การแบ่งเขตการปกครอง

May 3, 2009

เทศบาล เมืองมหาสารคาม แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 30 ชุมชน โดยอยู่ในความรับผิดชอบของนายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม ประธานกรรมการชุมชน กรรมการชุมชน แบ่งตามเขตเลือกตั้งออกเป็น 3 เขต ดังนี้

เขต 1

ชุมชน ตักสิลา ชุมชนศรีสวัสดิ์ 1 ชุมชนศรีสวัสดิ์ 2 ชุมชนศรีสวัสดิ์ 3 ชุมชนปัจฉิมทัศน์ 1 ชุมชนปัจฉิมทัศน์ 2 ชุมชนธัญญา 1 ชุมชนธัญญา 2 ชุมชนธัญญา 3 ชุมชนธัญญา 4

เขต 2

ชุมชนสามัคคี 1 ชุมชนสามัคคี 2 ชุมชนศรีมหาสารคาม ชุมชนเครือวัลย์ 2 ชุมชนมหาชัย ชุมชนโพธิ์ศรี 1 ชุมชนโพธิ์ศรี 2

เขต 3

ชุมชน นาควิชัย 1 ชุมชนนาควิชัย 2 ชุมชนนาควิชัย 3 ชุมชนอภิสิทธิ์ 1 ชุมชนอภิสิทธิ์ 2 ชุมชนอุทัยทิศ 1 ชุมชนอุทัยทิศ 2 ชุมชนอุทัยทิศ 3 ชุมชนอุทัยทิศ 4 ชุมชนส่องเหนือ ชุมชนส่องใต้ ชุมชนบ้านแมด ชุมชนเครือวัลย์ 1

เทศบาลเมืองมหาสารคาม

May 3, 2009

เทศบาล เมืองมหาสารคาม ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น เทศบาลเมืองมหาสารคาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2479 มีคณะเทศมนตรีชุดแรก เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2480 สำนักงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม ระยะเริ่มแรกได้อาศัยสถานที่สโมสรเสือป่า เป็นที่ทำการของ สำนักงานเทศบาลเมืองมหาสารคาม จนถึง พ.ศ. 2483 จึงย้ายไปอยู่สุขศาลา อำเภอเมืองมหาสารคาม เป็นเวลา 5 ปีเศษ แล้วย้ายสำนักงานมาอยู่ชั้นบนตึกแถว 2 ชั้น (ปัจจุบันคือบริเวณตลาดสด ) จนถึง พ.ศ. 2501 จึงย้ายมาอยู่อาคารหลังใหม่ และต่อมาในปี พ.ศ. 2519 ได้ย้ายสำนักงานไปสร้างในที่ดินซึ่งมีผู้อุทิศให้ จำนวน 10 ไร่ เป็นอาคารคอนกรีต 2 ชั้น ดังในปัจจุบันนี้

ป่าสมุนไพรวัดอรัญญิกาวาส

June 16, 2008

ป่าสมุนไพรวัดอรัญญิกาวาส  ตั้งอยู่ตำบลวังแสง อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคามภายในบริเวณวัดเป็นป่าเต็งรังพื้นที่ประมาณ 75 ไร่ นายประสาสน์ รัตนะปัญญา บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่ราบสูงได้เสนอแนวความคิดต่อคณะกรรมการชาวบ้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนอำเภอแกดำและประธานชมรมผู้สนใจสมุนไพร จัดทำโครงการสวนสมุนไพรและอุทยาน อายุรเวชแผนไทยที่วัดป่าอรัญญิกาวาสเมื่อ พ.ศ. 2539 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระ-บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เมื่อสำรวจพืชสมุนไพรประมาณ160 ชนิด ใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทยและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เพื่อศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ป่าดูนลำพัน และ ปูทูลกระหม่อม

