่งบางครั้งเป็นการเชื้อเชิญภัยจากมือมนุษย์ให้เข้าถึงตัวได้โดยง่าย
เหมืองทองเซโปนของบริษัทล้านช้างมิเนอรัลส์ ที่ถือหุ้นใหญ่โดยออซมิเนอรัล (OZ Minerals) จากออสเตรเลีย ปัจจุบันกลุ่มมินเมทัลส์ (Minmetals) จากจีนกำลังดำเนินการควบรวมกิจการของกลุ่มเหมืองแห่งออสเตรเลียกลุ่มนี้.
**ทั่วโลกเหลือโลมาน้ำจืดไม่ถึง 1,000 ตัว**
ตามข้อมูลของ WWF ในปลายปี 2550 มีโลมาอิรวดีเหลืออยู่ทั่วโลกไม่ถึง 1,000 ตัว สาเหตุสำคัญทำให้ประชากรลดลงคือสภาพน้ำที่เป็นพิษ
แอนนา ฟอร์สลันด์ (Anna Forslund) ผู้ประสานงานเริ่มแรกเกี่ยวกับโลมาแม่น้ำของ WWF กล่าวว่า แม่น้ำแยงซีในจีน แม่น้ำโขงในกัมพูชา แม่น้ำคงคาในอินเดีย และ แม่น้ำสินธุในปากีสถาน เป็น แม่น้ำที่โลมาเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดในโลก
นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้กล่าวอีกว่า โลมาน้ำจืดเหล่านี้ต้องทนทุกข์ทรมานจากการสร้างเขื่อน การจับปลามากเกินไป การเกษตรแบบผิดๆ การทำเหมือง มลภาวะเป็นพิษ และน้ำเน่าเสีย ตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา
”เราสามารถมองเห็นถึงความเชื่อมโยงกัน โลมาแม่น้ำต้องพึ่งพาอาศัยน้ำและผู้คนต้องพึ่งพาอาศัยน้ำเช่นกัน ดังนั้นระดับความเป็นพิษในคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวอาจมีค่าเท่ากัน จำนวนโลมาน้อยลงแสดงให้เห็นถึงน้ำที่ไม่ดีต่อสุขภาพ” ฟอร์สลันด์กล่าว
**ยูเอ็นช่วยเขมรบูมท่องเที่ยวชมโลมาอิรวดี**
ในปี 2550 องค์การการท่องเที่ยวโลกของสหประชาชาติ (World Tourism Organization) ร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาจัดโครงการคุ้มครองโลมาอิรวดี พร้อมทั้งฟื้นฟูหมู่บ้านริมแม่น้ำ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจท้องถิ่น
ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในแผนการที่ใหญ่กว่าของของยูเอ็น ที่จะแปรสภาพพื้นที่บริเวณลำน้ำแม่โขงความยาวกว่า 200 กม.ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
”โลมาอิรวดี เป็นทรัพย์สมบัติทางธรรมชาติอันล้ำค่าที่เราควรช่วยกันคุ้มครอง นับว่าเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศอันดับ 2 รองจากนครวัดเลยทีเดียว” นายธก สุขุม (Thok Sokhum) เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวของกัมพูชาในครั้งนั้น
ภาพจากเว็บไซต์เมื่อครั้งที่เหมืองทองเซโปนเริ่มส่งออกแผ่นทองแดงหลายปีก่อน เหมืองใหญ่ที่สุดในลาวแห่งนี้ตกเป็นจำเลยขององค์การอนุรักษ์สภาพแวดล้อม ฐานเป็นตัวการปลอยสารพิษลงลำน้ำโขง.. แน่นอนกำลังจะมีผู้ออกมาปฏิเสธการกล่าวหานี้
ข้อมูลของ WWF ระบุว่าจนถึงเดือน ส.ค.2550 มีโลมา 80-100 ตัว อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง ระหว่าง จ.กระแจ๊ (Kratie) ถึงเขตชายแดนกัมพูชาและลาว นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเคยกล่าวเตือนเมื่อหลายปีก่อนว่า ยุคที่โลมาจะสูญพันธุ์กำลังใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้นการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ให้มีรายได้มากขึ้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โลมารอดชีวิตอยู่ได้
ภายใต้โครงการดังกล่าวจะมีตำรวจออกลาดตระเวน เพื่อดูแลคุ้มครองโลมา มีมาตรการเด็ดขาดต่อการใช้ตาข่ายจับปลา โดยจะจัดพื้นที่สำหรับหากปลาเฉพาะอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งจับตาการจับปลาที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้ระเบิด การใช้สารไซยาไนด์ และ ช็อตด้วยไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในแม่น้ำ
โครงการนี้ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลกัมพูชา องค์การสหประชาชาติ และหน่วยงานด้านการพัฒนาของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งจะมีการวางแผนฟื้นฟูพื้นเขตเมืองในบริเวณใจกลางจังหวัดกระแจ๊ เพื่อเปลี่ยนเมืองริมฝั่งแม่น้ำแห่งนี้ให้เป็นประตูหน้าด่านการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
หลังจากพัฒนาเมืองกระแจ๊ให้ดีขึ้นแล้ว ก็จะจัดทำแผนผัง Mekong Discovery Trail ซึ่งประกอบไปด้วยเส้นทางการขี่จักรยาน และกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้วางแผนโครงการกล่าวว่า จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งชุมชนท้องถิ่น ธุรกิจขนาดเล็ก และโลมาที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว
ยังไม่ทราบความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการเรื่องนี้ในปัจจุบัน

คำถามเก่าๆในเวียดนาม: จะจอดเครื่องบินที่ไหน?”
