การตั้งเมืองมหาสารคาม

May 15, 2008

ในสมัยพระขัติยวงษา (จัน) เป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ด เห็นว่าประชากรในเมืองร้อยเอ็ดมีจำนวนมากขึ้น ประกอบกับท้าวมหาชัย (กวด) บุตรอุปฮาช (สิง) สมควรจะเป็นเจ้าเมืองได้ จึงให้ไปสำรวจหาที่ตั้งเมืองใหม่ และพบว่ามีที่เหมาะสมอยู่ 2 แห่ง คือ ด้านตะวันตกกุดยางใหญ่เป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง หน้าแล้งก็สามารถใช้น้ำจากกุดยางใหญ่และหนองท่มหรือหนองกระทุ่ม (ด้านทิศเหนือวัดโพธิ์ศรี) เป็นภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การตั้งบ้านเมือง แต่ท้าวบัวทองเห็นว่าบ้านลาดใกล้ลำน้ำชีเป็นทำเลที่เหมาะสมเพราะมีแหล่งน้ำอุดสมบูรณ์ตลอดปีทั้งยังสามารถใช้เป็นเส้นทางคมนาคมได้อีกด้วย

พระขัติยวงษา (จัน) จึงมีใบบอกลงไปยังราชสำนักกรุงเทพ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯให้ยก บ้านลาดกุดยางใหญ่ ขึ้นเป็นเมืองมหาสารคาม และให้ท้าวมหาชัย (กวด) เป็นพระเจริญราชเดชเจ้าเมือง ท้าวบัวทองเป็นอรรคฮาช ท้าวไชยวงษา (ฮึง) บุตรพระยาขัติยวงษา (สีลัง) เป็นอรรควงศ์ ดังร่างสารตรามาถึงพระขัติยวงษา (จัน) เมื่อวันอังคาร เดือน 10 ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช 1227 ซึ่งตรงกับวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2408

ท้าวมหาชัย (กวด) พาผู้คนบริวารซึ่งมีชายฉกรรจ์ 2,000 คน พร้อมทั้งผู้หญิง เด็ก คนชรา พระภิกษุ สามเณรอีกจำนวนหนึ่ง ออกจากเมือง ร้อยเอ็ดมาตั้งอยู่บริเวณที่ดอน แล้วฝังเสาหลักเมืองที่บริเวณศาลหลักเมืองปัจจุบัน ภายหลังได้สร้างวัดดอนเมืองแต่ราษฎร นิยมเรียกว่า วัดข้าวฮ้าว (วัดธัญญาวาสในปัจจุบัน) อยู่ได้ประมาณ 6 เดือน เห็นว่าขาดแคลนแหล่งน้ำ จึงย้ายมาอยู่ระหว่างกุดยางใหญ่กับหนองท่ม ซึ่งเป็นชุมชนที่มีผู้อาศัยอยู่บ้างแล้ว คือ บ้านจาน ประกอบกับห่างออกไปเล็กน้อยทางทิศตะวันตกก็มีหนองหัวช้าง (บริเวณทิศใต้วัดนาควิชัย)และถัดจาก หนองถม หรือหนองกระทุ่มออกไปทางเหนือเล็กน้อยก็เป็นห้วยคะคาง จึงนับว่าเป็นชัยภูมิที่มีแหล่งน้ำสมบูรณ์

ส่วนท้าวบัวทองได้พาผู้คนจำนวนหนึ่งไปตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านลาดริมลำน้ำชี

ตำแหน่งทางการปกครองของเมืองมหาสารคาม ก็คล้าย ๆ กับการปกครองในอาณาจักรล้านช้าง กล่าวคือ มีตำแหน่งสูงสุด 4 ตำแหน่ง เรียกว่า อัญญา 4 คือ เจ้าเมือง อุปฮาช ราชวงศ์ และราชบุตร ส่วนเมืองเล็กหรือเมืองตั้งใหม่ เรียกว่า เจ้าเมือง อรรคฮาช อรรควงศ์ และวรบุตร นอกนั้นมีผู้ช่วยอัญญา 4 ที่เรียกว่าท้าว เช่น ท้าวโพธิสาร ท้าวขัติยะ ท้าวสุริโย ท้าวมหาพรหม เป็นต้น รองลงมา คือ กรมการเมือง ที่เรียกว่า เพีย เช่น เพียเมืองแสน เพียเมืองจัน เพียงเมืองคุก ฯลฯ คำว่าเพีย สันนิษฐานว่า มาจากคำว่าพระยา เป็นคำเรียกผู้เป็นข้าราชการในสมัยนั้น ออกเสียงกร่อนเป็น เพีย

Random Posts

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!