June 9, 2008

ป่าดูนลำพัน  ตั้งอยู่ที่บ้านนาเชือก หมู่ที่ 1 ตำบลนาเชือก  อำเภอนาเชือก  จังหวัดมหาสารคาม  อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอนาเชือกไปทางทิศใต้ ประมาณ 3 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 311 ไร่ แตกต่างจากป่าทั่วไป คือ เป็นป่าน้ำซับ หรือป่าพรุน้ำจืด กล่าวคือ มีน้ำผุดขึ้นมาจากใต้ดินตลอดปี ดูน เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง การดันของน้ำใต้ดิน ลำพัน คือ พืชตะกูลหญ้า คล้ายต้นกก บางท้องที่เรียกว่า ธูปฤๅษี ซึ่งมีมากในป่าดูนลำพัน โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำขัง

                ในบริเวณป่าแห่งนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพ คือ มีสัตว์ป่านานาชนิด และที่สำคัญเป็นที่อยู่อาศัยของปูป่าที่ชาวบ้านเรียกว่า ปูแป้ง เป็นปูน้ำจืดที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีสามสี ได้แก่ สีม่วง สีเหลืองส้ม และสีขาว นายประสาสน์ รัตนะปัญญา ได้นำปูชนิดนี้เสนอต่อศาสตราจารย์ไพบูลย์ นัยเนตร ผู้เชียวชาญเรื่องปู คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำการศึกษาวิจัย ผลปรากฏว่าเป็นปูที่สวยงามไม่เคยพบในที่ใดมาก่อน พร้อมกับนำเสนอรายงานต่อวงการชีววิทยาโลกว่าเป็นปูในวงศ์ แรงกูน่า ต่อมาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราช-กุมารี เป็นนามปูป่าที่ค้นพบใหม่ของโลกชื่อว่า แรงกูน่าจุฬาภรณ์ แต่นิยมเรียกว่า ปูทูลกระหม่อม จากการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีปูทูลกระหม่อม อาศัยอยู่ในป่าดูนลำพันประมาณสองแสนตัว แต่ในปี พ.ศ. 2544 เหลือเพียงประมาณสีพันตัว

ปูทูลกระหม่อม หรือ ปูแป้ง ได้รับพระราชทานชื่อเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2536 มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Thaipotamon Chulaporn ชื่อสามัญว่า Mealy crab ลักษณะพิเศษคือ ตัวโตกว่าปูนา มีกระดองแข็ง สีสวยสด มีไข่ฟองโตขนาดเมล็ดนุ่นสีขาวขุ่นคล้ายเมล็ดข้าวโพดที่นึ่งสุกแล้ว มดหรือแมลงจะกินไข่ปูแป้งไม่ได้ อาศัยอยู่ในเฉพาะในรูเท่านั้นไม่ออกมานอกบริเวณดูน หาอาหารกินบริเวณปากรู ส่วนมากหากินในเวลากลางคืน ชอบกินลูกน้ำ ยุง แมลง กิ้งกือ ไส้เดือน การดำรงชีวิตชอบอยู่โดดเดี่ยว ไม่รวมกลุ่ม ผสมพันธุ์และวางไข่ราวเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม ลักษณะเด่นคือ กระดองเป็นสีม่วงเปลือกมังคุด ขอบเบ้าตา ขอบกระดองและก้ามหนีบทั้งสองข้างมีสีเหลืองส้ม ตรงปลายก้ามหนีบขาเดินและบริเวณขอบข้างปากมีสีขาว

                ปูทูลกระหม่อมได้กำหนดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ลำดับที่ 14    ของสัตว์ป่าจำพวกไม่มีกระดูกสันหลังในกฎกระทรวง ฉบับที่ 11(พ.ศ.2543) เพิ่มเติมจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองท้ายกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2537) เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 ในประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่  117 ตอนที่ 3 วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2543

 

 

วนอุทยานโกสัมพี

June 4, 2008

 
 
 

 