June 20, 2009
ที่ไม่พอจอด– ภาพถ่ายวันที่ 25 ก.พ.2552 บริเวณลานจอดท่าอากาศยานโนยบ่าย (Noi Bai) กรุงฮานอย มองดูเวิ้งว้างจากมุมนี้ แต่พื้นที่เกือบทั้งหมดเป็นของกองทัพอากาศซึ่งจำเป็นจะต้องใช้ ปัจจุบันเหลือที่ราว 185 ไร่ สำหรับสร้างทางวิ่งให้ยาวขึ้นรองรับโบอิ้ง 787 กับแอร์บัส A380 ในอนาคตอันใกล้ และ มีที่จอดสำหรับเครื่องบิน 88 ลำในระยะยาวข้างหน้า.
ASTVผู้จัดการออนไลน์– สายการบินแห่งชาติเวียดนามกับบริษัทลูกกำลังเร่งจัดซื้อเครื่องบินโดยสาร ในโครงการพัฒนายกระดับขึ้นเป็นสายการบินใหญ่อันดับต้นๆ ในอนุภูมิภาคในอีกไม่กีปีข้างหน้า และ เครื่องบินที่สั่งซื้อเมื่อหลายปีก่อนก็จะทยอยส่งมอบตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งรวมทั้งขนาดใหญ่โบอิ้ง 787-9 ด้วย คำถามเก่าๆ จึงผุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
”แล้วจะเอาเครื่องบินไปจอดที่ไหน?”
ทันทีที่ข่าวการประกาศซื้อเครื่องบินลอตใหม่จำนวน 20 ลำ เมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินได้ออกเตือนอย่างทันท่วงที โดยชี้ให้เห็นว่าเวียดนามจะประสบปัญหาเรื่องที่สำหรับจอดเครื่องบินอย่างมากตั้งแต่ปี 2553 นี้เป็นต้นไป
ปัจจุบันสายการบินเวียดนามมีเครื่องบินใช้งานได้จริงเพียง 46 ลำ แต่ในปีหน้านี้จำนวนจะเพิ่มขึ้นกว่า 10 ลำ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีจนเป็นประมาณ 85 ลำในปี 2558 หรือ อีก 6 ปีข้างหน้า
แต่ไม่ได้มีแค่เครื่องบินของเวียดนามแอร์ไลนส์เท่านั้น ที่นั่นยังมีสายการบินอื่นๆ อีก 3 แห่งและแห่งที่ 4 มีกำหนดขึ้นบินในเดือน ต.ค.ศกนี้ ทุกสายการบินล้วนมีโครงการจัดซื้อหรือจัดเช่าเครื่องบินเพิ่มเติมทั้งสิ้น
สายการบินต้นทุนต่ำ “เจ็ตสตาร์แปซิฟิก” (JetStar Pacific) ที่สายการบินแควนตัส (Qantas) ของออสเตรเลียถือหุ้นอยู่ด้วย มีแผนจะซื้อเครื่องบินเพิ่มปีละ 5 ลำ และจะมีทั้งหมด 30 ลำภายในปี 2557
วาสโกแอร์ (VASCO) ซึ่งเป็นสายการบินแบบเช่าเหมาลำและรับขนส่งสินค้า เป็นบริษัทลูกของเวียดนามแอร์ไลนส์ ก็กำลังจะซื้อหรือเช่าเครื่องบินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง
ภาพถ่ายวันที่ 25 ก.พ.2552 ถัดจากอาคารผู้โดยสาร จะเห็นความเวิ้งว้างทางทิศใต้ของท่าอากาศยานโนยบ่าย ปี 2550 แอร์บัส A380 เคยลงจอดที่นี่ เมื่อรันเวย์จะขยายออกไปทางใต้เครื่องบินขนาดใหญ่จะขึ้นลงสะดวกยิ่งขึ้น และมีที่จอดเพิ่มขึ้น
ส่วนสายการบินเวียตเจ็ต (VietJet) ซึ่งเป็นสายการบินต้นทุนต่ำที่เอกชนถือหุ้น 100% แห่งแรกของประเทศ มีแผนการจะจัดซื้อและเช้าเครื่องบินใช้งานจำนวน 10 ลำ ในปีหน้า
นอกจากนั้นสายการบินของต่างชาติที่บินเข้าออกเวียดนามก็ล้วนแต่ต้องการที่จอด ยิ่งมากก็ยิ่งจะต้องมีสถานที่กว้างขวางขึ้น เรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาที่ร้อนระอุถ้าหาก อุตสาหกรรมการบินกลับฟื้นคืนมาเป็นปกติและทวีความคึกคักอีกครั้งหนึ่งในปีหน้า หรือ ในช่วงหลังวิกฤติ
ปัจจุบันมีสนามบินใหญ่น้อยจำนวน 22 แห่งทั่วประเทศ เป็นท่าอากาศยานนานาชาติ 5 แห่ง อีก 17 แห่งเป็นสนามบินที่ใช้ภายในประเทศ
สนามบินส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ เก่าแก่และมีสภาพที่เสื่อมโทรมต้องฟื้นฟูบูรณะตลอดเวลา เนื่องจากสร้างมาตั้งแต่ยุคสงครามโดยกองทัพสหรัฐฯ สำหรับภาคเหนือมีท่าอากาศยานโนยบ่าย (Noi Bai) กรุงฮานอย เป็นศูนย์กลางสร้างขึ้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เพื่อใช้เป็นฐานทัพอากาศป้องกันเมืองหลวง
ไม่กี่ปีมานี้อุตสาหกรรมการบินในเวียดนามขยายตัวรวดเร็วมาก แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปัญหาที่จอดเครื่องบินในขณะนี้อาจจะยังไม่ยุ่งยากเท่าไร เนื่องจากสายการบินต่างชาติจะไม่จอดค้างคืนในเวียดนาม แต่วันข้างหน้าไม่แน่ สถานการณ์จะหนักหน่วงรุนแรงที่สุดหลังปี 2558
**ไปจอดสนามบินใกล้ๆ ได้ไหม?**
ที่ผ่านมามีผู้ถามคำถามข้างบนนี้จำนวนมาก ด้วยเข้าใจว่าเครื่องบินจะไปจอดที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นที่โล่งๆ ก็พอแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สามารถหาที่หาทางได้
ภาพจากเว็บไซต์ มองจากภายในอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานโนยบ่ายเห็นแอร์บัส A321 ของเวียดนามจอดอยู่ มองจากมุมนี้จะเห็นความคับแคบทางทิศเหนือ ที่มุมบนซ้ายพอมองเห็นโรงจอดเครื่องบินกองทัพอากาศที่อยู่ไม่ไกล ที่นี่ขยายด้านกว้างไม่ได้อีก
ถึงแม้หลายปีมานี้จะมีการพัฒนาขยับขยาย มีการสร้างถาวรวัตถุ และติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่ท่าอากาศยานโนยบ่ายกับเตินเซินเญิ๊ต (Tan Son Nhat) ในนครโฮจิมินห์ แต่ท่าอากาศยานหลักทั้งสองแห่งของประเทศก็คับคั่งอยู่ตลอดเวลา ไม่มีที่พอจะจอดเครื่องบินได้มากกว่านี้อีกแล้ว
นายลายซวนแถ่ง (Lai Xuan Thanh) รองผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินพลเรือนแห่งเวียดนาม หรือ CAAV (Civil Aviation Administration of Vietnam) กล่าวถึงเรื่องนี้กับ “เวียดนามนิกส์” ฉบับวันพุธ
สำหรับเตินเซินเญิ๊ตปัจจุบันมีที่จอดพอดีๆ กับ 145 เที่ยวบินที่บินขึ้นและลงในแต่ละวัน ส่วนโนยบ่ายมีที่จอดเพียง 12 สลอต สำหรับเครื่องบินที่บินขึ้นลงวันละ 85 เที่ยว เพราะฉะนั้นทางแก้เฉพาะหน้าก็คือ ต้องไปหาที่ลงจอดในสนามบินอื่นๆ ที่ใกล้ที่สุด
เจ้าหน้าที่ CAAV อีกผู้หนึ่งได้เสนอว่า สายการบินต่างๆ ควรจะคิดเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าและจัดเตรียมแต่เนิ่นๆ เช่น สนามบินเกิมแร็ง (Cam Ranh) ทางตอนใต้ของเมืองญาจาง (Nha Trang) จ.แค๊งหว่า (Khan Hoa) หรือ สนามบินจูลาย (Chu Lai) ที่อยู่ไกลออกไปอีกราว 1,000 กิโลเมตรใน จ.กว๋างหงาย (Quang Ngai) ทางภาคกลาง
เกิมแร็ง หรือ คัมรานห์ เป็นฐานทัพเรือกับฐานทัพอากาศเก่ากองทัพสหรัฐฯ
ภาพถ่ายวันที่ 25 ก.พ.2552 แอร์บัส A321 ของเวียดนามจอดส่งผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานกรุงฮานอย ปีหน้าจะต้องมีที่จอดสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่คือโบอิ้ง 787 ซึ่งจะเริ่มส่งมอบกันตั้งแต่ต้นปี อีก 3-5 ปีจะมีแอร์บัส A380 กับ A350 ไปลงจอดสมทบอีก
ผู้เชี่ยวชาญอีกคนหนึ่งกล่าวว่า ในประเทศพัฒนาแล้ว สายการบินหลักจะไม่จอดในนครใหญ่ที่คับคั่ง เช่น อเมริกันแอร์ไลนส์ของสหรัฐฯ จะตั้งศูนย์การบินที่ท่าอากาศยานนครดัลลาส รัฐเท็กซัส ไม่ใช่ในนครนิวยอร์ก หรือวอชิงตันดีซี
เพราะฉะนั้นสายการบินเวียดนามจะต้องวางแผนเกี่ยวกับฐานที่ตั้ง เพื่อใช้เป็นศูนย์อำนวยการและปฏิบัติการ แต่เนิ่นๆ หรือ ถ้าหากเวียดนามแอร์ไลนส์ประกาศจับจองท่าอากาศยานเตินเซินเญิ๊ต สายการบินอื่นๆ ก็ควรจะโยกไปอยู่ที่เกิมแร็ง หรือ จูลาย
** ท่าอากาศยานนานาชาติ 10 แห่ง **
ในภาพรวมเวียดนามกำลังเร่งพัฒนายกระดับ หรือก่อสร้างสนามบินอีกหลายแห่ง เพื่อให้มีท่าอากาศยานนานาชาติรวมกันเป็นอย่างน้อย 10 แห่ง ในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมทั้งสนามบินลองแถ่งด้วย
ตามแผนการอันทะเยอทะยานนั้น เวียดนามจะต้องลงทุนราว 5,000 ล้านดอลลาร์ สร้างสนามบินยักษ์ ในเนื้อที่กว่า 5,000 เฮกตาร์ (กว่า 31,000 ไร่) ซึ่งว่ากันว่าเมื่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์ จะรับผู้โดยสารได้ถึงปีละ 100 ล้านคน และ ถึงวันนั้นเตินเซินเญิ๊ต ก็จะกลายเป็น ฮับ (Hub) ของสายการบินต้นทุนต่ำ
ต้นปี 2552 มีการเปิดใช้ท่าอากาศยานนครเกิ่นเทอ (Can Tho) ในเขตที่ราบปากแม่น้ำโขง หลังปรับ การปรับปรุงในเฟสแรก ทำให้โบอิ้งกับแอร์บัสขึ้นลงได้เป็นครั้งแรก นอกจากนั้นการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่บนเกาะฟุก๊วก (Phu Quoc) เริ่มขึ้นแล้ว เพื่อรับเครื่องบินโดยสารจากทั่วโลกภายในปี 2563
เรื่องนี้รวมอยู่ในแผนแม่บทพัฒนาเกาะใหญ่ในอ่าวไทย เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและบริการระดับอนุภูมิภาค ที่ประกาศเมื่อปี 2548
แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งท่าอากาศยานนานาชาติในเวียดนาม เมื่อปีที่แล้วกำหนดเอาไว้ 9 จุด ปีนี้เพิ่มเป็น 10 การท่าอากาศยานเตือนให้สายการบินในประเทศทั้ง 5 แห่งหาฐานปฏิบัติการของตัวเอง แทนการกระจุกอยู่สนามบินฮานอยกับโฮจิมินห์