วนอุทยานโกสัมพี กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานตามข้อเสนอของจังหวัดมหาสารคาม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2519 ลักษณะพื้นที่เป็นป่าบุ่งประมาณ 125 ไร่ ริมฝั่งแม่น้ำชี ในเขตเทศบาลตำบลหัวขวาง  อำเภอโกสุมพิสัย ห่างจากตัวเมืองมหาสารคาม ประมาณ 28 กิโลเมตร เดิมชาวมหาสารคามเรียกป่าแห่งนี้ว่า บุ่งลิง หรือ หนองบุ่ง เพราะภูมิประเทศเป็นหนองน้ำและป่าไม้ตามธรรมชาติที่มีบรรยากาศร่มรื่น เป็นที่อาศัยของนกนานาชนิดและฝูงลิงนับพันตัว โดยเฉพาะ   ลิงแสมสีทอง ซึ่งเป็นลิงชนิดหายได้ยากรวมอยู่ด้วย ภายในป่ามีพรรณไม้หลายชนิดส่วนใหญ่ที่สำคัญได้แก่ ทองป่า กะเบา ยางนา หว้า ทองกวาว ตะโก สำหรับไม้พื้นล่างส่วนใหญ่ ได้แก่ เถาวัลย์เปรียง หวาย ตดตะกั่ว มะดัน นมแมว คัดเค้า และไม้ไผ่ นอกจากนั้นยังมีต้นจามจุรี หรือก้ามปู ซึ่งชาวบ้านนำไปปลูกไว้ นอกจากจะมีพรรณไม้ดังกล่าวมาแล้ว ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้มีค่านานาชนิด อาทิเช่น มะค่าโมง ตะเคียนทอง ตะแบกใหญ่ เป็นต้น

สำหรับ ต้นทองป่า มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น โกสุม ดอกคำ สางคำ ลักษณะเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่เปลือกเกลี้ยงสีขาวนวล ใบสีเขียวเป็นมัน แต่ละก้านจะมีใบจับก้านละ 29 – 34 ใบ ถ้าต้นใหญ่อายุมากโคนต้นจะมีสะเก็ดแห้งขรุขระขนาดใบจะเล็กลง ปัจจุบันสำรวจพบในวนอุทยาน จำนวน 13 ต้น ต้นทองที่กล่าวถึงพบเพียงแห่งเดียวในจังหวัดมหาสารคาม เป็นต้นไม้ในวรรณกรรมอีสาน และเป็นมงคลนามคู่เมืองโกสุมพิสัย คำว่า โกสุม ในภาษาบาลีแปลว่า ดอกคำ จัดเป็นต้นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนไป บริเวณต้นทองป่าเกิดนั้น เป็นเนินดินสูง ใกล้ศาลาพักนักท่องเที่ยว คนและลิงเหยียบย่ำตลอดเวลารวมถึงยานพาหนะที่วิ่งผ่านประจำทุกวัน อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่มีต้นทองป่าเล็ก ๆ เกิดขึ้นทดแทน ซึ่งอาจสูญพันธุ์ในอนาคต

 

ภายในวนอุทยานโกสัมพี มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้ประชาชนเข้าไปกราบไหว้ ศาลเจ้าปู่ เพื่อความเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว สิ่งที่ทุกคนประทับใจก็คือ การให้อาหารและหยอกล้อกับฝูงลิงตลอดจนพักผ่อนตามจุดต่าง ๆ หรือชมธรรมชาติริมฝังลำน้ำชี ทุก ๆ ปีในช่วงเทศกสลสงกราน์มีการจัดงานตามประเพณีและจัดอาหารเลี้ยงฝูงลิง ที่เรียกว่า งานพาข้าวลิง ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเข้ามาชมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ในบริเวณใกล้เคียงวนอุทยานยังมี บึงบอน แหล่งน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวโกสุมพิสัยและนักท่องเที่ยว ส่วน บึงกุย ซึ่งเป็นบริเวณศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ สะดืออีสาน นั้น จะพัฒนาให้เป็นศูนย์ข้อมูลและแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต การเดินทางสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 208 มหาสารคาม - ขอนแก่น

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!