ในภาคกลางปัจจุบันมีท่าอากาศยานนานาชาติ 2 แห่ง คือ สนามบินนครด่าหนัง (Danang) กับสนามบินฝูบ่าย (Phu Bai) นครเหว (Hue) ทั้งสองแห่งนี้ จะยกระดับให้เป็นสนามบินขนาดใหญ่ โบอิ้ง 747 หรือแอร์บัส A330 ขึ้นลงได้
ขณะเดียวกันก็กำลังมีการยกระดับสนามบินขนาดเล็กในย่านนี้อีก 2 แห่งที่จูลาย ในเขตอุตสาหกรรม จ.กว๋างหงาย (Quang Ngai) กับเกิมแร็งใน แหล่งท่องเทียวชายทะเลสำคัญในภาคกลางตอนล่าง เมื่อการพัฒนาแล้วเสร็จโบอิ้ง 747 หรือ แอร์บัส A330 จะสามารถบินขึ้นลงได้เช่นกัน
**จุดอ่อนของสนามบินปัจจุบัน**
นายฝั่มหง็อกมีง (Pham Ngoc Minh) ผู้อำนวยการใหญ่เวียดนามแอร์ไลนส์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการพัฒนาท่าอากาศยานมุ่งไปที่การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารเพิ่ม แต่ไม่มีแห่งใดที่เห็นความสำคัญของลานจอด หรือสถานีจอด แต่เจ้าหน้าที่บริษัทการท่าอากาศยานกล่าวว่า ไม่มีสถานที่เพียงพอที่จะขยายลานจอดออกไปอีก
เมื่อเริ่มก่อสร้างกว่า 30 ปีก่อน ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงไซ่ง่อนเมื่อก่อน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 8 กม. ปัจจุบันเมืองได้ขยายออกไปโอบล้อมไว้ในทุกด้าน นอกจากนั้นพื้นที่ส่วนใหญ่ยังเป็นของกระทรวงกลาโหม ซึ่งสงวนไว้สำหรับฐานทัพอากาศ
ภาพจากเว็บไซต์ ท่าอากาศยานโฮจิมินห์คับคั่งอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะมีอาคารผู้โดยสารแห่งที่ 2 (ไกลออกไป) แล้วก็ตาม ที่นี่หมดทางขยายเนื่องจากตัวเมืองโอบล้อมไว้ทุกทาง
อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลได้ตัดสินใจอนุมัติให้ขยายท่าอากาศยานนครโฮจิมินห์ออกไปได้อีก 30 เฮกตาร์ (187.5 ไร่) ซึ่งอาจจะจอดเครื่องบินได้อีกประมาณ 50 ลำ แต่ก็ยังอีกหลายปีก่อนการจะถึงวันนั้น
ขณะเดียวกันในปี 2564 สนามบินลองแถ่ง (Long Thanh) ที่ใหญ่โตกว่าเตินเซินเญิ๊ตหลายเท่าตัว ก็จะเปิดให้บริการ ปัญหาต่างๆ ก็จะได้รับการแก้ไข แต่นั่นก็คือต้องรออีก 12 ปี เป็นอย่างเร็ว
ส่วนที่โนยบ่ายซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 40 กม. พอจะมีที่ทาง แต่ที่เหลืออยู่เกือบทั้งหมดก็เป็นของกองทัพอากาศ เพราะที่นั่นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นฐานทัพป้องกันเมืองหลวง ไม่มีที่อื่นใดจะเหมาะสมยิ่งกว่านี่อีกแล้ว สำหรับฐานทัพอากาศหลัก
การท่าอากาศยานภาคเหนือ (Northern Airport Authority) ได้เริ่มขยายลานจอดที่ท่าอากาศยานโนยบ่าย มาตั้งแต่ปี 2551 เมื่อแล้วเสร็จอีก 2 ปีข้างหน้า จะจอดเครื่องบินขนาดใหญ่ระดับแอร์บัส A380 กับโบอิ้ง 787 ได้ประมาณ 5 ลำ สำหรับของสายการบินเวียดนามและสายการบินต่างประเทศ
ภาพจากเว็บไซต์ปี 2550 ท่าอากาศยานเตินเซินเญิ๊ตยังมีการก่อสร้างขยาย โบอิ้ง 737-400 ของแปซิฟิกแอร์ไลนส์ถูกกั้นให้จอดห่างจากอาคารผู้โดยสาร มองไปทางไหนก็คับแคบไปหมด ที่นี่เครื่องบินขึ้นลงวันละกว่า 180 เที่ยว
ปีที่แล้วสนามบินโนยบ่ายรับผู้โดยสาร 7 ล้านคน รัฐบาลมีแผนการขยายรันเวย์ ให้แอร์บัส A380 กับโบอิ้ง 787 ขึ้นลงได้สะดวก มีลานจอดสำหรับเครื่องบิน 88 ลำ และ เมื่อก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหมายเลข 2, 3 และ 4 แล้วเสร็จจะรับผู้โดยสารได้ 50 ล้านคนต่อปี
ระบบแอร์พอร์ตลิงค์เข้าตัวเมืองจะแล้วเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่การขยายสนามบินจะยังดำเนินต่อไปอีกกว่า 10 ปี
นายหวูฝั่มเงวียนตุ่ง (Vu Phan Nguyen Tung) ผู้อำนวยการคณะกรรมการบริหารท่าอากาศยาน (Airport Management Board) ในสังกัด CAAV กล่าวว่า การหานักลงทุนทำท่าอากาศยานเป็นเรื่องยากมาก ในประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน
ประเทศไทยใช้เวลาถึง 20 ปีในการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แทนท่าอากาศยานดอนเมือง โดยต้องใช้งบประมาณของรัฐและเงินกู้ของภาครัฐ.

ปฏิบัติการช็อกโลกเวียดนามซื้อเครื่องบินอีก 20 ลำ!!
June 20, 2009
ซื้ออีกลอต– ภาพแฟ้มวันที่ 14 ม.ค.2552 ผู้บริหารแอร์บัสจัดพิธีเปิดสายการผลิต A350-800,900XWB ที่โรงงานเมืองตูลูส์ (Toulous) ประทศฝรั่งเศส สัปดาห์นี้ในงาน Paris Airshow 2009 การบินเวียดนามจะเซ็นซื้อ A350 เพิ่มอีก 2 ลำรวมเป็น 12 และซื้อ A321s เพิ่มอีก 16 ลำรวมเป็น 26 เมื่อวันจันทร์ (15 มิ.ย.) ได้เซ็นซื้อ ATR72-500 เพิ่มอีก 2 ลำ ใน “ปฏิบัติการช็อกโลก”.
ASTVผู้จัดการรายวัน - ขณะที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังซบเซา ประเทศต่างๆ กำลังซมซานหาทางฟื้นให้เป็นปกติ เวียดนามกลับประกาศแผนการซื้อเครื่องบินแอร์บัสรวดเดียวอีก 18 ลำ มูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ โดยเตรียมเซ็นเอ็มโอยูในสัปดาห์นี้ ในงานแอร์โชว์กรุงปารีส
ขณะเดียวกัน มีการเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินแบบ ATR72-500 เพิ่มอีก 2 ลำ หลังจากได้ซื้อไปสองครั้งในปี 2551 จำนวน 11 ลำ นายเหวียนสีหุ่ง (Nguyen Sy Hung) ประธานสายการบินเวียดนามประกาศเรื่องนี้ในวันอังคาร (16 มิ.ย.) ระหว่างงานปารีสแอร์โชว์ที่เลอบูร์เกต์ (Le Bourget)
เครื่องบินแอร์บัสที่สั่งซื้อล็อตนี้ประกอบด้วย A350-900XWB (Extra Wide Body) จำนวน 2 ลำ A321 หลายรหัสจำนวน 16 ลำ รวมเป็นทั้งหมด 18 ผู้บริหารของทั้งสองฝ่ายจะลงนามในบันทึกช่วยความจำกับแอร์บัสในสัปดาห์นี้
เราจะเซ็นเอ็มโอยูกันในสัปดาห์นี้ระหว่างานแอร์โชว์ ประธานสายการบินเวียดนามกล่าวกับเอเอฟพี
เมื่อวันจันทร์ (15 มิ.ย.) สายการบินเวียดนามได้เซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินแบบ ATR72-500 เทอร์โบพร็อพกับบริษัทในฝรั่งเศสอีกจำนวน 2 ลำ รวมมูลค่า 41 ล้านยูโร ซึ่งจะทำให้เครื่อง ATR รุ่นเดียวกัน ที่สั่งซื้อใหม่ตั้งแต่ปี 2551 เพิ่มขึ้นเป็น 13 ลำ
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหลังจากมีความเคลื่อนไหวคึกคักในเวียดนามก่อน
แผนการซื้อเครื่องบินแอร์บัสล็อตใหม่ครั้งนี้ประกาศออกมาเพียง 10 วันหลังจาก นายหลุยส์ กาลลัวส์ (Louse Gallois) ซีอีโอของ European Aeronautic Defence and Space Co ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแอร์บัส เดินทางไปเวียดนาม และยืนยันว่าจะส่งมอบเครื่องบินให้ลูกค้าทั่วโลกตามกำหนด โดยมีจำนวนเท่าๆ กับปีที่แล้ว
ภาพรอยเตอร์วันที่ 14 ม.ค.2552 ซีโอโอของแอร์บัส นายฟาบรีซ์ เบรกุยแยร์ (Fabrice Breguier) –ซ้ายมือ– กับผู้อำนวยการโครงการ A350XWB แสดงหุ่นจำลองเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ ระหว่างแถลงข่าวเปิดสายการผลิตที่โรงประกอบเมืองตูลูส์ (Toulous) สัปดาห์นี้เวียดนามจะเซ็นซื้อเพิ่มอีก 2 ลำ พร้อมกับ A321s อีก 16 ลำรวดเดียว เมื่อวันจันทร์ (15 มิ.ย.) ได้เซ็นซื้อ ATR72-500 เพิ่มอีก 2 ลำ
ในเดือน ธ.ค.2550 สายการบินเวียดนามได้เซ็นสัญญาซื้อแอร์บัส A350-900XWB จำนวน 10 ลำ กับ A321-200 อีก 20 ลำ ในนั้น 10 ลำซื้อโดยบริษัทเช่า VALC (Vietnam Aircraft Leasing Co) ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่เวียดนามแอร์ไลนส์ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง บริษัทประกันภัยกับบริษัทหลักทรัพย์อีกแห่งหนึ่ง
การซื้อล็อตใหม่จะทำให้การบินเวียดนามมีเครื่องบิน A350-900XWB เพิ่มขึ้นเป็น 12 ลำ กับ A321s เพิ่มเป็น 26 ลำ ปัจจุบันมีเครื่องบินรุ่นหลังนี้ใช้ในฝูงอยู่แล้วจำนวน 15 ลำ
ตามรายงานของสื่อทางการเวียดนาม แอร์บัสกำลังจะส่งมอบ A321-200 ที่สั่งซื้อเมื่อปี 2548 ให้แก่การบินเวียดนามจำนวน 4 ลำแรกในปีนี้จนถึงต้นปีหน้า
สื่อของทางการรายงานเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ระบุว่า สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศได้ตกลงจัดสรรเงินกู้ให้แก่การบินเวียดนามรวมประมาณ 120 ล้านดอลลาร์ เพื่อจ่ายค่าเครื่องบินแบบ ATR72-500 จำนวน 6 ลำ ที่จะส่งมอบในปีนี้และปีหน้า เครื่องบินดังกล่าวสั่งซื้อในเดือน ธ.ค.2551
สถาบันการเงินดังกล่าวประกอบด้วยธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ กับ ธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse) และ ธนาคารเพื่อเทคโนโลยีและการพาณิชย์ หรือ Techcombank (Vietnam Technological and Commercial Joint-Stock Bank) โดยสองแห่งแรกจะจัดสรรเงินให้ 85% ของทั้งหมด
ภาพแฟ้มรอยเตอร์วันที่ 21 ธ.ค.2550 รัฐมนตรีกระทรวงขนส่งเวียดนามนายโห่เหงียะยวุ๋ง (Ho Nghia Dung) กับนายจอห์น เลห์ฮี (John Leahy) อดีตซีโอโอของแอร์บัส ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีเซ็นสัญญาซื้อ A321 ระหว่างแอร์บัสกับแอร์เวียดนามและ VALC ซึ่งเป็นบริษัทลูก สัปดาห์นี้สายการบินเวียดนามกำลังจะเซ็นบันทึกฯ ซื้อ A321s อีก 16 ลำรวด
เครื่องบิน ATR72-500 ผลิตโดยบริษัท Avions de Transport Regional ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง EADS กับบริษัทกิจการอวกาศแห่งสเปน ปัจจุบันการบินเวียดนามมีใช้งานในฝูงจำนวน 3 ลำ สั่งซื้อในปี 2551 สองลอตรวม 11 ลำ และการสั่งซื้อลอตใหม่จะทำให้มีเครื่องบินแบบนี้เป็นจำนวนทั้งสิ้น 16 ลำ
ผู้บริหารของเวียดนามแอร์ไลนส์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ATR จะทยอยส่งมอบเครื่องบินที่สั่งซื้อ 11 ลำ ระหว่างเดือน มิ.ย.ปีนี้จนถึง ก.พ.2553 และจะถูกนำเข้าประจำการแทน ATR รุ่นเก่าจนครบทั้งหมดภายในเดือน พ.ค. ซึ่งจะทำให้มีเครื่อง ATR72-500 ในฝูงรวมเป็น 14 ลำ ยังไม่นับรวมกับที่สั่งซื้อในสัปดาห์นี้อีก 2 ลำ
ในเดือน พ.ย.2550 ก่อนจะซื้อเครื่องบินจากแอร์บัสเพียงข้ามเดือน สายการบินเวียดนามกับบริษัทลูกได้ร่วมกันเซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ รวม 8 ลำ จากค่ายผู้ผลิตในสหรัฐฯ ทำให้จำนวนที่สั่งซื้อรวมเป็นทั้งหมด 12 ลำ
สื่อของทางการรายงานก่อนหน้านี้อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า เวียดนามแอร์ไลนส์มีแผนการจัดซื้อเครื่อง 787-8 และ 787-9 รวมทั้งสิ้นจำนวน 28 ลำ ตลอดหลายปีข้างหน้า แต่ยังไม่เคยมีการยืทนยันเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ
ภาพจากเว็บไซต์ A321 ลำนี้เป็นของออลนิปปอนแอร์เวย์ส สำหรับบินเชื่อมปลายทางภายในประเทศ เปิดสายการผลิตมานานนับสิบปีแล้ว แต่ก็ยังใช้กันแพร่หลาย ในการบินระยะสั้น-ระยะปานกลาง ใช้ทางวิ่งขึ้นลงเท่าๆ กับโบอิ้ง 737 ค่ายสหรัฐฯ
เวียดนามกำลังเร่งจัดซื้อเครื่องบินเพื่อขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยตั้งเป้าจะมีเครื่องบินชนิดและขนาดต่างๆ ใช้งานราว 105 ลำในปี 2558 และเป็น 110-120 ลำหลังจากนั้น ตามแผนการทะยานขึ้นเป็นสายการบินใหญ่ 1 ใน 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากในปัจจุบันที่มีเครื่องบินใช้งานอยู่เพียง 46 ลำ
หนังสือพิมพ์ไซ่ง่อนหยายฟง (Saigon Giai Phong) รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่าบริษัท สายการบินเวียดนาม (Vietnam Airlines) กำลังติดต่อเจรจากับบริษัท แอร์บัสอินดัสตรี (Airbus Industrie) ในฝรั่งเศส เพื่อซื้อ A321-200 เพิ่มอีก 10 ลำ หลังจากได้สั่งซื้อไปครั้งสุดท้ายจำนวน 20 ลำ พร้อมกับเครื่อง A350-900XWB
นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายเหวียนเติ๋นยวุ๋ง (Nguyen Tan Dung) ได้อนุมัติตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ให้เวียดนามแอร์ไลนส์จัดคณะขึ้นเจรจาโดยตรงกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินค่ายยุโรป เพื่อการจัดจัดซื้อระหว่างปี 2554-2557
ยังไม่มีการเปิดเผยเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ตลอดจนกำหนดการเจรจาต่อรอง และแหล่งเงินทุนที่จะใช้จัดซื้อเครื่องบิน A321-200 กับ A350-900XWB ล็อตใหม่นี้

อั้นไม่อยู่!! ไฟเขียว Miss Vietnam World 2009
June 20, 2009
โงเฟืองลาน (Ngo Phuong Lan) สาวแอมนักเรียนนอกจากสวิตเซอร์แลนด์ มิสเวียดนามเวิลด์คนแรกของประเทศ ในการประกวดเมื่อปี 2550 เธอปฏิเสธที่จะไปขึ้นเวทีระดับโลก
ASTVผู้จัดการออนไลน์กำลังจะมีการประกวดมิสเวียดนามเวิลด์ (Miss Vietnam World 2009) ในปีนี้ หลังจากว่างเว้นไป 1 ปี ขณะที่หน่วยงานที่รับผิดชอบกำลังมองหาสาวงามสักคนหนึ่งเพื่อส่งไปขึ้นเวที Miss World 2009 ถึงแม้จะมีกฎระเบียบชัดเจนว่า ให้มีการประกวดเวทีความงามระดับชาติได้เพียงปีละครั้งก็ตาม
ตามรายงานของสื่อทางการ รองนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 นายเหวียนซิงหุ่ง (Nguyen Sinh Hung) ได้ขอให้กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว ช่วยเหลือทางการ จ.แค๊งหว่า (Khanh Hoa) จัดเตรียมเพื่อจัดการประกวดมิสเวิลด์เวียดนามปีนี้
กฎระเบียบดังกล่าวของกระทรวงวัฒนธรรมฯ ทำให้หลายฝ่ายเป็นกังวลว่า อาจจะไม่มีการประกวด มิสซิสเวิลด์ 2552 (Mrs World 2009) ซึ่งเป็นเวทีสำหรับสตรีที่แต่งงานแล้วและประสบความสำเร็จ อันเป็นการประกวดระดับโลกเช่นเดียวกัน
กฎระเบียบลงวันที่ 30 ธ.ค.2551 ได้บัญญัติให้ปี 2552 นี้ มีการประกวดความสวยความงามระดับชาติเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แต่นายเลเตี๋ยนเถาะ (Le Tien Tho) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวัฒนธรรมฯ กล่าวว่า การประกวดมิสเวิลด์เวียดนาม ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับระเบียบของกระทรวง เนื่องจากเป็นการประกวดที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่งทั้งหญิงสาวเวียดนามในประเทศและที่อาศัยทำกินในโพ้นทะเลเข้าประกวดได้ นอกจากนั้นผู้ชนะยังจะต้องไปประกวดในต่างประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตามทางการ จ.แค๊งหว่า กล่าวว่า ยังไม่ทราบความเคลื่อนไหวจากคณะกรรมการจัดประกวดซึ่งประกอบด้วยบุคลากรจากหนังสือพิมพ์เตี่ยนฟงกับบริษัทวินาเพิร์ล (Vinapearl Resort) เจ้าของโรงแรมรีสอร์ตหรูแห่งเมืองญาจาง (Nha Trang)
”วินาเพิร์ลกับเตี่ยนฟงเคยหารือกันในเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีกำหนดการที่แน่ชัดใดๆ” นายเลซวนเทิน (Le Xuan Than) รองคณะกรรมการประชาชน (รอง ผวจ.) กล่าว
การประกวด Miss Vietnam World จัด 2 ปีต่อครั้ง โดยเปิดรับสมัครหญิงสาวเชื้อสายเวียดนามจากทั่วโลก การประกวดครั้งแรกในปี 2550 มีสาวงามเชื้อสายเวียดนามจากแดนไกล ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ เยอรมนี แคนาดาหรือไกลออกไปถึงรัสเซียและยุโรปตะวันออกเข้าร่วมอย่างคับคั่ง
“น้องเอ๊าะ” เจิ่นถิถวี่ซวุง (Tran Thi Thuy Dung) เรียนมาทั้งปีก็ยังไม่จบ ต้นเดือนนี้เพิ่งเบี้ยวไปอีกงาน ติดสอบปลายภาค ไม่ได้ไปร่วมขบวนแห่รถโบราณกับมิสเวิลด์อีก 3 คนที่เมืองโฮยอาน (Hoi An)
โงเฟืองลาน (Ngo Phuong Lan) สาวนักเรียนนอกได้ครองตำแหน่งมิสเวียดนามเวิลด์เป็นคนแรก
อย่างไรก็ตามเฟืองลานได้ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประกวด Miss World 2008 ในนครโจฮันเนสเบิร์ก คือเมื่อปีที่แล้ว เธออ้างเหตุผลว่าติดเรียนที่มหาวิทยาลัยในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งทำให้เวียดนามต้องควานหาสาวงามคนอื่นเพื่อส่งไปร่วมประกวดให้ได้
ผู้ที่ควรจะได้ไปประกวด Miss World 2008 คือ เจิ่นถิถวี่ซวุง (Tran Thi Thuy Dung) เจ้าของตำแหน่งนางสาวเวียดนาม (Miss Vietnam 2008) แต่สาวสวยวัย 18 ปีถูกถอดมงกุฎ เนื่องจากยังเรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้รองทั้งสองคนไม่มีสิทธิ์เช่นเดียวกัน
นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งความปั่นป่วนทั้งหลายทั้งปวง
การประกวดมิสเวิลด์เป็นเสมือน “ไฟลท์บังคับ” เนื่องจากเวียดนามกำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดประกวด Mrs World 2009 ปลายปีนี้ กับงานที่ใหญ่ยิ่งกว่าคือ Miss World 2010 คือปีหน้า
ในที่สุดผู้รับผิดชอบต้องปัดฝุ่นส่ง ซเวืองเจืองเทียนหลี (Duong Truong Thien Ly) รองอันดับ 2 มิสเวียดนามยูนิเวิร์ส 2008 (Miss Vietnam Universe 2551) ไปประกวด Miss World 2008 ในแอฟริกาใต้ ซึ่งจัดขึ้นก่อนสิ้นปี
เธอได้รับรางวัล “สาวงามขวัญใจประชาชน” (People’s Choice Award) ซึ่งเป็นหนึ่งในรางวัลข้างเคียงจากเวทีมิสเวิลด์
ครั้งนั้นเทียนหลีเป็นรูมเมทของ “น้องมี้ม” อัมราภัสร์ จุลกะเศียน สาวส้มหล่นจากประเทศไทย (คัฟเวอร์เกิร์ลของ Mars Magazine ฉบับที่กำลังวางแผงขณะนี้)
คำสั่งของกระทรวงวัฒนธรรมฯ สร้างความสับสนให้กับทุกฝ่าย และด้วยความไม่เข้าใจได้ทำให้ผู้รับผิดชอบต้องปัดฝุ่นส่งหวอหว่างเอี๋ยน (Vo Hoang Yen) รองอันดับ 1 มิสเวียดนามยูนิเวิร์สปีที่แล้ว ไปประกวด Miss Universe 2009 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนข้างหน้าที่ประเทศบาฮามาส์ ด้วยความหวังที่เลือนราง
ไม่ส่งก็จะดูไม่ดี เนื่องจากเวียดนามเพิ่งจะเป็นเจ้าภาพประกวด Miss Universe 2008 ไปหมาดๆ คือ เมื่อปลายปีที่แล้ว
คราวนี้หมดตัว.. จะต้องจัดประกวด Miss Vietnam World เพื่อคัดเลือกสาวงามไปเวที Miss World 2009 ซึ่งจะจัดขึ้นในนครโจฮันเนสเบอร์ก อีกครั้งหนึ่งปลายปีนี้.

หนังตลกเวียดนาม 2 เรื่องร่วมเทศกาลในกรุงเทพฯ
June 20, 2009
ภาพจาก Tic Tuc — คริสโตเฟอร์ ลี หรือ “หลีมีงทวน” (Ly Minh Thuan) กับ ดาราสาวสวยฟานหว่อง (Fann Wong) หรือ “ฝั่มเวินเฟือง” (Pham Van Phuong) สองนักแสดงจากสิงคโปร์ในภาพยนตร์ เรื่อง Wedding Game ปรากฎตัวในเทศกาลภาพยนตร์ตลกในกรุงเทพฯ ด้วย
ASTVผู้จัดการออนไลน์– บริษัทผู้สร้างในเวียดนามได้ส่งภาพยนตร์แนวหรรษาสองเรื่องเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ World Comedy Film Festival หรือเทศกาลภาพยนตร์แนวหรรษาระหว่างประเทศ ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ขณะนี้ โดยจะมีการประกาศรางวัลในพิธีปิด ที่กำลังจะมีขึ้นในวันอังคาร (16 มิ.ย)
ขณะเดียวกันดารานักแสดงจากเวียดนามอย่างน้อย 2 คนได้เข้าร่วมงานเทศกาลครั้งนี้เช่นกันสื่อของทางการกล่าว
มีภาพยนตร์แนวหรรษาจากทั่วเอเชียราว 20 เรื่อง จากยุโรปอีก 20 เรื่องและภูมิภาคอื่นๆ อีก 10 เรื่อง ถูกนำออกฉายในโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ ตลอดช่วงเทศกาลสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
ภาพยนตร์แนวหรรษาจากเวียดนาม 2 เรื่องถูกนำออกฉายเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) กับวันเสาร์ ซึ่งได้แก่ Truong Bas Soul in a Butchers Body ผลงานกำกับของเหวียนกวางยวุ๋ง (Nguyen Quang Dung) กับ Laughing Disease ของผู้กำกับโด๋มีงตวน (Do Minh Tuan) ตามลำดับ
นายต๋วนกล่าวกับหนังสือพิมพ์แทงเนียนว่า ภาพยนตร์ของเขาซึ่งส่งเข้าไปร่วมเทศกาลระหว่างประเทศอื่นๆ มาหลายครั้ง ทำให้ผู้ชมมีความสุขมาแล้วทั่วโลก และหวังว่าผู้เข้าร่วมเทศกาลในกรุงเทพฯ คงจะเข้าใจว่า ตัวเขาเองต้องการจะสื่ออะไรออกมา
ว่ากันว่า “เวินเฟือง” เติบโตอยู่ในเวียดนาม ก่อนครอบครัวจะอพยพไปทำกินในสิงคโปร์
เทศกาลเปิดฉากขึ้นด้วยภาพยนตร์แนวหรรษาเรื่อง The Wedding Game ที่ร่วมกันสร้างโดยสิงคโปร์กับมาเลเซีย นำแสดงโดยดารายอดนิยมฟาน หว่อง (Fann Wong) กับคริสโตเฟอร์ ลี (Christopher Lee)
นอกจากนั้นยังมีผู้กำกับและนักแสดงในแนวหรรหาที่มีชื่อเสียงจากสหรัฐฯ ฮ่องกง ไปร่วมงานหลายคน รวมทั้งนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงอย่างริชาร์ด อึง (Richard Ng) ด้วย
กำลังจะมีการประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงตลกยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ตลกสั้นยอดเยี่ยม และรางวัลภาพยนตร์ยอดนิยมโดยการโหวตของผู้เข้าร่วมงาน




